Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร

ธรรมบรรยายของ หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

อย่ายึดมั่นถือมั่น

      ถ้าหากเราไม่แก้ไขในความยึดมั่นถือมั่นห่วงใยในหมู่สัตว์นี้ได้ เมื่อชีวิตเรา ตายไปเมื่อไร ใจเราก็จะมาเกิดเป็นลูกของสัตว์ตัวที่เราห่วงอยู่นั้นเอง เพราะ ความห่วงความยึดมั่นเป็นตัวก่อภพก่อชาติ ยึดติดในสิ่งใดใจก็จะเกิดในสิ่งนั้น ๆ ต่อไป ตลอดญาติพี่น้องเพื่อนฝูงและลูกหลาน ถ้าจิตยึดติดผูกพันอยู่ เมื่อตายไป จิตก็จะยึดติดเกิดในคนกลุ่มนี้ต่อไป ถึงจะได้บำเพ็ญบุญกุศลมามากแล้วก็ตาม บุญกุศลนั้นจะช่วยให้ไปเกิดในสุคติสวรรค์ไม่ได้ เพราะจิตหาที่ยึดติดมีที่เกิดเอา ไว้แล้ว อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นในปัจจุบันมีกำลังแรงมาก จึงยากจะหลุด ออกไปได้ ในคำโบราณท่านสอนไว้ว่า เมื่อคนกำลังจะตายให้เตือนว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ หรือบอกว่าอย่าห่วงอะไรเลย ให้ผู้กำลังจะตายได้มีสติสำนึกได้ เพื่อไม่ให้จิตไปยึดติดอยู่กับสิ่งใด ๆ ในช่วงขณะจิตจะออกจากร่างกายนี้จึงเป็นจุด ที่สำคัญ ผู้จะไปสวรรค์ผู้จะมาเกิดเป็นมนุษย์ หรือผู้จะไปตกอบายภูมิ นรก เปรต สัตว์ดิรัจฉาน หรือไปเกิดเป็นพวกอสุรกายที่เป็นวิญญาณเร่ร่อนจรจัดก็อยู่ ในช่วงนี้เอง ถ้าผู้เคยภาวนาปฏิบัติจะรู้จักในวิธีหลีกออกจากกอบายภูมิได  ถงึเขา เคยได้ทำบาปกรรมที่ไม่ดีเอาไว้ไม่มากนัก เขาจะนึกถึงแต่กรรมดีที่ทำเอาไว้แล้ว จิตมีความร่าเริงในบุญ กุศล เมื่อตายไปไม่ต้องบวชลูกหลาน ไม่ต้องให้พระ มาสวดมาติกาบังสุกุล เขาก็จะไปสู่สุคติด้วยบุญกุศลของเขาเองได้ ถ้าผู้ทำ บาปกรรมเอาไว้มากมาย ถึงนิมนต์พระมาสวดมาติกาบังสุกุลและบวชลูกหลานจูง ก็จะไม่มีผลอะไร เขาก็จะไปตามกรรมชั่วที่เขาทำไว้แล้ว บุญกุศลก็จะได้แก่ผู้มี ชีวิตอยู่เท่านั้น จะมีคำถามว่า การทำบุญอุทิศไปให้ผู้ตายจะได้รับหรือไม่ ตอบ ผู้ตายที่ ไม่ได้รับส่วนบุญจากญาติ มี 4 จำพวก
1. ผู้ตายไปเกิดในสวรรค์
2. ผู้ตายไปตกนรก
3. ผู้ตายไปเกิดเป็นมนุษย์แล้ว
4. ผู้ตายไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
           ทั้ง 4 ประเภทนี้ไม่มีสิทธิ์จะได้รับบุญกุศลจากญาติที่อุทิศไปให้ ผู้จะได้รับบุญกุศลจาก ญาติได้มี 1 ใน 12 ของเปรต หมู่เปรต 12 จำพวกนี้ มีจำพวกหนึ่งที่เป็นเปรต กำลังจะหมดในบาปกรรมอกุศล พร้อมที่จะเกิดเป็นมนุษย์ได้แล้ว เมื่อได้รับบุญ กุศลจากญาติอุทิศให้ก็จะได้รับทันที ส่วนเปรตจำพวกที่มีบาปกรรมมีมากอยู่ จะ รับผลบุญที่ญาติอุทิศไปให้ไม่ได้เลย จะต้องรับผลของบาปกรรมต่อไป จนกว่า กรรมนั้นจะเบาบางลงจึงจะรับส่วนบุญจากญาติได้ การที่ทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตาย ไปนั้นเป็นสิ่งที่ดี เป็นวิธีที่ให้ระลึกนึกถึงพระคุณต่อผู้มีพระคุณแก่เรา ท่านจะได้ รับหรือไม่ได้รับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ให้เราได้กระทำในส่วนที่ดีเพื่อระลึกคุณท่านก็ แล้วกัน การทำบุญอุทิศนี้ เราจะนึกอุทิศให้แก่ใคร ๆ ก็ทำได้ ถึงคนอื่นสัตว์อื่น จะไม่ได้เป็นเครือญาติของเราก็ตาม เมตตาธรรม กรุณาธรรม ความรักความ สงสารเราที่มีอยู่จะแบ่งบุญกุศลนี้ให้แก่เพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน จึงเป็นสิ่งที่ ควรทำอย่างยิ่ง เป็นวิธีฝึกนิสัยไม่เป็นผู้เห็นแก่ตัวจะทำใจให้เป็นมิตรกับทุก ๆ คน ให้ความสุขให้ความเป็นธรรมแก่สัตว์ทุกหมู่เหล่า ถ้าทำได้อย่างนี้ เมื่อเกิดในภพ ชาติต่อไปจะได้เป็นใหญ่ มีพวกพ้องบริวารที่ให้ความเคารพต่อเรา มีมากมาย มหาศาลทีเดียว วัตถุกามที่ไม่มีวิญญาณครอง หมายถึง สมบัติที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้านเรือน ที่ดิน หรือสังหาริมทรัพย์ พวกเงินทองกองสมบัติต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ และเป็นสมบัติของเราในเรื่องของทางโลก ในแง่ของกฎหมายในสมมุติว่าเป็น สมบัติของเราเท่านั้น ถ้าดูผิวเผินก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาไป ในโลกนี้จะมีสมบัติ เป็นปัจจัยอาศัย ให้ความสุขแก่ผู้เป็นเจ้าของเป็นอย่างดีและให้เกิดความทุกข์แก่ ตัวเราได้เช่นกัน
           ฉะนั้นความสุขและความทุกข์ไม่มีในวัตถุสมบัตินั้นเลย สมบัติ เป็นธาตุของโลกมีอยู่ในโลกนี้ตลอดทุกยุค ทุกสมัย สมบัตินี้จะมีอยู่เป็นคู่ของโลกตลอดกาล ทั้งอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันจะมีอยู่เป็นคู่ของโลกตลอดไปไม่มี ที่สิ้นสุด มนุษย์ที่ได้เกิดมาก็ต้องอาศัยสมบัติของโลกนี้เลี้ยงชีวิตให้อยู่ได้ เมื่อมี ชีวิตอยู่ก็อาศัยกันไปอยู่กันไปใครจะเข้าใจว่าสมบัตินี้เป็นของของเราก็คิดเอาเองได้ แต่สมบัติโลกก็จะไม่เข้าใครออกใคร เป็นปกติความเป็นกลางและเป็นความจริง อยู่ในตัวมันเอง แต่มนุษย์เรามีความเข้าใจไปว่า สมบัตินี้เป็นของของเรา แต่ก็ เข้าใจถูกตามสมมุติในขณะเรามีชีวิตอยู่เท่านั้น เมื่อถึงวันที่ตายจากสมบัตินี้ไป ในคำว่าสมบัติของเราก็หมดความหมาย ไม่มีใครหาบหามเอาสมบัติของโลกไป ได้เลย จะมีสมบัติมากหรือน้อยก็เพียงมาอาศัยกันอยู่ชั่วคราวเท่านั้น ถึงสมบัติจะ เป็นของประจำโลกก็ตาม แต่คนผู้มีสมบัติจะหลงในสมบัติเอง เมื่อเกิดความหลง ในสมบัติเมื่อไร ใจก็จะเกิดความห่วงความอาลัยอาวรณ์และผูกใจไว้กับสมบัตินั้น จนลืมตัว ใจที่หลงวนเวียนเกิดตายเพราะหลงในวัตถุสมบัตินี้มีมากทีเดียว จะเป็น ชาติใดภาษาใดฐานะเป็นอย่างไรอาชีพอะไรไม่สำคัญ ก็นับได้ว่าเป็นผู้หลงสมบัติ ของโลกมาก่อนทั้งนั้น แต่ปัจจุบันชาตินี้ใครจะมีอุบายวิธี มีสติปัญญาแก้ปัญหา ของใจที่หลงสมบัติของโลกนี้ได้อย่างไร ก็ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัว ใครจะมาหลงยึดติดผูกพันในสมบัติของโลก ผู้นั้นก็จะได้มาเกิดตายอยู่ในโลกนี้ตลอดไป
         ฉะนั้นผู้ปฏิบัติต้องมาแก้ไขใจที่มาหลงสมบัติของโลกนี้ โดยใช้สติปัญญาอบ รมใจสอนใจให้รู้ความจริงในสมบัติของโลก ใช้ปัญญาพิจารณาว่า สมบัติของ โลกที่เราเป็นเจ้าของ อยู่ มีส่วนไหนบ้างเมื่อเราตายไปจะได้เอาติดตัวไปได้ ให้ใช้หลักฐานมายืนยันด้วยเหตุผลว่า เราเห็นผู้มีฐานะที่ดีตายไปแล้วหลายคน ในช่วง ที่เขามีชีวิตอยู่ สมบัติทั้งหลายจะเป็นของกูมาตลอด เมื่อเขาตายไป คำว่าของกู เอาไปด้วยไม่ได้เลย ให้ใช้ปัญญาพิจารณาอยู่เสมอว่า ไม่มีสมบัติอะไรเป็นของเราที่แน่นอน เมื่อถึงคราวที่เปลี่ยนแปลงสมบัติที่เรารักก็จะต้องพลัดพรากจากกันถึงชีวิตจะมีอยู่อาจถูกอัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย โจรภัย ทำให้สมบัติที่เรารักได้พลัดพรากจากเราไปได้ หรือสมบัติยังมีอยู่เราจะตายจากสมบัตินี้ไปก็ได้ เมื่อใจ ยังห่วงในสมบัตินี้อยู่ก็จะได้มาเกิดใหม่ เกิดเป็นมนุษย์บ้าง เกิดเป็นเปรตบ้าง เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานบ้าง แล้วมาผูกพันยินดีอยู่ในสมบัตินั้นต่อไป เพียงสมบัติ เท่านี้ก็ทำให้ใจได้มาเกิดมาตายในโลกนี้ได้ เมื่อไรจะมีสติปัญญามาแก้ไขปัญหานี้ ให้หมดไปจากใจ ความหลงใหลเข้าใจผิดคิดว่าสมบัตินี้เป็นของของเราจะแก้ไข ได้ด้วยสติปัญญาที่ฉลาดเท่านั้น
           กิเลสกาม หมายถึงใจที่มีราคะ โทสะ โมหะ ที่ยังลุ่มหลงอยู่ในกามคุณ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ กิเลสกามนี้ยิ่งมีความละเอียดอ่อนมาก จึงยากแก่ผู้มีสติปัญญาทรามที่จะแก้ได้ วัตถุกามที่ได้อธิบายมาแล้วยังแก้ไม่ได้ ทั้งที่เป็นวัตถุกามอันหยาบสุดและแก้ไขได้ง่าย แต่เราก็ไม่ยอมที่จะแก้ไขให้หมด ไปจากใจ ไฉนจะมาแก้ไขให้ กิเลสกาม ให้หมดไปจากใจได้เล่า แต่ก็ไม่เหลือ วิสัยถ้าเรามีสติปัญญาที่ดีมีความฉลาดรอบรู้อย่างเฉียบแหลม สามารถแยกกิเลส และใจให้ออกจากกันได้ ถ้าทำได้อย่างนี้ สติปัญญาก็จะสอดแทรกเข้าหาใจได้ทัน ที เมื่อยังมีกิเลสตัณหาห้อมล้อมใจไว้อยู่ก็ยากที่ใจจะได้รับแสงสว่าง จาก ความรู้ความฉลาดจากสติปัญญาได้ เมื่อใจยังหลงใหลในกามคุณอยู่ จะมารับรู้ ข่าวสารอันเป็นความจริงจากสติปัญญาไม่ได้เลย นี้เรียกว่าใจตกอยู่ในที่มืดบอด เรียกว่า อวิชชา หลงระเริงอยู่กับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะจนลืมตัว เรียกว่า โมหะ เมื่อโมหะ อวิชชา ยังปิดบังใจให้มืดมิดอยู่อย่างนี้ จึงเป็น ตโม ตมะ ใจที่มืดบอดตามกระแสโลกมาแล้ว ก็จะมืดบอดตามกระแสโลกต่อ ไป เมื่อไรใจจะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารความเป็นจริงจากสติปัญญา เรามีความจริง อะไรที่จะให้ปัญญานำไปสอนใจได้บ้าง ใจที่หลงไปตามกิเลสกามมายาวนาน จนเกิดความเคยชินลืมตัวไปแล้ว การเสพในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาหาจุดแก้ไขไม่ได้เลย เราเป็นนักปฏิบัติจะมีอุบายวิธีเอาความจริงอะไร เข้าไปหักล้างความเห็น ผิดของใจนี้ได้ จะเอาทุกข์ โทษ ภัย ที่เกิดจากกามคุณไปสอนใจด้วยวิธีใด ใจ จึงยอมรับความจริง เมื่อใจยังมัวเมาหลงใหลอยู่ในกามคุณอยู่อย่างนี้ ถ้าสติ ปัญญาไม่ฉลาดพอตัวจะสอนใจไม่ได้เลย การสอนใจให้คลายจากกามคุณได้ ต้องใช้เหตุผลที่มีข้อมูลถูกต้องชัดเจนเท่านั้นที่จะนำไปสอนใจได้ ใจได้สะสม ความเห็นผิดติดอยู่ในกามคุณอย่างแนบแน่นมายาวนาน จนกลายเป็นนิสัยความ เคยชิน เกิดมาในชาติไหนใจก็ได้สัมผัสในกามคุณมาตลอด จะว่ากามคุณเป็นสิ่ง เสพติดระดับโลกก็ไม่ผิด ทุกชาติทุกภาษาจะหลงติดในกามคุณนี้ด้วยกัน แม้แต่ ภพของสัตว์ดิรัจฉานก็เสพติดอยู่ในกามคุณนี้ ชาติของมนุษย์ทั่วโลกก็เสพติดอยู่ ในกามคุณ เทพภูมิต่าง ๆ
         ในสวรรค์ก็มีการเสพติดในกามคุณนี้เช่นกัน แต่เสพ ทางใจ ฉะนั้น กามคุณจึงเป็นสิ่งเสพติดระดับโลก ไม่มีหมอคนใดในโลกนี้จะ ผลิตยามาแก้โรคเสพติดในกามคุณนี้เลย มีแต่หมอผลิตยามาบำรุงเพื่อประกอบ เสพกามคุณเท่านั้น มนุษย์จึงได้ติดงอมแงมกันทั่วโลก ไม่มีใครคิดจะรักษาโรคนี้ ให้หายไปจากใจบ้างเลย จะว่าโรคติดเชื้อเป็นกรรมพันธุ์ก็ไม่ผิด โรคเสพติดชนิด นี้มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ ผู้ค้นพบยาขนานนี้ในครั้งแรก ชื่อว่า สมณโคดม หรือ พระพุทธเจ้านั้นเอง จึงตั้งชื่อยาว่า ธรรมโอสถ ในครั้งพุทธกาลมีผู้ กินยาขนานนี้ได้หายจากโรคเสพติดในกามคุณเป็นจำนวนมาก ตำรายานี้ก็ได้สืบ ทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ในยุคนี้ผู้ปรุงยาอาจจะไม่ได้สัดส่วน หรือปรุงยาผิด สูตร กำลังยาจึงอ่อนจึงแก้โรคกามคุณไม่ได้ผลเท่าที่ควร ฉะนั้นการปฏิบัติธรรมในยุคนี้สมัยนี้ การตีความในธรรมะต่างคนก็มีสิทธิ์ จะตีความได้ เมื่อตีความออกมาอย่างไรก็นำไปปฏิบัติและสอนคนอื่นอย่างนั้น เมื่อตีความออกมาไม่เหมือนกัน จึงกลายเป็นก๊กเป็นเหล่าว่าเป็นสายโน้นสายนี้ เกิดขึ้น สายนั้นปฏิบัติอย่างนั้น สายนี้ภาวนาอย่างนี้ แต่ละสายก็ประกาศว่า วิธี นี้ถูกต้องตรงต่อมรรคผลนิพพานที่สุดแล้ว สายอื่นถ้าไม่ภาวนาปฏิบัติอย่างนี้จะ ไม่ถูกต้อง แต่ละสายจะพูดกันอย่างนี้อย่างผูกขาด จึงมีความสับสนเกิดขึ้นในหมู่ นักปฏิบัติทั้งหลาย จะมีใครเป็นผู้ตัดสินว่าสายไหนผิดสายไหนถูก
          ในยุคนี้จึง ยากที่จะตัดสินได้ ถึงท่านจะรู้อยู่เต็มใจก็จะแก้ไขในความเห็นนี้ไม่ได้เลย ดังมี นิทานเรื่องของตาบอดคลำช้าง ใครคลำถูกที่ไหนก็ประกาศออกไปว่าช้างเป็น อย่างนี้ ถ้าจะเอาบอดกลุ่มนี้มาตกลงกันว่าช้างตัวจริงเป็นอย่างไร บอดทุกคนก็จะ ยืนยันว่าเราได้สัมผัสช้างตัวจริงด้วยกัน จะหาข้อยุติจากกลุ่มตาบอดนี้ไม่ได้เลย ถึงจะมีผู้ตาดีรู้เห็นช้างทั้งตัวจะไปพูดให้ตาบอดเหล่านี้เชื่อ พวกบอดเหล่านี้ก็จะ ไม่เชื่ออยู่นั้นเอง นี้ฉันใด การตีความหมายในธรรมออกมาอย่างไร ก็จะปฏิบัติ และสอนผู้อื่นไปตามนั้น มีความมั่นใจในวิธีของตัวเองสูง จะว่าถึงยุคสมัยใน กลุ่มกาลามสูตรก็คงไม่ผิด ในสิ่งที่ผิด แต่มาเข้าใจว่าถูก การปฏิบัติที่เป็นมิจฉา แต่เข้าใจว่าปฏิบัติเป็นสัมมา ความเห็นอย่างนี้ก็จะเป็นความเห็นผิดต่อไป ถึงจะมี ผู้รู้ดีรู้ชอบรู้จริงในมรรคผลนิพพานมาอธิบายความจริงให้ฟัง ก็จะรับไม่ได้อยู่นั้น เอง

เหตุให้เกิดทุกข์
นิสัยของมนุษย์
มนุษย์มี 4 ประเภท
โลกมนุษย์เป็นสถานที่สร้างกรรม
การเวียนว่ายตายเกิดเนื่องจากตัณหา
อย่ายึดมั่นถือมั่น
เรียนรู้ในตำราและรู้จริงจากปัญญา
ฝึกพิจารณากัมมัฏฐานห้า
กามคุณห้ามีรูปเป็นสำคัญ
คำสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เหมือนกัน
เวทนา
สัญญา
สังขาร
สมมุติและสังขารเป็นของคู่กัน
รู้เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา
พุทธทำนาย 16 ข้อ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com