Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ชุมนุมจอมยุทธ

แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (4)
ไปหน้า >> 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10 - 11 - 12 - 13 - 14

หัวข้อ :

คนขาดหุ้น

*ที่ควรสรรเสริญ


คนขาดหุ้น


(ปรายหน้าบท...)

ชีวิตของคนเราบางทีก็เหมือนตัวละครหนังตะลุง มีผู้คอยชักปากให้แสดงบทบาทอยู่เบื้องหลัง เพื่อเรื่องราวจะได้จบลงอย่างควรจะเป็นชั่วการแสดงในคืนหนึ่งๆ

ตัวละครบางตัวของหนังตะลุง ถูกตบแต่งให้สวยงามด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องทรง ตามคอ นิ้วมือ แพรวพราวไปด้วยเครื่องประดับอัญมณี เติมแต้มสีผิวพรรณของรูปหนังให้ชวนมองชวนชมเป็นยิ่งนัก ตามแต่จิตรกรนักแกะสลักรูปหนังตะลุงจะบรรจงเสกสรรลงไป เพื่อสมมติเป็นเจ้าเมือง เป็นตัวพระ เป็นตัวนาง

ก็เหมือนกับชีวิตของคนบางคนบนโลกนี้ ที่เกิดมาพร้อมกับความสมบูรณ์มั่งมีศรีสุขทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เคยทุกข์ยากลำบาก ผิวพรรณผ่องใสงดงาม ตั้งแต่เกิดยันตายไม่เคยรู้เรื่องการตรากตรำทำงานหนัก

แต่ตัวละครบางตัวอัปลักษณ์ดำปี๋ ผมหยิก พุงพลุ้ย ไม่สมส่วน เพียงแค่ถูกนายหนังปักขึ้นหน้าจอ ก็เรียกเสียงหัวเราะตลกขบขันแก่ผู้ชม อันมักจะเป็นผู้ติดตามหรือทาสรับใช้ตัวพระนาง

คงเช่นเดียวกับชีวิตของคนบนโลกนี้ ที่เกิดมาพร้อมกับความขัดสนไปเกือบทุกเรื่อง ผิวพรรณเศร้าหมองอัปลักษณ์ ตั้งแต่เกิดยันตายไม่เคยรู้จักคำว่าพัก เหมือนทั้งชีวิตของเขาเกิดมาเพื่อใช้แรงงานเยี่ยงวัวควาย เป็นทาสรับใช้คนอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ทว่าเขาเหล่านั้นก็มีสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ บางคนใช้ปมด้อยที่ตนมีหนุนเนื่องขึ้นมาเติมส่วนพร่องของสังคมให้ปริ่มเต็ม นั่นคือ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

ถ้าหากผู้คอยกำกับบทบาทชีวิตของตัวละครหนังตะลุง คือ นายหนังที่นั่งพากย์เสียงอยู่หลังจอผ้าสีขาว ผู้ที่คอยกำกับบทบาทชะตาชีวิตของผู้คนในโลกแห่งความเป็นจริง ก็คือ "กรรม"

สมมติเอาโลกเป็นจอหนังตะลุง ขอนำท่านมิตรรักนักชมจินตนิยายหนังตะลุงพื้นบ้าน ให้มารู้จักกับตัวละครตะลุงชีวิตจริง ณ ดินแดนริมฝั่งอ่าวไทยแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อตามคำเรียกขานมาแต่ครั้งโบราณว่า "บ้านประตูไชย" ดินแดนที่ผู้คนมีอาชีพทำนาสลับกับปาดตาลทำน้ำตาลขาย และบางคนก็ออกทะเลจับปลาเลี้ยงครอบครัว ที่นี้เองที่เป็นดินแดนก่อเกิดตะลุงชีวิตของ คนขาดหุ้นคนหนึ่ง

(เริ่มเรื่อง...)

มิตร หนุ่มใหญ่วัยสามสิบหย่อนๆ แห่งบ้านประตูไชย ผู้มีบุคลิกที่เหมือนฟ้าจงใจปั้นให้ผิดรูปผิดทรง ด้วยลักษณะทางร่างกายอันน่าขบขันไปทุกส่วน ไม่ว่าผิวดำดั่งสีก้นหม้อหุงข้าวด้วยไม้ฟืน ผมบนหัวหยิกหยอยเหมือนฝอยขัดหม้อ ฟันที่เหลืองอ๋อยดั่งเยื่อเนื้อในทุเรียน สายตาที่เหล่ไม่สามัคคีกัน ไม่ว่าคนเฒ่าคนแก่หรือเด็กๆ เล็กอ่อนจะเรียกขานมันว่า ไอ้มิตร จนติดปาก ไม่มีใครคิดใส่ใจว่า ผู้ที่ตนเรียกจะอายุอานามแก่หรืออ่อนกว่าหรือไม่อย่างไร คนเฒ่าพบพานเห็นก็จะเรียกมันว่า ไอ้มิตร คนอายุรุ่นเดียวกันก็เรียกมันว่า ไอ้มิตร เด็กๆ ปอหนึ่งปอสองก็เรียกมันว่า ไอ้มิตร

อาจจะเป็นเพราะว่า มิตร มีสติสตังไม่ครบเต็มบาท ขาดไปสักประมาณหนึ่งสลึงเห็นจะได้ จึงดูป้ำๆ เป๋อๆ เป็นที่ตลกขบขันของผู้คนที่พบเห็น และเป็นเหตุทำให้ใครๆ ต่างพากันไม่สนใจว่า จะเหมาะหรือไม่ ที่เรียกมันว่า ไอ้ เพราะถือว่ามันก็แค่ คนขาดหุ้นคนหนึ่งเท่านั้น

ทั้งๆ ที่จริงแล้วฐานะทางครอบครัวของมิตรก็ไม่ใช่จะยากจนข้นแค้นอะไร ถึงไร้แม่แต่ก็มีพ่อ ซึ่งมีอาชีพแล่นรถสองแถวรับจ้าง น้องๆ เรียนจบถึงระดับมหาวิทยาลัย มีงานมีการทำที่ดี แต่อาจเพราะมิตรเป็นคนขาดหุ้นทางครอบครัวจึงไม่สนใจใยดี ปล่อยปละไปตามยถากรรม ในบ้านไม่มีใครจะสนใจว่า มิตรจะหลับจะนอนจะกินที่ไหน เหมือนว่าเป็นส่วนเกินของครอบครัว

มิตรเคยเป็นเด็กรถคอยเก็บตังค์ค่าโดยสารให้พ่อ แต่แล้วทำได้ไม่ถึงเดือนก็โดนพ่อไล่ถีบออก เพราะเล่นเก็บค่าโดยสารเฉพาะคนแก่ๆ ผู้ชายและเด็ก ส่วนสาวๆ ไม่ว่าจะขึ้นมากี่คนมิตรไม่เคยเก็บ

มิตรมีนิสัยอย่างหนึ่ง ซึ่งเหมือนเพิ่มความตลกขบขันให้แก่ตัวเอง คือ บ้ายอ โดยเฉพาะหากได้รับการยอหรือชมจากสาวๆ มิตรจะยิ้มหน้าบานเป็นกระด้ง ยอมทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ทั้งนั้น ขอเพียงให้สาวๆ พูดยอแล้วเอ่ยปากใช้

ดังนั้น เวลามีงานที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นงานบวชนาค งานศพ งานวัดทอดกฐินทอดผ้าป่า จะเห็นมิตรวนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่แถวที่มีสาวๆ นั่งรวมตัวกันอยู่เสมอ งานปอกเปลือกมะพร้าว ล้างจาน ยกของหนัก หรืองานอะไรก็ตาม มิตรจะขันอาสาทำอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย ขอเพียงได้ยินคำว่า

"มิตรแข็งแรงจังเลย" "มิตรหล่อจริงๆ " "มิตรขยันเหลือเกิน" "มิตรน่ารักมากๆ "

คำเหล่านี้หากหลุดออกมาจากปากสาวๆ มันเหมือนยาชูกำลังขนานดีสำหรับมิตร ฝนจะตกแดดจะออก มิตรไม่สนใจแล้ว เพื่อเธอ เพื่อสาวๆ เป็นไงเป็นกัน

ด้วยเหตุนี้ มิตรจึงเป็นเสมือนสีสันของงานต่างๆ งานไหนไม่มีมิตร งานนั้นไม่ใหญ่จริง และเนื่องด้วยความที่มิตรชอบทำงาน ถึงการทำงานจะทำเพื่อเอาใจสาวๆ ก็ตาม แต่ทว่า สร้างความชมชอบแก่เจ้าภาพเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีงานไหนรังเกียจหรือแสดงทีท่าว่าไม่ชอบ ทุกงานต่างยินดีให้มิตรเป็นส่วนหนึ่งของงาน

อาจเป็นเพราะว่ามีข้อเปรียบเทียบให้เห็น ระหว่างคนไม่ขาดหุ้นแต่กลับมากินเหล้า สร้างความเอะอะวุ่นวายภายในงาน บางทีก็ก่อการทะเลาะวิวาทถึงขั้นชกต่อยทำร้ายกัน โดยที่ไม่เคยคิดจะเข้าไปช่วยเหลืออะไรภายในงานสักนิดเดียว มากินอย่างล้างผลาญ มิหนำซ้ำบางคนกินที่งานอิ่มแล้วไม่พอ ยังแอบซ่อนเอาไปกินที่บ้านอีกก็มี โดยแอบซ่อนถุงพลาสติกมาจากบ้าน ตักแกงในงาน หรือแอบหยิบเนื้อสดๆ ที่เขาเตรียมจะแกงเลี้ยงคนในงานใส่ถุงที่เตรียมมา ตอนถือกลับแกล้งเอากากมะพร้าวที่บีบคั้นเอาน้ำกะทิเสร็จแล้วโรยไว้ข้างบน เผื่อใครถามจะได้บอกว่า เอาไปให้ไก่ให้หมูที่เรือนกิน ที่สำคัญไม่เคยคิดจะร่วมช่วยทำบุญกับเจ้าภาพสักบาทเดียว สร้างแต่ความเดือดร้อนน่ารำคาญ และมีจำนวนมากคนเสียด้วย ในขณะเดียวกัน คนขาดหุ้นอย่างมิตร ตั้งแต่เริ่มงานช่วยทุกอย่าง ทั้งงานหนักงานเบา ไม่ว่าสร้างโรงพระ กางเต็นท์ จัดโต๊ะเก้าอี้ ปอกเปลือกมะพร้าว ล้างถ้วยจาน ยกของจิปาถะ นอกเหนือจากทำงาน อย่างแข็งขันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแล้ว ยังสร้างความสนุกสนาน รอยยิ้ม ให้กับคนในงาน ไม่สร้างความวุ่นวายน่ารำคาญให้กับใคร เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ การพนันไม่เล่น ไม่ทะเลาะกับใคร กินข้าวแต่ละครั้งก็ตักไปกินเฉพาะตนคนเดียวให้อิ่มไปเพียงมื้อๆ ที่หลับที่นอนก็ไม่รบกวนเจ้างานหรือใครทั้งสิ้น ได้มุมใดซอกหนึ่ง มิตรก็สามารถนอนได้ทั้งนั้น ยิ่งถ้าหากเป็นงานศพ เวลาเสร็จจากศาสนาพิธี ผู้คนกลับหมด ปะรำพิธีจะกลายเป็นวิมานน้อยๆ สำหรับมิตรทันที เอาอาสนะสำหรับพระนั่งมาม้วนทำเป็นหมอน น้ำไม่อาบ ผ้าห่มไม่ต้อง นอนหลับได้สบาย ด้วยเหตุนี้ไม่ว่างานไหนจึงไม่มีใครรังเกียจมิตร

อีกงานหนึ่งซึ่งมิตรรับผิดชอบอย่างมิเคยขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง แดดจะออก นั่นก็คือ การทำหน้าที่เป็นตำรวจจราจรให้กับเด็กนักเรียนข้ามถนนทุกเช้าและเย็น ด้วยนกหวีดหนึ่งอัน และท่าทีที่เอาจริงเอาจังกับภารกิจ รถทุกคันต้องจอดให้ เพราะถ้าไม่จอดหมายถึงต้องชนจราจรเฉพาะกิจเข้าแน่ มิตรจะไปยืนกลางถนนอย่างมิสะทกสะท้าน รถทัวร์รถสิบล้อ รถกระบะ หรือมอเตอร์ไซค์ ไปไม่ได้ถ้ามิตรไม่อนุญาต

แรกๆ มิตรมีเพียงนกหวีดเท่านั้นที่จะใช้ในการปฏิบัติงาน นานเข้าชาวบ้านจึงช่วยกันออกตังค์ซื้อชุดสีกากี ถุงมือสีขาว เลียนแบบชุดตำรวจจราจร และยกให้มิตรเป็นจราจรประจำหน้าโรงเรียนวัดประตูไชยอย่างเต็มตัว

ดังนั้น หมู่บ้านประตูไชย หากถามว่าใครที่รู้จักมากที่สุด ไม่ใช่นายอำเภอ ผู้ใหญ่บ้าน หรือคนมีอิทธิพลร่ำรวยเงินทองที่ไหนทั้งนั้น แต่กลับกลายเป็นมิตร คนขาดหุ้น ไม่ว่าจะเป็นคนเฒ่าคนแก่ เด็กนักเรียนในโรงเรียน แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าในวัด ทุกคนล้วนรู้จักมิตร และเคยเอ่ยพูดถึงมิตรกันแทบทุกคน

๐๐๐

ชีวิตคนบางคนนอกเหนือจากคล้ายตัวละครในหนังตะลุงแล้ว บางทีก็คล้ายดาวหาง กว่าจะโคจรมาปรากฏเหนือท้องฟ้าได้นานแสนนาน และเมื่อมาปรากฏแล้วก็เป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น แต่ทว่า ยามใดที่ดาวหางโคจรมาปรากฏจะสร้างความสว่างสดใสเจิดจ้าให้กับท้องฟ้า จนดาวทุกดวงต้องหยุดจ้องมองดู

เช้าวันนั้น...เป็นเช้าที่ผืนฟ้าหลั่งรินหยาดฝนเผาะโปรยตลอดวัน เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนเข้าพรรษา แต่ทว่า ถึงฝนจะตกเปียกชื้นแฉะอย่างไร มิตรก็ออกมาทำหน้าที่เป็นจราจรเฉพาะกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกปลอดภัยให้กับบรรดาเด็กนักเรียนข้ามถนนอย่างปกติทุกวัน และยิ่งตอนนี้มีครูสาวบรรจุใหม่มาสอนอยู่ที่โรงเรียน เป็นคนภาคกลางหน้าตาสวยผ่องพรรณ มิตรยิ่งเหมือนมีแรงจูงใจเป็นทวีคูณ ในการทำภารกิจ มายืนเฝ้าถนนหน้าโรงเรียนรอตั้งแต่ก่อนพระออกบิณฑบาตทุกวัน

การที่มีครูสาวสวยมาสอนประจำอยู่ที่โรงเรียน ทำให้บรรดาหนุ่มๆ ทั้งหลายในหมู่บ้านพากันมาแวะเวียนโฉบเฉี่ยว เพื่อหมายหยิบยื่นมอบหัวใจให้ ในบรรดาชายหนุ่มเหล่านั้น มีคนหนึ่งมุ่งหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องจีบคุณครูสาวคนนี้ให้ได้ คือ น้องชายของครูใหญ่ที่โรงเรียนนั้นนั่นเอง

"ฝนตกตั้งแต่เช้าเลยนะครับวันนี้"

ทันทีที่เห็นครูสาวเดินข้ามถนนมาพร้อมขบวนแถวนักเรียน โดยมีมิตรคอยเป่านกหวีดโบกไม้โบกมือห้ามรถอยู่ข้างๆ น้องชายครูใหญ่ก็เปิดฉากสนทนากับครูสาว พร้อมกับยื่นร่มที่ตนเตรียมเอาไว้ให้

"ขอบคุณค่ะ...วันนี้ไม่ไปทำงานหรือคะ"

"ก็กะว่าจะไป แต่ก่อนอื่นผมต้องมาทำหน้าที่เป็นทาสรับใช้คุณครูก่อนครับ"

น้องชายของครูใหญ่ปล่อยคารมไปหนึ่งชุด มันได้ผล ครูสาวก้มหน้ายิ้มอย่างเขินอาย ทำทีเป็นเร่งสาวเท้าให้ยืนหลบฝนใต้พุ่มต้นหูกวางริมถนนเพื่อมิให้เสียกิริยา

"คุณครูไม่เข้าไปในโรงเรียนเลยหรือครับ"

น้องชายครูใหญ่เอ่ยขึ้นหลังจากเร่งเดินคู่เคียงครูสาวไปหลบฝนใต้ต้นหูกวางต้นเดียวกัน

"ยังค่ะ เดี๋ยวรอให้เด็กๆ ข้ามถนนหมดก่อน แล้วค่อยเข้าไป"

ครูสาวตอบด้วยน้ำเสียงสดใสพร้อมกับมองไปที่ มิตร ซึ่งขณะนี้กำลังเอาจริงเอาจังกับภารกิจอยู่กลางถนน ปากเป่านกหวีด เสียง ปี๊ดๆ ตลอดเวลา ส่วนมือไม้ก็โบกไปมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

"เค้าเป็นใครหรือคะ"

ครูสาวเอ่ยถามน้องครูใหญ่เหมือนต้องการจะชวนคุย หลังจากสังเกตเห็นมิตรส่งสายตามองมาที่ตนเองไม่ขาดระยะ

"อ๋อ คนขาดหุ้นน่ะครับ...ใครๆ แถวนี้เรียกมันว่า ไอ้มิตร"

"น่าสงสารนะคะ"

"ไม่ต้องสงสารมันหรอกครับ ไอ้นี่มันเล่ห์เหลี่ยมจัด นั่น...เห็นไหมครับ มันกำลังมองมาทางคุณครู ทำตาเจ้าชู้ใส่... มันน่านัก ไม่รู้จักเจียมตัวเอง ไอ้ขาดหุ้น...เอ๊ย"

แล้วสองคนหนุ่มสาวก็ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจมิตรอีกเลย พูดคุยกันกะหนุงกะหนิงถึงเรื่องราวต่างๆ มีเสียงหัวเราะสอดแทรกการสนทนาตลอดเวลา ตอนนี้โลกทั้งโลกเหมือนว่ามีแต่เพียงเขาและเธอเท่านั้นอาศัยอยู่ ความรักที่เริ่มก่อตัวขึ้นอ่อนหวานสดใสเสมอ ที่ใดมีรักที่นั่นมีรัก คือ ปรัชญาของคนที่เริ่มมีรักใหม่ๆ เช่นเดียวกัน หัวใจของคนทั้งสองในยามนี้ เม็ดฝนที่หล่นโปรยกระทบพื้นดินและใบไม้ดังเปาะแปะ เป็นดั่งเสียงดนตรีจากสวรรค์ที่ขับกล่อมหัวใจของคนทั้งสองให้รื่นเริงกับเช้าที่แสนอ่อนหวาน

ในที่สุดขบวนแถวนักเรียนแถวสุดท้าย ก็ข้ามถนนเสร็จ หน้าที่ของครูสาวจึงจบสิ้น เธอย่ำเท้าช้าๆ ตามหลังขบวนแถวนักเรียนพร้อมน้องครูใหญ่ที่คอยเดินคู่เคียงข้าง ไม่มีใครสนใจมิตรต่อไปอีกแล้ว

เอี๊ยด...! เอ๊ง...!

เสี้ยววินาทีนั้นเอง ทุกคนก็ตระหนกตกใจกับเสียงล้อเสียดสีกับพื้นถนนจากการเบรกห้ามล้อกะทันหันของรถยนต์ พอหันกลับไป เห็นหมาตัวหนึ่งนอนดิ้นชักกระตุกอยู่กลางถนน

"หมาถูกรถชน" เด็กนักเรียนคนหนึ่งในแถวร้องขึ้น

"อุ๊ยตาย!...น่าสงสารจัง"

ครูสาวอุทานเบาๆ พร้อมกับเอามือทั้งสองยกขึ้นแนบอกอย่างลืมตัว หมาโชคร้ายตัวนั้นดิ้นชักกระตุกสามสี่ครั้งก่อนนิ่งเงียบไป

"น่าสงสารมันนะคะ ดูสินอนตายอยู่กลางถนน น่าจะมีใครสักคนช่วยลากศพมันไปทิ้งให้พ้นทาง"

น้องชายของครูใหญ่เหมือนคิดอะไรขึ้นได้ จึงต้องตะโกนเรียกมิตรที่ขณะนี้พอหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจประจำวันก็เดินดุ่มๆ จนเกือบจะคล้อยลับโค้งถนนข้างหน้าไปแล้ว

พอได้ยินเสียงร้องเรียกมิตรก็หันกลับมา เห็นน้องครูใหญ่ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ ครูสาวกวักมือตะโกนเรียก ก็รีบวิ่งไปหาโดยเร็ว

"มึงช่วยลากหมาตัวนั้นทิ้งข้างทางหน่อย"

น้องครูใหญ่เอ่ยปากใช้ทันทีที่มิตรวิ่งมาถึง อย่างไม่รอให้ต้องบอกเป็นครั้งที่สอง มิตรก็หันหลังวิ่งมุ่งไปที่ศพหมาทันที

"เราไปกันเถอะครับคุณครู ปล่อยศพหมาให้คนขาดหุ้นจัดการก็แล้วกัน"

ฝนเช้ายิบร่ำปริบปรอยอยู่ตลอดเวลา เหมือนว่าฟ้าได้หลั่งน้ำตาด้วยความอาลัยให้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ ชีวิตกี่ชีวิตที่เกิดขึ้นดับไปในแต่ละวัน ฟากหนึ่งมีการเกิดแต่อีกฟากหนึ่งมีการตาย ฟากหนึ่งมีความรักแต่อีกฟากหนึ่งมีความพลัดพราก สรรพสิ่งเป็นเช่นนี้มานักต่อนัก ทบท่าวเวียนวนเป็นวัฏจักรอย่างไม่รู้จบ มี พบ พราก เกิด ตาย ตลอดเวลา

ไม่มีเสียงร้อง เอ๊ง เกิดขึ้น ไม่มีเสียงอุทานด้วยความสงสารจากใคร ท่ามสายฝนที่หล่นโปรย มิตรนอนจมกองเลือดใกล้ศพหมาตัวที่ตนเองพยายามจะลากออกไปให้พ้นจากกลางถนน รถสิบล้อที่ห้อมาอย่างพญามัจจุราช ได้กระชากเอาชีวิตของมิตรไปอย่างง่ายดาย ง่ายดายจนคนขับไม่คิดแม้จะหยุดจอดดู ฝนตกอย่างนี้ ใครจะออกมาเห็นเหตุการณ์

๐๐๐

ฌาปนสถาน ณ วัดประตูไชยเต็มไปด้วยผู้คนที่พร้อมใจกันมาอย่างไม่มีการนัดหมายล่วงหน้า จนศาลาคู่เมรุหลังใหญ่ขนาดรองรับคนได้ประมาณสามร้อยคน ที่ทางวัดสร้างไว้เพื่อให้คนที่มาร่วมในพิธีเผาศพนั่ง ไม่สามารถรองรับจำนวนคนที่เนืองแน่นเป็นพันๆ คนในวันนั้นได้ไหว ซึ่งจำนวนคนที่มาเผาศพมากมายมหาศาลขนาดนี้ ไม่เคยมีมาก่อนตั้งแต่ทางวัดสร้างเมรุมา แม้กระทั่งงานศพคนใหญ่คนโตระดับญาติของนายอำเภอ คนยังไม่มากมายขนาดนี้

คนที่เหลือจึงต้องออกมายืนตากฝนที่ตกโปรยปรายอยู่ตลอดเวลา ถึงกระนั้นทุกคนต่างพร้อมใจกันยืนตากฝนทนเหน็บหนาว เพื่อจุดประสงค์ที่เกิดขึ้นภายในใจร่วมกันคือ "มาเผาศพมิตร"

พระสงฆ์องค์เจ้า คนเฒ่าคนแก่ พ่อค้าแม่ขาย ครูอาจารย์ เด็กนักเรียนทยอยกันขึ้นวางดอกไม้จันทน์หน้าหีบศพ ยามเดินผ่านฉากรูปทุกคนล้วนอดไม่ได้ที่จะนึกย้อนไปถึงอากัปกิริยาตลกขบขันของคนที่อยู่ในรูป สายตาที่หลิ่วเหล่ ผมที่หยิกหยอย ผิวที่ดำปี๋ ท่าทางที่ป้ำๆ เป๋อๆ แล้วทุกคนก็ยิ้มออกมา แต่การยิ้มในครั้งนี้มิได้ยิ้ม เพราะตลกขบขัน แต่ทุกคนยิ้มเพื่อที่จะเอ่ยคำเหล่านี้ในใจ

"ไปดีเถิดนะมิตร" "ไปดีเถิดลูก" "ไปดีเถิดนะ...ไอ้มิตร"
" เชิงอรรถ"

มิตร ถูกรถชนตายที่ปากทางเข้าหาดแก้วรีสอร์ท
ฌาปนกิจที่วัดประตูไชย
. . . . .
ตีพิมพ์ครั้งแรก จุดประกาย-วรรณกรรม



โดย ธารา ศรีอนุรักษ์ เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2548 16:19:28 น.

http://www.songkhlatoday.com/index.php?file=literary&obj=forum.view(cat_id=st,id=5)
ขาดหุ้น..สติไม่ดี
......................................................................................
เรื่องราว..ทำนองเดียวกัน ที่ตลาดแม่โจ้.ประมาณ 10กว่าปีที่แล้ว..คนผู้*ขาดหุ้น*เหมือนมิตรแต่ชาวบ้านเรียกขานเขาว่าสำเริงคนดี..ถูกรถ 10ล้อชนตายเหมือนกันความดีของเขาถึงขนาดในงานศพมีคนนำโลงมาถึง 3 โลง และเงินที่เหลือจากงานศพยังมีเหลือทำศาลาริมทาง*ชื่อว่าอนุสรณ์สำเริง* ....คนดีจริงๆๆๆไม่ได้วัดกันที่.เปลือกเลย.....
.......................
เพลงสำเริงคนดี...หงาคราวานนำมาเขียนเป็นเพลงหนึ่งในผลงานของของคาราวาน
จาก นายซาไกทัดดอกฝิ่น(ip:203...35) เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2548 12:29:33 น.



โดย : พู่กันหยก
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 9 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 12 : 41 ]

ประตูไชยใต้ หรือรับผม
เพิ่งรู้ว่าท่านเป็นคนใต้นะครับ
จะรออยู่ที่ เกาะรอสายลมหอบสหายทุกท่านผ่านไปเยี่ยมเยียน

โดย : สิงห์ บันลือ
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 9 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 14 : 29 ]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com