Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร

ธรรมบรรยายของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร

มรณกรรมฐาน

           ณ บัดนี้เป็นต้นไป ได้เวลาถึงเวลานั่งสมาธิภาวนาปฏิบัติบูชา ทำความเพียร เพื่อละกิเลส ราคะ ละกิเลสโทสะ ละกิเลสโมหะให้หมดสิ้นไปในจิตใจของเราทั้งหลายทุก ๆ คน
           ฉะนั้น การนั่งสมาธิภาวนา จึงเป็นบุญเป็นกุศล นำความสุขความเจริญมาให้แก่ผู้ปฏิบัตินั้น ๆ
            การที่เรามีชีวิตมาถึงวันเวลาที่เรานั่งภาวนาฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่นี้ ท่านว่าเป็นบุญ เป็นกุศล เพราะว่าบางคนนั้นตายไปก่อนเวลาที่มาปฏิบัติอย่างนี้ก็เยอะแยะ เพราะชีวิต ของคนเรานั้น จะกำหนดแน่นอนเอาเองไม่ได้ ถ้าบุญบารมีเก่าหมดไปเมื่อไร บารมีใหม่ หมดเมื่อใด ชีวิตของคนเราก็ตายไป เราจะมาปฏิบัติธรรมกรรมฐาน ฟังเทศน์ฟังธรรม นั่งอย่างนี้ไม่ได้ เพราะชีวิตมันดับไปหมดไป ตอนชีวิตยังมีอยู่ คือยังมีลมหายใจอยู่ ยังฟังเทศน์ฟังธรรมได้ยินเสียงอยู่ นั่นแหละคือว่าเป็นบุญเป็นกุศล ที่เราฟังเสียงธรรมได้ยินอยู่ หรือเรานึกภาวนาพุทโธ ๆ ได้ยินเสียงพุทโธอยู่ในใจ หรือนึกว่า "มรณัง เม ภวิสสติ" เราต้องตาย ความตายของคนเรา ยุคนี้สมัยนี้นั้นไม่เกิน 100 ปี ยังไม่ถึง 100 ปีก็ลำบาก ที่ตัวเราคนเรายังเหลือชีวิตได้มาปฏิบัตินั้น จึงชื่อว่าเป็นมหากุศลอันหนึ่ง ที่ควรประกอบกระทำ และควรทำความปีติยินดี
           เพราะว่าเมื่อกล่าวส่วนรวมแล้ว "มรณัง เม ภวิสสติ" ตัวเราต้องมี ความตายเป็นผลที่สุด คนอื่นสัตว์อื่น ตลอดไปจนถึงสัตว์สิ่งเดรัจฉาน สัตว์บก สัตว์น้ำ หรือว่า คนเราอย่างนี้แหละ ความตายนั้น ถ้าจัดในส่วนรวมมนุษย์คนเรา มีเรามานั่งภาวนา ไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ได้นอนอยู่ในเสื่อในหมอน ไม่ได้หยอดน้ำอาหารการกิน ไม่ได้เอาช้อน ตักอาหาร เอาอากาศเข้าปาก นับว่าเป็นผู้ที่ยังมีบุญอยู่ เพราะว่าโรคภัยไข้เจ็บมันยังไม่ลุกลาม ยังไม่รุนแรง ยังยืนคนเดียวได้ นั่งคนเดียวได้ นอนคนเดียวได้ ทำอะไร ๆ ได้ด้วยตนเอง แต่ถ้าโรคภัยเจ็บไข้บังเกิดขึ้น จะแก่หรือจะเด็กจะหนุ่มก็ตาม ร่างกายสังขารนี้ จะทำอะไรด้วยตนเอง ไม่ได้ทั้งนั้น การที่เรายังภาวนาพุทโธได้อยู่ ยืน เดิน นั่ง นอน ไปมาได้ด้วยตนเอง อันนี้ท่านว่าเป็นบุญเป็นกุศล คนอื่นผู้อื่นเขาตายไป เรายังไม่ตายยังรอไปบิณฑบาตบ้านถ้ำอยู่ ยังหวังว่าจะได้กินอย่างนั้นจะได้ฉันอย่างนี้ อาหารเอร็ดอร่อยไม่เอร็ดอร่อยยังจะมีความรู้ต่อไป ท่านว่ายังมีบุญอยู่ยังไม่ตาย
           แต่ความตายนี้ พระพุทธเจ้าพระองค์สอนไว้ว่าให้นึกบ่อย ๆ นึกจนมันเห็น แล้วก็นึก จนมันเข้าใจลึกซึ้ง จนเกิดความสลดสังเวช ในมรณะความตายของเรา และของสัตว์ทั้งหลาย ของคนทั้งหลาย ถ้าผู้ใดภาวนามรณกรรมฐานจนเกิดขึ้น จิตใจสงบระงับตั้งมั่น เป็นสมาธิภาวนา ก็ดี หรือมีความสลดสังเวชในมรณภัย คือความตายนี้ จิตใจจะเปลี่ยนแปลงไป ความโกรธ ก็จะเบาบาง เลิกได้ละได้ ความโลภความอยากได้ในใจ ก็จะได้เลิกได้ละได้ ความหลง ในจิต ในใจ ตัวเราก็จะเลิกได้ละได้ เพราะว่ามรณภัย คือความตายนั้น เมื่อมาถึงบุคคลผู้ใด ผู้นั้น จำเป็นต้องตาย จะมาอ้างว่าข้าพเจ้ายังเด็กอยู่ อย่าเพิ่งให้ข้าพเจ้าตายเลย ให้อยู่ไปดูโลก ต่อไปก่อน ธรรมดาพระยามัจจุราช คือความตายมันไม่ได้ยกเว้น เมื่อได้วาระของผู้ใด ผู้นั้นก็จำเป็นจำไปต้องตาย
           พระพุทธเจ้าท่านจึงให้นึกถึงมรณภัย คือความตายนี้ ทุกลมหายใจเข้า ทุกลมหายใจออก "มรณัง เม ภวิสสติ" "มรณะ" "มรณัง" ก็แปลว่าความตาย หรือคือจะต้องตายด้วยกันทั้งหมดสิ้น "เม" ก็หมายถึงเรา เราทุกคนต้องตาย ต้องมองให้เห็นนึกให้ได้ ถ้านึกไม่ได้แล้ว จิตมันจะเป็นไป ตามอารมณ์ต่าง ๆ ไม่สงบลงได้ ถ้ามองเห็นแจ้งในจิตในใจว่า อย่างไรเสียต้องตาย รอวันตาย อยู่ทุกลมหายใจ ถ้ามาถึงเวลาหายใจเข้าไป บุคคลผู้นั้นก็ตายเวลาหายใจเข้า หรือถึงเวลา หายใจออก บุคคลนั้นก็ตายเวลาหายใจออก มรณภัยคือความตายนี้ ใกล้ที่สุด แค่ลมหายใจ นี่เอง อายุของคนเรานี้ ไม่ใช่ตามที่เรานึกว่า เท่านั้นปี เท่านี้ปี 10 ปี 20 ปี 30 ปี 40 ปี 50 ปี 60 ปี 70 ปี 80 ปี 90 ปี อันนี้นับเอาเอง แต่ความจริงมันไม่ถึง ไม่ถึงที่เรานับ ความตายมันมาถึงเสียก่อน
           มรณภัย คือความตาย จงพากันเพียรเพ่งดูให้รู้แจ้ง ด้วยปัญญาอันชอบ จิตใจมันจะถอน ละถอนออกได้หมด ที่คนเราคิดว่า อารมณ์อย่างนี้เลิกไม่ได้ละไม่ได้ ถ้ามองเห็นมรณภัย คือความตาย ละได้หมด ดูคนเขาที่ตายไป ถ้าคนไหนได้เฝ้า พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติ มิตร สหาย ลูกเต้า หลาน เหลน ของตน ใกล้จะตายเข้าไปนั่งดู เรียกว่าเฝ้าดูคนตาย มันสั้นเข้าไป ทุกอย่างทุกประการ หมดไปสิ้นไป เวลาคนจะตาย แต่ก็เกี่ยวกับโรคบางอย่างบางประการ โรคบางอย่างบางประการนั้น มันสั้นเข้าไปหมดเข้าไป ตั้งต้นแต่บริโภคอาหารได้ เวลามันตัดเข้าไป เคยบริโภคอาหาร ก็บริโภคไม่ได้ จะต้องได้อาหารน้ำ ๆ จึงจะไหลลงคอไปได้ ตัดเข้าไป อาหารอย่างหนักก็กินไม่ได้แล้ว หนักเข้าก็ดื่มน้ำอย่างเดียว อาหารประเภทแข็ง ประเภทเหลวก็ไม่ได้ แต่ดื่มนมผงได้ ชงนมผงได้ ชงน้ำนมได้ โกโก้ กาแฟ อะไรที่มันไหลลงไปได้ ท้องไส้ของคนใกล้จะตาย มันเป็นอย่างนี้ แหละ นานเข้าไปตัดเข้าหมดไป ๆ จนกระทั่งว่า น้ำที่จะดื่ม มันก็ไม่ลงคอ แต่ก็พูดจายังมีชีวิตอยู่ มองดูมันก็หิวโหยโรยแรงที่สุด คือว่าน้ำก็อยากกิน แต่มันกินไม่ได้ กินไม่ลง แสดงออกมาทางปากให้เห็น ทีนี้คนที่ยังไม่ตาย ก็ช่วยเอาสำลีชุบน้ำเอาไปบีบใส่ปากให้ ปากก็แสดงถึงว่าหิวอยากดื่มน้ำ ริมฝีปาก ก็เผยอเอาน้ำนั่น มันตัดเข้าไป ตัดเข้าไป มรณะ มรณกรรมฐาน เราอย่าได้ประมาท ทุกคนจะต้องเป็นไป ตามกฎเกณฑ์ ของมรณกรรมฐาน


           ทีนี้ถ้ามันขยับเข้าไปอีก ไอ้ที่จะเผยอริมฝีปาก รับเอาน้ำมันไม่ไหว แต่ยังมีลมหายใจอยู่ หายใจยาว ๆ อยู่ หายใจยังได้สบายอยู่ หนักเข้าไปกว่านั้น หายใจไม่ไหวแล้ว เคยหายใจยาว ๆ ตามธรรมดา ก็หายใจสั้น นั่นแหละมรณกรรมฐานใกล้ที่สุด เอาเข้าไปอีก หายใจยาวไม่ได้ หายใจสั้น ๆ ในตัว ในจิตใจ ของผู้นั้นก็กระวนกระวายที่สุด ลมหายใจเคยหายใจ ปอดเคยทำงาน ปอดก็ทำงานไม่ไหวแล้ว นี่แหละมรณกรรมฐาน นึกให้ได้ พิจารณาให้เห็นด้วยปัญญาอันชอบ ทีนี้เวลามันจะเอาให้หมดนั้น สะบั้นหมดร่างกาย สั่นสะเทือนกว่าดวงจิตจะออก แต่ก็เป็นไปตามโรคภัยไข้เจ็บของแต่ละคน เวลาดวงจิตดวงใจจะถอดออกจากร่างกาย หนีจากร่างกาย แสดงเส้นเอ็นทั้งร่างกายมันสะบั้น ลูกกะตานี้เขียวปื๋อเลย เขาให้ชื่อว่าตาผีตาย คนใจไม่แข็งก็กลัว กลัวผีมันมาหลอก แท้ที่จริงเขาดิ้นตายของเขาต่างหาก ตาไม่ใช่ตาคนธรรมดา เป็นตาผีไป หมดสะบั้นกระทั่งหมดร่างกายเส้นเอ็นแล้ว ทีนี้ก็จิตออกไปแล้ว ถอดไปแล้ว ก็เหลือแต่ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ธรรมดา นี่แหละมรณกรรมฐาน ซึ่งมันมีอยู่ในตัวของคนเราทุกคน แต่ผู้ปฏิบัติไม่ค่อยมาปฏิบัติ เพียรเพ่งดูให้รู้แจ้ง ด้วยปัญญาอันชอบ จึงได้เกิดกิเลสตัณหามานะทิฏฐิ วุ่นวายไม่จบไม่สิ้น จงภาวนาให้เห็นแจ้ง ด้วยสติปัญญาของตัวเอง แล้วจิตใจมันจะได้กระเตื้องดีขึ้น ไม่หมกมุ่นอยู่ตามอารมณ์ต่าง ๆ
           "มรณัง เม ภวิสสติ" ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย มันเป็นเรื่องใหญ่ มรณกรรมฐานไม่ใช่คำพูด ไม่ใช่เขียนหนังสือ ไม่ใช่คาดคะเน เวลามรณภัยคือความตายมันจะมาถึง รุนแรงที่สุด พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า ความตายเป็นทุกข์ ไม่ได้หมายว่าจิตถอดออกไป แล้วมันเป็นทุกข์ ตอนจิตใจกำลังรับทุกขเวทนาต่างหาก อันนั้นแหละมันทุกข์ ที่เราเจ็บไข้ได้ป่วย ตั้งแต่เกิดมา จนถึงวัยแก่วัยชรา เจ็บไข้ได้ป่วยหลายครั้งหลายคราก็ตาม ยังไม่ถึงขั้นที่ว่าความตายเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ มันทุกข์จนเหลือทน ทนไม่ได้ ทนไม่ไหว เมื่อทนไม่ไหว ก็รับเสวยทุกขเวทนา แสนสาหัส แล้วก็ตายไป นี่แหละทุกคนจะต้องตาย
           มรณกรรมฐานนี้ต้องนึกต้องเจริญไว้ให้ได้ในกายของตัวเอง ถ้าผู้ใดทำน้อย ปฏิบัติน้อย ยังถึงขั้นเลิกความหลงอะไรยังไม่ได้นั้น จะต้องกระวนกระวายที่สุด เพราะจิตอุปาทาน ความยึดในร่างกายสังขาร เป็นรูปขันธ์นั้นมันมาก เจ็บน้อยมันก็เป็นเจ็บมาก เจ็บมาก ก็ตาย ไปเลย เพราะจิตมันยึดมั่นถือมั่น ถ้าจิตนี้ปล่อยได้วางได้ เลิกได้ ละได้อะไร ๆ ก็ช่างมันเถอะ มันเกิดได้มันก็แก่ได้ มันเกิดมาได้ มันก็เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดาได้ มันเกิดมาแล้วมันก็ตายได้ เวลาตายกำหนดไม่ได้ ลมเข้าไปออกไม่ได้ก็ตาย หายใจออกไปสุดเข้ามาไม่ได้ก็ตาย กลางคืนก็ตายได้ ตอนเช้า ๆ อย่างเราอยู่นี้ก็ตายได้ กลางวันก็ตายได้ เดือนไหนก็ตายได้ วันไหนก็ตายได้ ไม่เลือกเวลา เมื่อจัดส่วนรวมแล้ว เดี๋ยวนี้ก็มีคนตาย เดี๋ยวนี้ก็มีคนเจ็บ หรือความเจ็บนี้ บางคนก็มันเกิดขึ้นแล้ว ติดขึ้นแล้วเหมือนไฟไหม้บ้าน ว่าถ้าจะดับไหว หรือเอาได้ หรือไม่ได้ ก็เหมือนกันที่เราว่า ไม่สบายอย่างนั้น ไม่สบายอย่างนี้ เปรียบเหมือน อย่างว่า ไหม้บ้าน ไหม้เรือน ไหม้กุฏิ ติดหลังคามา จะดับได้ดับไหวหรือไม่ไหว ก็แล้วแต่ตัวเอง บุญบาปนั้นมันมีอยู่ในตัวนี้ แล้วก็ไม่เลือกเวลาด้วย ไม่ยกเว้นด้วย คนโบราณ จึงตั้งชื่อความตายนี้ว่า เป็นพญาใหญ่ที่สุด ใครจะมารบราฆ่าฟัน กับพญามัจจุราชนั้น ไม่มีใครจะชนะได้ พ่ายแพ้ทุกรายไป
           พระพุทธองค์ท่านจึงให้กำหนดความตายนี้ให้ได้ทุกลมหายใจ คือว่ามันใกล้เข้าไป หมดไปสิ้นไป ถ้าว่าถึงคนทั้งโลกแล้ว เดี๋ยวนี้ก็มีคนตาย ตายนับไม่ได้ก็มี ตายคนเดียวก็มี ตาย 2 คน 3 คนในขณะเดียวกัน หญิงก็ตายได้ ชายก็ตายได้ ไม่ใช่ตายแต่คนเฒ่าคนแก่ เด็ก ๆ ยังไม่รู้อะไร ก็ตายได้ นี่แหละมรณกรรมฐาน ผู้ภาวนานั้นไม่ต้องไปรู้อื่น ไม่ต้องไปเรียนนอก ให้เรียนใน เรียนใน คือเรียนในกายวาจาจิตของตัวเอง ดูพิจารณาอะไรมันตาย อะไรมันยัง อะไรจะตายก่อน อะไรมันตายนานแล้ว กำหนดให้รู้ดูให้มันเห็นจิตใจ กิเลสมันจึงจะอยู่ยั้ง ถ้าไม่อย่างนั้น มันก็พาให้ดิ้นรน วุ่นวาย กระสับกระส่าย ภาวนาไม่ลง ภาวนาไม่สงบ มองไม่เห็น กำหนดไม่ได้ มืด 4 ด้าน 4 ทิศ มืด 10 ทิศ จะนึกภาวนาพุทโธก็ไม่ได้ นึกถึงความตาย ก็ไม่ได้ไม่เห็น
           จงเพียรเพ่งดูให้เห็นแจ้ง ด้วยสติปัญญาของตัวเอง อันผู้อื่นแนะนำสั่งสอน เป็นอีกคนหนึ่ง เป็นการเตือนใจให้สติ ความจริงแล้วให้จิตใจของตัวเอง จิตผู้รู้นั่นแหละ มองเห็นตลอด ทั้งภายในและภายนอก มองเห็นตัวเองว่าตาย เดี๋ยวนี้ก็ตายได้ คนทั้งหลาย ที่เราเห็นว่า เขายังไม่ตาย ผลที่สุดก็ตายหมด ไม่มีใครอยู่ เกิดแล้วต้องตาย
           ฉะนั้นผู้ปฏิบัติธรรมนั้นต้องกำหนดอยู่ทุกเวลา ต้องเตือนจิตใจของตนให้ได้ทุกเวลา จิตใจจึงจะมีพละกำลังความสามารถอาจหาญในการปฏิบัติบูชาภาวนาเพื่อเลิกละความโกรธ ความโลภ ความหลงให้หมดไปสิ้นไป ดังแสดงมาก็สมควรด้วยกาลเวลา เอวัง ก็มี ด้วยประการ ฉะนี้
           ถ้าตั้งใจจริงย่อมมีเวลาภาวนา
           ณ โอกาสนี้ไปเป็นโอกาสนั่งสมาธิภาวนา การนั่งสมาธิภาวนาตอนเช้านี้ ให้ระวังอย่าให้ความง่วงเหงาหาวนอนเข้ามาทับถมจิตใจ ตั้งใจของเรา ให้มีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้น ก่อนที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า ท่านได้ตั้งใจปรารถนา เพื่อจะรื้อขนสัตว์ในโลกให้ไปสู่นิพพานพร้อมกับพระองค์ด้วย ไม่เฉพาะแต่ว่าเอาพระองค์พ้นทุกข์แล้วก็พอ เหมือนคนธรรมดาทั่วไป คนธรรมดานั้นเรียกว่าเห็นแก่ประโยชน์ตน สิ่งใดที่จะเป็นประโยชน์แก่ตนแล้วก็ตั้งอกตั้งใจทำเอา
           แต่พระพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์ผู้มุ่งใหญ่นั้น ไม่เฉพาะแต่พระองค์เองเท่านั้น เมื่อได้ตรัสรู้แล้ว ก็ตั้งใจช่วยมนุษย์และเทวดา อินทร์ พรหมทั้งหลาย เรียกว่า ช่วยสัตว์โลก การที่ผู้จะช่วยสัตว์โลกได้นั้น จะต้องบำเพ็ญบารมีธรรมมานาน เรียกว่าอย่างต่ำ หรือว่าอย่างตรัสรู้ได้เร็ว ก็เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี้ นับตั้งแต่ได้ลัทธพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีปังกรมาสี่อสงไขยแสนมหากัปป์ จึงได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ให้เราท่านทั้งหลายได้กราบไหว้บูชา นั่งภาวนาตามอยู่เวลานี้ เรียกว่าเป็นเวลายาวนาน อันนี้เรียกว่าอย่างได้ตรัสรู้ง่าย ใช้ปัญญาเร่งรัด
           ขนาดที่สองหรืออย่างกลางนั้น ผู้ปรารถนามีจิตใจอันเข้มแข็ง ขอให้ได้เป็นพระพุทธเจ้าขนาดกลาง หรือศรัทธาธิกะ แปดอสงไขยแสนมหากัปป์ นับจากได้รับลัทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งแล้ว ก็นับว่าองค์นี้มีความเพียรมาก
           ขนาดสูงสุดเรียกว่าวิริยบารมี มีวิริยะความพากเพียรพยายามมาก องค์นี้เรียกว่าสิบหกอสงไขยแสนมหากัปป์ จึงได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ช่วยรื้อขนสัตว์ทั้งหลายให้ไปสู่นิพพาน
           โดยเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ที่ยังมีพุทธศาสนาอยู่ในโลกในศาสนานี้ ก็นับว่าได้รื้อขนสัตว์ไปสู่นิพพานได้มาก ประมาณยี่สิบหกอสงไขย คำว่าอสงไขยใน สมัยโบราณก็เรียกว่านับไปๆ จนนับไม่ได้ เมื่อนับไปก็หลงไป ก็กลับมานับใหม่ ให้ชื่อว่าอสงไขยหนึ่ง เรียกว่าหลายๆล้าน
           บัดนี้เราท่านทั้งหลาย ก็มาเกิดในยุคนี้สมัยนี้ แม้จะไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้าองค์ท่านจริงก็ตาม เราก็ได้เห็นพระพุทธรูปที่ท่านหล่อท่านทำไว้ ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเชื่อแน่ได้ว่า พระพุทธเจ้ามีจริง พระธรรมมีจริง พระอริยสงฆ์สาวกมีจริง จึงปรากฏการณ์ให้เห็นอยู่ ปรากฏอยู่ ประเทศไทยเรามีวัดวาศาสนา พระสถูปพระเจดีย์อยู่ทั่วไป วัดวาศาสนาก็มีพระภิกษุสามเณร ผ้าขาว นางชี อุบาสก อุบาสิกา มีศรัทธาทำบุญสุนทาน สิ่งเหล่านี้ย่อมแสดงถึงพระพุทธเจ้า ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้า ไม่มีพระธรรม ไม่มีพระสงฆ์ พระพุทธเจ้าไม่มาตรัสรู้ สิ่งเหล่านี้ก็จะไม่ปรากฏในสายตาเราท่านทั้งหลายที่เกิดมานี้
           นี่แสดงให้เราท่านทั้งหลายเห็นว่า พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย บำเพ็ญบารมีมาเต็มส่วน จึงได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า รื้อขนสัตว์ให้พ้นทุกข์ไปสู่นิพพาน ตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงมุ่งหมายไว้
           เราทุกคนก็อย่ามีจิตใจท้อแท้อ่อนแอ อย่ามาคิดว่าเราทำไม่ได้ ปฏิบัติไม่ได้ อันนี้ท่านว่าเป็นความคิดของพญามาร สังขารมารมันเสี้ยมสอนจิตใจคนเราไว้ไม่ให้ไปสู่นิพพาน ให้มาเกิดมาตายอยู่กับลูกกับหลานนี้แหละ
           เมื่อเรามาพิจารณาให้เห็นว่า การเกิดมาในโลกนี้ จะเป็นมนุษย์โลกก็มีความทุกข์ เทวโลกก็มีความทุกข์ในเทวโลก ไปเกิดในพรหมโลกก็ไปทุกข์ในพรหมโลก คำว่าทุกข์นั้นก็คือว่า ไม่พ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย ไม่พ้นจากจุติปฏิสนธิ เมื่อเกิดมาแล้วก็เต็มไปด้วยความทุกข์ โดยเฉพาะคนหรือมนุษย์เรา พอเกิดมาแล้วชราความแก่ก็เป็นไปโดยลำดับ
           นับตั้งแต่มาปฏิสนธิ คือว่ามายึดเอาถือเอารูปขันธ์ ขาสอง แขนสอง ศีรษะหนึ่งตั้งแต่ในท้องแม่มา ความแก่ชราก็แก่เรื่อยมา เรียกว่าเรามีความแก่เป็นธรรมดา จะหนีความแก่ไปไม่พ้น จะหนีหลบไปที่ไหนก็ตาม ถ้าไม่ตายเสียก่อนก็ย่อมแก่ชรา เว้นเสียตายแต่เมื่อเล็กเมื่อน้อย หรือตายเมื่อคลอดจากท้องแม่ก็ไม่แก่ แต่ว่าถ้าพ้นนั้นมาแล้ว มันต้องแก่วัน แก่คืน แก่เดือน แก่ปีมาจนถึงเราได้เห็นคนแก่ คนชรา ผมขาวฟันหลุด เนื้อหนังมังสังเหี่ยวแห้ง หูตาไม่ดี ตาก็ไม่ดี หูก็ไม่ดี อะไรๆก็ไม่ดี
           คนแก่ คนเฒ่าเวลามาที่วัด ก็มักจะบ่นว่า ข้าพเจ้าแก่แล้ว เดินมาวัดก็ไม่ไหว จดจำอะไรก็ไม่ค่อยได้ ยิ่งถ้าหากว่าขึ้นที่สูง ขึ้นภูเขาอย่างถ้ำผาปล่องนี้ ก็สู้ไม่ไหว หัวเข่ามันไม่สู้ ใจนั้นมันยังสู้อยู่ หัวเขามันไม่สู้ ความจริงก็คือว่าใจมันไม่สู้นั่นเอง หัวเข่ามันไม่พูดอะไร จิตใจมนุษย์มันท้อถอยต่างหาก แล้วตาของคนแก่มันก็ไม่ค่อยเห็น บางคนตาข้างหนึ่งก็ไม่เห็นเสียแล้ว เห็นข้างเดียว บางคนหูก็ฟังอะไรไม่ค่อยได้ยิน
           นี่ก็คือว่าคำว่าแก่ชรา มันไม่ใช่แก่ชราแต่ผม แก่ไปทุกอย่างนั้นแหละ เพราะว่าในร่างกายมนุษย์คนเรานั้น ไม่เหมือนเครื่องยนต์กลไกของโลก เครื่องยนต์กลไกของโลกนั้น สิ่งใดที่มันเสียมันหักมันพัง ก็ถอดออกมา เอาเครื่องใหม่ใส่เข้าไปก็ทำงานได้ มนุษย์นั้นถอดออกมาไม่ได้ เกิดมีกระดูกหักเข้าไป หรืออะไรต่อมิอะไรมันเสียอยู่ข้างใน เอามาแก้ไขไม่ได้ เยียวยาพยาบาลไปตามเรื่อง ไม่เหมือนเครื่องยนต์กลไก นี่คือว่าความแก่ ความชราของเรานั้น เป็นไปทุกวันเวลา ทุกชั่วโมง นาที วินาที ถ้าเราไม่ภาวนาก็ไม่รู้
           ถ้าภาวนาแล้วจะเห็นว่า หนีไม่พ้นจริงๆ ใครจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ก็ต้องมีความแก่เป็นธรรมดา ความแก่ ความเจ็บ ความไข้ ความตาย ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจ สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมดาของการเกิดมา เกิดมาต้องเป็นทุกข์อย่างนี้ เกิดมาแล้วจะหลบหลีกไม่ได้
           แต่เมื่อมีพุทธศาสนา มีพระธรรมวินัยคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มาตรัสสอนไว้นั้น ท่านว่ายังมีทางอยู่ คือไม่ใช่ว่าเราจะมาหลบหลีกในทางรูปขันธ์ รูปขันธ์นี้หนีไม่พ้นความแก่ ความชรา ความเจ็บไข้และความตาย ความพลัดพรากจากสิ่งต่างๆ แต่ท่านให้ภาวนาทำความเพียรปฏิบัติบูชา ภาวนาละกิเลส ละกิเลสให้ออกจากจิตใจได้ นั่นแหละทางที่จะพ้นไปจากความแก่ ความเจ็บ ความไข้ ความตาย มันพ้นได้จริงๆ แต่ว่าในภพนี้ชาตินี้ที่เราเกิดมานั้น มันต้องเป็นไปตามชรา พยาธิ มรณะทุกคน
           จิตใจผู้รู้อยู่ในตัวในใจเราทุกคนนั้นแหละ ถ้าจิตอันนั้นบำเพ็ญทานมาเต็มที่ รักษาศีลมาเต็มที่ บุญบารมีทั้งอดีตและปัจจุบันก็ไม่ท้อถอย บำเพ็ญภาวนาตั้งใจเพื่อละกิเลส ความโกรธ ความโลภ ความหลงในใจของตนอยู่ทุกเวลา หรือในเมื่อเวลาอารมณ์เรื่องราวต่างๆมันกระทบหู กระทบตา กระทบใจเข้ามา ก็ไม่ต้องไปยึดถือ
           ความจริงแล้วเรื่องกระทบต่างๆนั้น มันเป็นเครื่องสอน เป็นเครื่องบอก บอกว่าอย่างไร ถ้าเรายังมีความโกรธ ความขัดเคืองให้แก่คน ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย ให้แก่วัตถุทั้งหลายในโลก ก็แสดงว่ากิเลสความโกรธ กิเลสความอิจฉา พยาบาทในจิตในใจของเรา ที่เรียกว่าความโกรธมานะทิฏฐิในนั้นมันมี ถ้มันไม่มี มันไม่ออกมาต่อต้าน เพราะว่าเจ้าโทสะนี้ ถ้าจะจัดอีกอย่างหนึ่งก็เรียกว่า เป็นยักษ์ใหญ่ ใครมาแตะต้องไม่ได้ ว่าไม่ดีให้ไม่ได้ ธรรมดายักษ์นี้เรียกว่าโกรธมาก หรือว่าสัตว์ก็เสือโคร่งแหละ ใครไปใกล้มันได้ เดี่ยวมันจะกัดคอเอาแหละ
           ไอ้เจ้าโทสะนี่แหละ เราต้องเลิกละตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อย่ามายึดถือ ความโกรธอยู่ได้ก็เพราะว่า จิตเรายึดถือ ยึดถือเห็นดีว่าความโกรธนี้มีอำนาจวาสนา ใครมาเห็นเข้า ใครได้ฟังเข้าก็กลัว ยักษ์ใหญ่ใครก็กลัว เจ้าขี้โกรธนี้แหละ ต้องภาวนาเจริญเมตตาให้แก่ตัวเองแลมนุษย์อื่น สัตว์ทั้งหลาย ให้เขาทั้งหลายมีความสุขความสบาย ตามบุญบารมีของเขา เราอย่าไปเบียดเบียนเขาให้เกิดความทุกข์เพิ่มเติมไปอีก
           ความทุกข์ของคนเรา มันเกิดขึ้นที่ความโกรธนี่มากมาย ในตัวของคนเราคนหนึ่งนั้น มันมีอยู่เต็มตัวก็ว่าได้ เหมือนน้ำเต็มอยู่ในหม้อในไหอย่างนั้นแหละ กิเลสความโกรธมันมีอยู่เต็มหัวใจ กิเลสความโลภ ความอยากได้ ความสุขสะดวกสบายในโลกนี้ ก็มีอยู่เต็มหัวใจ กิเลสความหลง หลงกาย หลงจิต หลงรูป หลงนาม หลงใหลไปหมดทุกอย่างทุกประการ มันก็เต็มหัวใจอยู่
           จึงจำเป็นต้องนั่งสมาธิภาวนา บริกรรมทำใจให้สงบด้วยวิธีการต่างๆนานา ผู้ใดนึกถึงพุทโธพระพุทธเจ้า จิตใจสงบระงับท่านก็ให้นึกพุทโธนั้น ไม่ว่าอุบายใด ถ้านึกเจริญให้เต็มที่แล้ว อุบายนั้นก็เป็นอุบายให้จิตใจสงบระงับ ให้รู้แจ้งแทงตลอดในธรรมได้ทุกอย่าง แต่ที่มันไม่ได้ไม่เป็นไปนั้น เพราะว่าการประกอบการกระทำของแต่ละจิตใจของแต่ละบุคคลนั้นมันน้อย มันยังไม่พอ
           ในอดีต ไม่ต้องไปคิดถึง เอาชาติปัจจุบันเดี๋ยวนี้เวลานี้ อันอดีตนั้นถ้าปัจจุบันดี มีตาดี หูดี ร่างกายดี มีจิตใจไม่ได้เป็นใบ้บ้าเสียจริตผิดมนุษย์ประการใดแล้ว ก็แสดงให้เห็นว่า บุญบารมีเราทุกคนได้บำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนามาพอสมควร ถ้าชาตินี้เวลานี้เราเร่งเข้าไป ภาวนาไม่ท้อถอย ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอันใดก็ตาม มันไม่ได้ขึ้นกับ อายุ ไม่ได้ขึ้นกับพรรษา ไม่ได้ขึ้นกับเพศหญิงเพศชาย ไม่ได้ขึ้นกับคฤหัสถ์และบรรพชิต มันขึ้นกับสติปัญญาความตั้งใจของแต่ละบุคคล แต่ละจิตใจ
           เมื่อบุคคลนั้นมีจิตใจแน่วแน่มั่นคง ภาวนาทุกลมหายใจเข้าออก และมองเห็นชรา พยาธิ มรณะจะมาถึงตัวอยู่ทุกขณะทุกเวลา เมื่อเราเกิดมา ก็ได้ร่างกายสังขารอันนี้มา ถ้าคนเราตายไปเมื่อใดเวลาใด ร่างกายสังขารนี้ก็ทิ้งไว้ในโลกนี้ให้มนุษย์ที่เขายังไม่ตายเอาไปเผาเอาไปฝังที่ป่าช้า ตามเรื่องของเขา ตัวเราจิตใจเราเอาอะไรไปไม่ได้
           ดูคนอื่นเขาแตกเขาตายไปก่อนพวกเราทั้งหลายนั้น ไม่มีใครหาบหามสมบัติในแผ่นดินไปได้ มีที่ดินก็หาบเอาที่ดินไปไม่ได้ แผ่นดินก็เป็นที่ถมฝังกระดูกของเราเท่านั้นเอง จงตั้งใจภาวนา รวมกำลังตั้งใจให้มั่น คนเราจะทำอะไรให้ได้สำเร็จตามความประสงค์ หรือความสุขในโลกนี้ ความสุขในโลกหน้า ความสุขอย่างยิ่ง ได้แก่ความสุขในเมืองนิพพานก็ตาม มันขึ้นอยู่กับจิตที่ภาวนา จิตที่มีความตั้งใจมั่น จิตมันเอาจริงเอาจัง
           คำว่าบารมีไม่ใช่คำพูด มันเป็นจิตใจนั่นแหละ คนดี คนมีบารมี ทำสิ่งใดเขาก็ทำจริง ปฏิบัติสิ่งใดเขาก็ปฏิบัติจริง นึกภาวนาพุทโธในใจก็นึกจริงๆ รวมเข้าไปได้จริงๆ ใครจะพูดอย่างไรว่าอย่างไร ข้าไม่เกี่ยว ข้าภาวนาเสียอย่าง จิตใจสงบระงับก็สบาย ไม่ต้องไปหาเรื่องราวภายนอกให้มันยุ่งเหยิง พุทโธอยู่ในดวงใจนี้ ใจอยู่ที่ไหน จิตอยู่ที่ไหน ไม่ต้องไปหาที่ ที่จิตที่ใจมันมีอยู่ในกายในจิตนี้แหละ
           เมื่อเราภาวนาจริงๆ รวมจิตรวมใจเข้ามาจริงๆแล้ว ปล่อยวางอารมณ์ภายนอก ไม่เก็บเอาอารมณ์อดีต อนาคตมายุ่งเหยิงในอารมณ์ปัจจุบัน จิตใจปัจจุบันภาวนาติดต่ออยู่ทุกขณะทุกเวลา จิตใจดวงนี้ก็จะสงบตั้งมั่น จะมีสติ สมาธิ ปัญญา ขึ้นมา เมื่อจิตมีปัญญาก็จะรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงว่าคนเราเกิดมามันตายได้ไหม มันแก่ได้ไหม มันเจ็บได้ไหม มันพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นจริงไหม เหล่านี้ก็คือว่าปัญญา ปัญญาก็คือว่าจิตนั้นแหละ ความสว่างแจ้ง ความเห็นจริง ความรู้จักไม่มืดมนนั่นแหละเรียกว่าปัญญา เฉลียวฉลาดสามารถเฉียบแหลม ไม่ท้อแท้อ่อนแอในดวงใจ
           บางท่านก็ว่า นตฺถิ ปญฺญา สมาอาภา แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี คือท่านเปรียบเอาแสงสว่าง แสงดวงพระอาทิตย์ พระจันทร์ แสงไฟ จะเป็นไฟฟ้าธรรมดาก็ตาม เมื่อจุดขึ้นมาแล้วก็แจ้งสว่าง ถ้าแจ้งสว่างก็มองเห็นได้ทุกอย่าง ถ้ามืดแล้วมองไม่เห็นอะไร ถ้าใครขืนเดินไปในเวลามืดไม่ว่าอยู่ที่บ้าน ที่เรือน หรือที่กุฏิก็ต้องทำอะไรต่อมิอะไรแตกหักไปได้ เพราะมันมืดมันไม่เห็น ไม่แจ้ง
           จิตนี้ก็เหมือนกัน เมื่อมีผู้ศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มาตั้งจิตเจตนาลงไปในจิตใจให้มั่นคง ก่อนจะหลับจะนอนทุกๆคืนก็กราบพระไหว้พระ นั่งกรรมฐานภาวนา สวดมนต์เสียก่อนจึงค่อยหลับค่อยนอน ทำจิตทำใจอันนี้ให้ได้ทุกวันทุกคืนไป เท่าที่โอกาสจะอำนวยให้ คนส่วนมากถ้าเป็นทางโลกก็ว่า ข้าพเจ้ามีกิจกรรมการงานทำมาหาเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว หาเวลานั่งภาวนานึกกรรมฐานไม่ได้ ความจริงแล้ว เวลาในวันหนึ่งก็มียี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่ว่าคนจะทำไม่ทำ คนจะทำอะไรก็ตาม เวลามีอยู่เต็มที่ ถ้าคนไม่ตั้งใจแล้ว ก็ไม่มีเวลาอยู่ตลอดกาล ก็ดูอย่างพระภิกษุสงฆ์สามเณรในทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะในประเทศไทยเรา มีนักบวชเป็นจำนวนแสน แล้วทำไมจึงยังไม่มีเวลาอีก ทั้งๆที่ไม่ได้ไปทำมาค้าขาย ทำราชการที่ไหน ก็ยังไม่มีเวลาภาวนา นั่นแหละคือว่าความไม่ตั้งใจนั้นแหละทำให้ไม่มีเวลา ถ้าใครตั้งใจได้ก็มีเวลา ถ้าใครตั้งใจไม่ได้ก็ไม่มีเวลา ในสมัยครั้งพุทธกาล ท่านไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่เลือกว่าเวลา เช้า สาย บ่าย ค่ำ กลางวัน กลางคืน เมื่อระลึกได้ที่ไหนท่านก็ระลึกภาวนาในที่นั้นๆ เจริญระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ สิ่งใดที่มันดีมีประโยชน์ก็ชื่อว่านำมาสอนตัวสอนใจได้ทั้งนั้น
           ทีนี้ถ้าตั้งใจลงไปจริงๆ เวลามันมีค่ามีราคา มีอยู่ทุกเวลา นาฬิกามันบอกอยู่ว่าเท่านั้นโมงเท่านี้โมง มันเวลาทั้งนั้น ฉะนั้นถ้าคนเราตั้งใจแล้วเวลามีค่ามีราคา ถ้าไม่ตั้งใจ ใจเลื่อนลอย จิตไม่สงบระงับ ไม่ภาวนาก็หาเวลาไม่ได้ หาตั้งแต่เกิดจนตายก็ไม่มี เพราะจิตมันไม่มีเวลาตั้งใจได้
           สมัยครั้งพุทธกาล อุบาสก-อุบาสิกา นักบวชนักบ้าน เมื่อท่านได้ยินได้ฟังธรรมะคำสั่งสอนในทางพุทธศาสนาแล้ว ท่านตั้งใจฟัง ตั้งใจจดจำ แล้วก็ตั้งใจประพฤติปฏิบัติด้วย อุบาสก อุบาสิกา ไม่เลือกว่าคนชั้นสูงชั้นกลางชั้นต่ำท่านก็ภาวนา เศรษฐีมหาเศรษฐียิ่งภาวนาดี แต่คนเราสมัยนี้มักจะอ้างว่าขอให้ข้าพเจ้ามั่งมีเสียก่อน เป็นมหาเศรษฐีเสียก่อนจึงจะภาวนา จึงจะละกิเลส ไม่ต้องไปหมายอย่างนั้น เอาเวลาปัจจุบันนี้แหละ
           พุทธสาวกในครั้งพุทธกาล ท่านเอาเวลาปัจจุบัน ญาติโยมอยู่บ้าน ถ้าว่าถึงความจริงแล้ว พวกญาติโยมนี้แหละได้บรรลุมรรคผลง่ายเพราะอะไร ก็เพราะว่าทุกข์มันมาก มีทุกข์เต็มบ้าน มีทุกข์เต็มกาย มีทุกข์เต็มใจ อะไรๆ มันเรื่องทุกข์ทั้งนั้นที่อยู่ในจิตในใจนั้น นั่นแหละจะได้รู้ว่า โลกนี้มันทุกข์อย่างนี้แล้วจะได้เร่งภาวนา ทำจิตทำใจให้มันมีความสงบสุขเยือกเย็นเกิดปัญญาขึ้นมา
           ในครั้งพุทธกาลท่านไม่เลือก ท้าวพญามหากษัตริย์พอได้ยินได้ฟังธรรมท่านก็ภาวนา ตัวอย่างพุทธบิดาพ่อพระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้ไปบวชไปเรียนที่ไหน ไม่ได้เข้าป่าไปธุดงค์ที่ไหน ท่านก็ภาวนาอยู่ที่หอปราสาทราชมณเฑียรกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อพระพุทธเจ้าของเราได้ตรัสรู้ ก็มาโปรดมาสอน สอนให้มีทาน มีศีล มีภาวนา ให้ทำความเพียรละกิเลส พระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดาก็ได้สำเร็จเป็นพระโสดา พระสกิทาคามี พระอนาคามี บั้นท้ายสุดในชีวิต พระพุทธเจ้าก็ไปโปรด ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ดับขันธ์เข้าสู่นฤพานที่หอปราสาทนั้นเอง
           นอกนั้นไม่ว่าท้าวพญามหากษัตริย์ที่ไหน ท่านก็ภาวนากัน เศรษฐีมหาเศรษฐีก็ไม่บ่นว่ายุ่งเหมือนคนสมัยนี้ เงินฝืดเงินไม่ฝืดท่านไม่ว่าแหละ ค่ำมาท่านก็ภาวนาทำความเพียรละกิเลส จึงมีผู้ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ในสมัยครั้งพุทธกาลดาษดื่นไปหมด นักบวชก็ภาวนา นักบ้านก็ภาวนา บางเวลาบางสมัย พระภิกษุที่ในบ้าน มีญาติโยมเขาภาวนาเรียนธรรมจากพระภิกษุนั้น ทั้งๆที่พระภิกษุผู้ไปอยู่อาศัยให้ศรัทธาที่ป่านั้นบ้านนั้นบำรุงรักษา ภาวนาอยู่ก็ยังไม่ได้บรรลุมรรคผล แต่ว่าอุบาสิกา อุบาสกที่บ้านนั้นมาเรียนธรรมจากพระภิกษุนั้น และก็ไปภาวนาอยู่ที่บ้าน ท่านก็ได้สำเร็จมรรคผลก่อนพระภิกษุสงฆ์สามเณรที่ไปภาวนาอยู่ในป่านั้น
           นี่คือว่ามันขึ้นอยู่กับความตั้งใจ ขึ้นกับบุญบารมีของแต่ละบุคคล เราทุกคนที่ได้มาสู่สถานที่วิเวกภาวนาถ้ำผาปล่องนี้ ก็ให้พากันตั้งใจ อะไรๆทั้งหมดมันขึ้นกับความตั้งใจความเอาใจใส่ ภาวนาให้ได้ทุกลมหายใจเข้าออก เมื่อภาวนาอย่างอื่นจิตไม่สงบระงับลงได้ ก็ให้ภาวนามรณกรรมฐาน นึกเจริญให้เห็นความตายของเราเอง และของคนอื่นสัตว์อื่นว่าคนเราที่เกิดมานี้นั้น เรารู้แต่วันเกิด แต่วันตายเราไม่รู้ เราจะไปตายที่ไหนไม่รู้ บางทีเราตั้งใจว่าจะตายก็ไม่ได้ตาย แล้วตายจากอุบัติเหตุต่างๆ ในสมัยนี้มีเยอะแยะ เพราะมนุษย์มันขอบความสุขความสบาย ไปมาทางในก็มียวดยานพาหนะ จะไปทางฟ้าทางอากาศ ไปทางพื้นดิน ไปทางน้ำไปได้ทั้งนั้น แต่ความตายมันก็ไปตามยวดยานพาหนะนั้นเหมือนกัน เราเลือกเอาไม่ได้
           แต่ถ้าเราภาวนา เลือกเอาให้ใจของเราสงบระงับแล้ว เราละกิเลสความโกรธ ความโลภ ความหลงในใจเราหมดไป มันจะตายแบบไหน มันก็พ้นทุกข์ภัยในโลก ในวัฏฏสงสารได้ ไม่ใช่ว่าตายเมื่อเช้าดี ตายเมื่อบ่ายไม่ดี ถ้ากิเลสในใจมันหมดไปสิ้นไป ตายเมื่อใดเวลาใดก็ถึงนิพพานได้ ถ้าเราปล่อยให้กิเลสความโกรธ ความโลภ ความหลงมาสร้างบ้าน สร้างเรือนอยู่ในหัวใจ ทำอะไรไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้วก็เป็นไปไม่ได้ เราต้องสลัดอารมณ์นี้ออกไป ถือว่าเวลาระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ระลึกถึงมรณกรรมฐานนั้น เป็นเวลาที่มีค่ามีราคา จิตใจของเราจะไม่ได้มาหมกมุ่นอยู่ในกิเลสกาม วัตถุกาม ในสังสารวัฏอันนี้
           ความจริงแล้วคนเราทุกคน เคยมาเกิดเคยมาตาย มีสุขมีทุกข์อยู่ในโลกมนุษย์ เทวโลก พรหมโลก เปรตโลก ยมโลก นรกอเวจี อสุรกาย มันเคยเกิดเคยตายอย่างนี้มา เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็เคยเกิด เกิดเป็นสัตว์น้ำ สัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์ไม่มีปีก สัตว์สองเท้า สี่เท้า มากเท้า ไม่มีเท้าก็เคยเกิดกันมาอย่างนี้ตายมาอย่างนี้
           แต่จิตนี้มันยังโง่เขลาเบาปัญญา ภาวนายังไม่ถึงก็เลยมีความลุ่มหลงมัวเมา แทนที่เราเกิดมาเป็นคน ไม่ควรให้ใจคิดไปในที่จะไปสู่อบาย คือว่าทางต่ำ เราต้องหน่วงเหนี่ยวอารมณ์เอาพระพุทธเจ้า พระอริยเจ้าทั้งหลายเป็นอารมณ์ เมื่อเรามีพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ มีภาวนาในใจแล้ว สิ่งที่เราว่าทำไม่ได้ ปฏิบัติไม่ได้ เป็นไปไม่ได้นั้น มันก็เป็นไปได้อยู่ มันขึ้นอยู่กับความตั้งใจของแต่ละบุคคล
           คนเราที่เกิดมาในโลกนี้ ถ้าเราดูรูปร่างกายก็เป็นคน แต่ว่าบางคนนั้นร่างกายเป็นคน ใจยังเป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่ก็มี ถ้าโลกเราสมัยนี้ไม่ว่าที่ไหน อย่างว่าแผ่นดินเมืองเชียงใหม่สมัยโบราณ คนปล้น คนจี้ คนฆ่ากันทำลายกันไม่ค่อยมี แต่สมัยนี้ไม่ได้ มันมีทุกอย่าง ฉะนั้นเราต้องตั้งใจของเราให้ดี ภาวนาให้ใจของเราให้มันเต็มที่
           โลกนี้มันเป็นอย่างนี้แหละ เกิดขึ้นมาก็ตั้งอยู่ในกองทุกข์ เกิดในกองทุกข์ แก่ในกองทุกข์ เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ในกองทุกข์ ตายอยู่ในกองทุกข์อันนี้ เป็นอย่างนี้มาทั้งโลก เมื่อมาถึงปัจจุบันชาตินี้ เวลานี้ ปัจจุบันนี้ เราจะต้องเร่งภาวนาพุทโธ ทำใจของเราให้สงบ พิจารณากายของเราให้เห็นความแก่ ความชรา ให้เห็นร่างกายนี้ไม่คงทน จิตใจ
            ก็จะได้เย็นสบาย ความทุกข์ต่างๆ มันจะได้ออกไป คนเราเมื่อจิตไม่มีทุกข์ ทุกข์อะไรก็ไม่มี แต่ว่าถ้าจิตมีทุกข์แล้ว อะไรทุกอย่างมันเต็มไปด้วยทุกข์ เมื่อย่นย่อเข้ามาทุกข์ทั้งหลายมันอยู่ที่จิต อยู่ที่ใจ แล้วก็คือใจมีอุปาทานยึดถือ เมื่อจิตนี้ยึดถือมากก็ทุกข์มาก ยึดถือน้อยก็ทุกข์น้อย ไม่ยึดเสียเลยก็พ้นทุกข์ มันอยู่ที่ตรงนี้
           ฉะนั้นให้เราทุกคนตั้งอกตั้งใจปฏิบัติบูชาภาวนาต่อไป ดังแสดงมาก็สมควรด้วยกาลเวลา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้

กระดูก 300 ท่อน
ความเพียร
มรณกรรมฐาน
จิตพระอริยอยู่เหนือกิเลส
ธรรมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com