Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร

ธรรมบรรยายของ หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

รู้เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา

        การรู้เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา จะไม่เหมือนนิมิตที่เกิดขึ้นจาก ความสงบของสมาธิ ภาพนิมิตที่เกิดจากสมาธิมีหลายรูปแบบ เช่นปรากฏว่าเห็น เรานอนตายบ้าง เห็นโครงกระดูกของตัวเองบ้าง เห็นร่างกายเปื่อยเน่าบ้าง ผู้ไม่ เข้าใจในหลักปฏิบัติก็คิดว่า อสุภะ ได้เกิดขึ้นกับเรา หรือเข้าใจว่า วิปัสสนาได้เกิดขึ้นกับเรา หลักที่จริงแล้วไม่ใช่ เป็นเพียงภาพนิมิตของอสุภะเท่านั้น นิมิตนี้ เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป ใจไม่ได้เกิดนิพพิทา ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดแต่อย่าง ใด ถึงจะเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ใคร ๆ ฟังก็เพียงเล่าตามปรากฏการณ์ของสมาธิเท่านั้น ถ้าจะเอาเรื่องที่เกิดขึ้นนี้มาเป็นอุบายในการฝึกวิปัสสนาก็จะเป็นการดี เมื่อจิตได้ ถอนออกจากสมาธิแล้วให้ใช้ปัญญาสมมุติภาพที่เกิดขึ้นเอาไว้ ในลักษณะนิมิต นั้นเป็นอย่างไร ให้พิจารณาขยายออกไปโดยสมมุติ ถ้าเป็นรูปขันธ์ก็ให้แยกธาตุ ดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ออกเป็นส่วน ๆ ใช้ปัญญาพิจารณาให้เป็นไปใน ความไม่เที่ยงบ้าง ใช้ปัญญาพิจารณาว่าเป็นก้อนทุกข์บ้าง ใช้ปัญญาพิจารณา ลงสู่อนัตตาบ้าง ใช้ปัญญาพิจารณาลงสู่อสุภะความสกปรกโสโครกบ้าง ใช้ ปัญญาพิจารณาให้รู้เห็นว่าร่างกายนี้เป็นเพียงที่พักของใจชั่วคราวบ้าง ใช้ปัญญา พิจารณาว่าอีกวันหนึ่งใจจะออกจากร่างกายนี้ไป การใช้ปัญญาพิจารณาใน ลักษณะนี้จึงเป็นอุบายวิธีเจริญวิปัสสนา หรือเป็นวิธีฝึกวิปัสสนาเท่านั้น ในเมื่อ ใจมีความรู้เห็นตามความเป็นจริงเมื่อไร ในเมื่อนั้นจึงเรียกว่า วิปัสสนาที่แท้จริง ถ้ารู้เห็นสัจธรรมความจริงด้วยสติปัญญาเฉพาะตัวอยู่อย่างนี้ ในความรู้สึก ลึก ๆ ของใจจะมีความละเอียดอ่อนและมีกำลัง ทั้งมีความกล้าหาญพร้อมที่จะ เผชิญหน้ากับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ทุกกาลเวลา เหมือนผู้มีอาวุธอยู่ในมือ จะ ไม่กลัวต่อหมู่ข้าศึกศัตรูที่เข้ามารุกราน ไม่ว่าในเหตุการณ์เช่นไร จะไม่หนีหน้า หลบตัวกลัวตายแต่อย่างใด
          เพราะเชื่อมั่นในอาวุธที่ทันสมัยอยู่ในมืออยู่แล้ว นี้ ฉันใด ผู้ปฏิบัติถ้ามีสติปัญญาอยู่ในใจจะไม่เกรงกลัวต่อกิเลสตัณหาแต่อย่างใด เพราะมีความมั่นใจในการแก้ปัญหาได้ทุกกรณี จะมีการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอยู่ก็ตามสติปัญญาจะคอยประสาน งานอยู่ที่ใจตลอดเวลา มายาเล่ห์เหลี่ยมของกิเลสตัณหาจะมาหลอกใจด้วยวิธีใด สติปัญญาจะรอบรู้ในกลลวงของกิเลสตัณหาได้ทุกขั้นตอน จะไปที่ไหนอยู่ในที่ใดจะไม่กลัวต่อกิเลสตัณหาที่จะเกิดขึ้น เพราะมีสติระลึกได้ในเหตุการณ์ทั้งปวง สัมปชัญญะจะมีความรู้ตัวเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ปัญญาจะมีความรอบรู้ พร้อมที่จะแก้ ปัญหาได้ทันต่อเหตุการณ์ ถ้าผู้ปฏิบัติมีความพร้อมแล้วอย่างนี้ กิเลสมารจะมีกลวิธีมาหลอกลวงใจได้อย่างไร นั้นคือใจยอมรับความเป็นจริงจาก ปัญญา อย่างเต็มตัวไปแล้ว
          ฉะนั้นการปฏิบัติเพื่อการละถอนปล่อยวางกิเลสตัณหาจึงเป็นเรื่องใหญ่ จะ ว่าสงครามล้างโลกให้หมดไปจากใจก็พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำ การรื้อถอนภพ ชาติให้หมดไปจากใจ เป็นนิสัยของผู้มีสติปัญญาที่มีความฉลาดรอบรู้ กิเลส ตัณหาจะไปหลบซ่อนอยู่ในขันธ์ห้า สติปัญญาก็ตามขุดคุ้ยสับฟันอยู่ตลอดเวลา กิเลสตัณหาแอบแฝงอยู่ที่รูป สติปัญญาก็ขุดค้นทำลายให้เป็นไปตามอนิจจัง ทุก ขัง อนัตตา กิเลสตัณหาจะไปแอบแฝงอยู่ในเวทนา แอบแฝงอยู่ในสัญญา แอบ แฝงอยู่ในสังขาร แอบแฝงอยู่ในวิญญาณ สติปัญญาก็เข้าไปทำลายให้เป็นไปใน ไตรลักษณ์นี้ทั้งหมด กิเลสตัณหาจะอาศัยตนคือขันธ์ห้าเป็นที่อยู่อาศัย ถ้าทำลาย ตนได้แล้วก็ชื่อว่าทำลายกิเลสตัณหานั้นเอง รูปไม่ใช่ตน ตนไม่ใช่รูป รูปไม่มี ในตน ตนไม่มีในรูป เวทนาไม่ใช่ตน ตนไม่ใช่เวทนา เวทนาไม่มีในตน ตน ไม่มีในเวทนา สัญญาไม่ใช่ตน ตนไม่ใช่สัญญา สัญญาไม่มีในตน ตนไม่มีใน สัญญา สังขารไม่ใช่ตน ตนไม่ใช่สังขาร สังขารไม่มีในตน ตนไม่มีในสังขาร วิญญาณไม่ใช่ตน ตนไม่ใช่วิญญาณ วิญญาณไม่มีในตน ตนไม่มีในวิญญาณ ถ้ารู้เห็นด้วยสติปัญญาชัดเจนอย่างนี้ กิเลสมารทั้งหลายจะไปอาศัยในขันธ์ห้าได้ อย่างไร จึงได้สูญสลายไปจากขันธ์ห้านี้โดยหมดสิ้น
           ผู้ปฏิบัติต้องสังเกตดูตัวเองว่า ขณะนี้เรามีปัญญาความฉลาดรอบรู้ในสัจ ธรรมหรือไม่ หรือมีเพียงความรู้ที่ได้จดจำเอาตามตำรา อาศัยรู้ตามครูอาจารย์ที่ ท่านได้อธิบายให้ฟัง ถ้าหากรู้เพียงเท่านี้ จะเป็นปัญญาในสัญญา เป็นปัญญาในภาคทฤษฎีอยู่ในขั้น สุตมยปัญญา เท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นจินตามยปัญญา และ ภาวนามยปัญญาแต่อย่างใด ปัญญาในหมวดปริยัติ ปัญญาในภาคปฏิบัติ ทั้ง สองนี้มีความเกี่ยวโยงกันอยู่ก็ตาม ปัญญาในภาคปริยัติมีเท่าไรก็มีความพอใจอยู่ เพียงเท่านั้น ปัญญาในภาคปฏิบัติที่จะทำให้เกิดความฉลาดรอบรู้ตามความเป็น จริงนั้น ผู้ปฏิบัติไม่ชอบพัฒนาปัญญาที่เป็นของส่วนตัวให้เกิดขึ้นบ้างเลย นี้ก็ เพราะได้ยินได้ฟังมาว่าทำสมาธิให้จิตมีความสงบแล้วปัญญาก็จะเกิดขึ้น นี้เองผู้ ปฏิบัติจึงไม่ยอมฝึกปัญญา ยังมีความเห็นต่อไปว่า เมื่อปัญญาเกิดขึ้นจากสมาธิ แล้ว ก็จะไปละกิเลสตัวนั้นละตัณหาตัวนี้ให้หมดไปจากใจ โดยตัวเองอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไร ปัญญาจะละกิเลสตัณหาให้หมดไปจากใจไปเอง เราก็จะได้เป็นพระอริยเจ้าที่สมบูรณ์
         ความเข้าใจอย่างนี้ ๆ เองจึงทำให้ผู้ปฏิบัติไม่ยอมฝึกปัญญา จะนั่งคอยท่าเป็นพระอริยเจ้าฟรี ๆ ในลักษณะอย่างนี้ไม่มีที่ไหนในคำสอนของ พระพุทธเจ้าเลย แต่คนเราคิดกันไปในมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดไปเอง การปฏิบัติถ้าศึกษาประวัติของพระอริยเจ้าในครั้งพุทธกาลให้ดีแล้ว จะไม่ เกิดเป็นมิจฉาปฏิบัติแต่อย่างใด จึงขอให้ทุกท่านได้พิจารณาในเหตุผล ความเป็น มาของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เราจะได้เอาเป็นแบบอย่างในอุบายวิธีการปฏิบัติของ ท่านให้ถูกต้อง เป็นสัมมาปฏิบัติตรงตามกระแสธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และพระอริยเจ้าทั้งหลายในครั้งพุทธกาล ในยุคนี้สมัยนี้ถึงจะมีพระอริยเจ้าอยู่ก็ ตาม เมื่อไม่ยอมรับถึงท่านจะแสดงธรรมดีมีเหตุผล หรือเขียนหนังสือชี้แนะแนว ทางปฏิบัติที่ถูกต้องอยู่ก็ตาม ก็จะไม่ยอมรับความจริงจากท่านเหล่านั้น ยังมีคน ส่วนใหญ่ที่เข้าใจว่า ในยุคนี้สมัยนี้หมดยุคหมดสมัยของพระอริยเจ้าไปแล้ว ถึง จะอธิบายให้ฟังว่ายังมีพระอริยเจ้าอยู่ก็ยังไม่เชื่ออยู่นั้นเอง ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติจงมี ความหนักแน่นในธรรม อย่าไปตื่นตามข่าวลือของกลุ่มคนพาลเหล่านั้น อย่า ประมาทในชีวิตที่มีอยู่อันน้อยนิด เราจะทำให้ชีวิตเรามีคุณค่าก่อนที่จิตจะปราศจากร่างกายนี้ไป ขอให้ทุกท่านจงฝึกสติปัญญา ฝึกการพิจารณาในหลัก ความเป็นจริงอยู่เนือง ๆ

เหตุให้เกิดทุกข์
นิสัยของมนุษย์
มนุษย์มี 4 ประเภท
โลกมนุษย์เป็นสถานที่สร้างกรรม
การเวียนว่ายตายเกิดเนื่องจากตัณหา
อย่ายึดมั่นถือมั่น
เรียนรู้ในตำราและรู้จริงจากปัญญา
ฝึกพิจารณากัมมัฏฐานห้า
กามคุณห้ามีรูปเป็นสำคัญ
คำสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เหมือนกัน
เวทนา
สัญญา
สังขาร
สมมุติและสังขารเป็นของคู่กัน
รู้เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา
พุทธทำนาย 16 ข้อ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com