Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ชุมนุมจอมยุทธ

แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (4)
ไปหน้า >> 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10 - 11 - 12 - 13 - 14

หัวข้อ :

จิวอวงยี้

 ตีนแมวเทวดา ตอน 2

ม้าพวงพีบรรทุกเด็กน้อยทั้งสองวิ่งห้อตะบึงด้วยความแตกตื่น เงาดำสองสายพุ่งร่างทะยานติดตามไม่ลดล่ะ ลู่ซุนไม่ทราบวิธีบังคับม้า ไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ได้แต่ปล่อยให้ม้าวิ่งไปตามสามัญสำนึกของมัน ตัวมันคอยโอบประคองจิวอวงยี้ทั้งยังเกาะอานม้าแนบแน่นไม่ให้ร่วงหล่นจากแรงกระแทกบนหลังม้า จนหลายชั่วยามทิ้งห่างคนชุดดำทั้งสองออกมาไกลโข

ม้าพลันหยุดชะงักเท้าไม่ก้าวเดินแม้สักก้าวเดียว ไม่ว่าลู่ซุนจะทำเช่นไรมันก็ไม่ขยับเขยื้อน พอขยับกลับคิดวิ่งสู่ทางเก่าเส้นทางที่มา ลู่ซุนแตกตื่นยิ่ง หากเป็นเช่นนั้นไยไม่ใช้ต้องไปเผชิญกับคนชุดดำทั้งสอง รีบกอดจิวอวงยี้ทิ้งตัวลงใช้ร่างตนเองต่างเบาะรองไม่ให้นางได้รับบาดเจ็บตัวมันกลับถลอกปลอกเปิกไม่น้อย ยามกระทันหันไม่สามารถลุกขึ้นได้

จิวอวงยี้เพียงข้ามคืนเดียวสูญสิ้นญาติมิตรคนสนิทกลายเป็นเด็กกำพร้า เหลือเพียงเด็กผู้หนึ่งคอยปกป้องดูแล เห็นมันได้รับบาดเจ็บอดกังวลเป็นห่วงไม่ได้ ร่ำไห้กล่าวถาม
“ตั่วกอ ท่านเป็นไรแล้ว”
นางไม่ทราบชื่อแซ่มัน ได้แต่เรียกมันเป็นตั่วกอผู้หนึ่ง ลู่ซุนยันกายลุกขึ้นกล่าวว่า
“ไม่เป็นไร จิวเสียวเจี๊ยะ เรารีบไปเถอะหากพวกมันติดตามทัน เราทั้งสองต้องตายอย่างแน่นอน”

“ไปยังที่ใด”

ลู่ซุนได้ยินคำถามนี้ต้องนิ่งงันครู่หนึ่งมันเองยามนี้ยังไม่ทราบว่าจะไปยังที่ใด ก่อนกล่าวตอบอย่างเลือนลอย
“ข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่ยิ่งไกลยิ่งดี”

ยามนี้อาทิตย์ไขแสงทอจับขอบฟ้า ทั้งสองออกจากเมืองกันจือมาไกลโข เบื้องหน้าเป็นเทือกเขาสูง ลู่ซุนพลันบังเกิดความคิดพานางไปหลบซ่อนบนยอดเขา จึงจูงมือนางเร่งรุดเดินทาง ระหว่างทางเมื่อพบเห็นผลไม้ป่าก็เก็บรับประทาน พบแหล่งน้ำก็แวะดื่ม พอตกค่ำคืนก็หาที่หลบน้ำค้างหลับนอน จิวอวงยี้จะอย่างไรก็เป็นทารกหญิงผู้หนึ่ง หวนคิดถึงบิดามารดา เอี่ยเอี้ย ก็ร่ำไห้ไม่หยุดหย่อน ลู่ซุนต้องค่อยปลอบโยนนางจึงข่มสะอื้นได้บาง ลู่ซุนนำเศษไม้มาใช้มีดสั่นที่มีติดตัวสลักเป็นรูปกระต่าย ให้นางเล่นบรรเทาอาการทุกข์โศก อากาศเหน็บหนาวยิ่งเด็กทั้งสองต้องนอนกอดแนบชิดกัน จิวอวงยี้พลันหลับไหลไปในอ้อมอกของลู่ซุน

พอเดินทางถึงวันที่สาม ลู่ซุนรู้สึกว่าร่างกายตนเองร้อนผะผ่าว สมองหนักอึ้ง ที่แท้พิษบาดแผลที่ข้างแก้มเกิดอักเสบรุ่นแรง พอตกค่ำก็ต้องฟุบลงด้วยพิษไข้ จิวอวงยี้ร่ำไห้ข้างกายมันเกรงมันจากนางไปอีกผู้หนึ่ง เห็นริมฝีปากมันแห้งกรัง ร้องละเมอหาน้ำ นางจำได้ว่าระหว่างทางผ่านแหล่งน้ำมาไม่ไกลนักจึงรีบรุดตรงไป กว่าชั่วยามกว่าจะถึงแหล่งน้ำขณะใช้ใบไม้ใบใหญ่ห่อน้ำหวังนำไปให้ลู่ซุนดื่มรับประทาน พลันบังเกิดเสียงม้าควบคับเข้าใกล้ จิวอวงยี้ตื่นตระหนกยิ่ง รีบมุดปราดเข้ากอหญ้าซุ่มซ่อนตัว

เห็นชายชุดดำทั้งสอง ควบขี่ม้าที่ตนเองกับลู่ซุนเคยโดดสาร ต้องกัดริมฝีปากแนบแน่นไม่กล้าส่งเสียง ม้าพลันมาหยุดตรงแหล่งน้ำ คนชุดดำผู้หนึ่งกระโจนลงจากหลังม้าปลดผ้าคลุมหน้าออกเผยให้เห็นโฉมหน้า คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด จิวอวงยี้จึงไม่สามารถเห็นมันถนัดชัดตา สังเกตุได้เพียงแต่คนผู้นี้ไว้เคราสั้น คนผู้นั้นหลังจากกวักน้ำดื่มก็เค้นเสียงกล่าวขึ้น
“เล่าสี่ ครานี้ท่านย่ำแย่แล้ว ลงมือครั้งแรกกลับไม่หมดจดงดงาม ปล่อยให้ผู้คนหลบรอดได้ ไม่ทราบว่า ตั่วเอี้ยจะตำหนิท่านเช่นไร”

เล่าสี่ลอบไม่พอใจครุ่นคิดขึ้น ‘เฮอะ หรือท่านไม่ได้ลงมือพร้อมเรา เรื่องราวทั้งหมดกลับโยนมาให้เรารับผิดชอบ’ แต่ไม่ได้กล่าวกระไรออกมาลงจากหลังม้าอย่างเงียบงัน พอถึงข้างกายกล่าวบอกว่า
“เล่าตั่ว(เฒ่าใหญ่) ในความเห็นท่านเราควรทำอย่างไร”
ชายชุดดำที่เรียกว่าเล่าตั่ว หัวเราะเบาๆ กล่าวอย่างยิ้มแย้ม
“เด็กน้อยสองคนจะเป็นไรไป ข้าพเจ้าไม่พูด ท่านยิ่งไม่พูด จะมีผู้ใดล่วงรู้ เพียงแต่...”
วาจาเหล่านี้ย่อมต้องการสิ่งของเป็นค่าปิดปาก เล่าสี่จึงกล่าวว่า
“เล่าตั่วท่านต้องการสิ่งใด โปรดบอกมาเถิด”

เล่าตั่วแย้มยิ้มไม่บอกออกมาในทันที ครู่หนึ่งจึงเปรยออกมา
“ฟังว่าเล่าสี่ มีนางบำเรอสวยสดงดงามยิ่ง ไม่ทราบว่าเราเล่าตั่วจะมีโอกาสสนิทสนมกับนางหรือไม่”
เล่าสี่พอฟังต้องนิ่งงันครู่หนึ่งจากนั้นหัวเราะยาวๆ กล่าวขึ้น
“เรื่องเพียงเท่านี้ ไหนเลยจะไม่ได้ ผู้น้องเลื่อมใสเล่าตั่วตลอดมา ขอเพียงเอ่ยปากผู้น้องล้วนตอบสนอง ไม่เห็นต้องนำเรื่องมาข่มขู่ดูแคลนผู้น้องไป”

เล่าตั่วปิติยินดียิ่ง กล่าวว่า
“น้องอันประเสริฐ จิตใจกว้างขวางอภัยที่ผู้พี่ไม่รู้ความ รับรองเรื่องราวเหล่านี้ ผู้พี่จะปิดปากสนิทไม่แพร่นพรายแม้แต่น้อย”
พลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่นึกถึงรูปร่างอันงดงามของนางบำเรอ อดวาบหวามใจไม่ได้ ก้าวขึ้นหลังม้าพลันรู้สึกแผ่นหลังปวดแปลบเย็นยะเยียบ ร้องโอ้ยออกมาคำหนึ่งรีบสะบัดเท้าเตะไปทางด้านหลัง เล่าสี่ทิ้งกระบี่ปักกลางหลังมัน ถลันตัวถดถอยหลบหลีก เล่าตั่วชี้หน้าเล่าสี่ส่ายร่างโงนเงนตวาดลั่น
“เจ้ากลับกล้าลอบประทุษเรา หากตั่วเอี้ยทราบดูว่าเจ้าจะหนีไปไหนรอด”
เล่าสี่เค้นเสียง เฮอะ กล่าวน้ำเสียงเย้ยหยัน
“ข้าพเจ้าไม่พูด ท่านยิ่งไม่สามารถพูดได้ ตั่วเอี้ยไหนเลยทราบได้”
พลันฟาดผ่ามือออกฟาดใส่ทรวงอกเล่าตั่วอย่างถนัดถนี่ ร่างปลิวกระเด็นล้มตรงหน้าจิวอวงยี้ พอถึงพื้นก็สิ้นใจตาย
จิวอวงยี้ตื่นตระหนกยิ่งต้องอุทานออกมา

เล่าสี่ได้ยินเสียงอุทานทราบว่ามีคนซุ่มซ่อน เห็นเด็กน้อยผู้หนึ่งวิ่งออกจากกอหญ้ารีบกระโจนพุ่งขวางคว้าตัวไว้ พอเห็นถนัดชัดตา คับคลายเป็นธิดาตระกูลจิว ต้องหัวเราะกึกก้อง ด้วยความปิติ ในเสียงหัวร่อกลับสะท้อนก้องกลับ มีมากมายกว่าหนึ่งเสียง ทั้งยังมีเสียงสตรีเจือปนบางเป็นเสียงแหลมเล็ก เล่าสี่ต้องหันรีหันขวาง ส่ายตามองดูโดยรอบ ทราบว่ามีผู้คนซุ่มซ่อนอยู่ระแวกนี้ ในเสียงหัวร่อได้ยินเสียงเย็นทุ่มเสียงหนึ่งกล่าวขึ้นว่า
“คนผู้นี้ลงมืออำมหิต หมดจดนักเป็นที่น่าเลื่อมใสอย่างยิ่ง”

เสียงสตรีหยาดเยิ้มไฟเราะเสียงหนึ่งพลันกล่าวขึ้น
“เปรียบเทียบกับยี่เฮีย(พี่ที่สอง) แล้วคนผู้นี้ไม่อาจเปรียบได้”

ซุ่มเสียงแหลมเล็กเสียงหนึ่งพลันตวาดด่าขึ้น
“เฮอะ สตรีจัดจ้าน ไหนเลยเอาเราไปเปรียบกับมัน เรายังไม่เคยลอบแทงคนข้างหลังมาก่อน”

เล่าสี่พลันรู้สึกมีเงาสายหนึ่งผ่านหน้าตนเอง ข้อมือที่คว้าจิวอวงยี้ไว้ปวดแปลบคราหนึ่ง ต้องถอยกายออกไปสองก้าวอย่างลืมตัว เห็นคนผู้หนึ่งอยู่ห่างเบื้องหน้าตน เจ็ดแปดก้าวมันรูปร่างผอมเกร็ง ไว้เคราแพะ อายุประมาณสี่สิบเศษ ในมือโอบอุ้มจิวอวงยี้ไว้ เล่าสี่ต้องแตกตื่นในพลังฝีมือของมันเพียงลงมือคราหนึ่งก็ช่วงชิงคนในมือมันในพริบตา คนผู้นั้นว่างจิวอวงยี้ลงกล่าวน้ำเสียงแหลมเล็กระคายหู
“เด็กน้อยเจ้าไปเล่นในที่ห่างไกล ที่นี้ไม่ใช่ที่เล่นของทารกหญิง ไป ไป”

จิวอวงยี้ไหนเลยก้าวขาออกแม้แต่ก้าวเดียว พลันในความมืดปรากฏคนอีกสองคนเดินออกมาเคียงคู่กัน หนึ่งแต่งกายเยี่ยงบัณฑิตคงแก่เรียน ไว้เครายาวถือพัดจีบ ท่วงท่าสุขุม อายุประมาณสี่สิบห้าสิบปี อีกหนึ่งเป็นสตรีวัยกลางคนอายุประมาณสามสิบ ท่วงท่าอ้อนช้อยยามเดินอ้อนแอ้นอรชร แต่งชุดไม่ใคร่สำรวม แม้ชุดเป็นชุดหนาป้องกันอากาศหนาวแต่ช่วงคอเปิดกว้างเผยให้เห็นเอี้ยมแดง ผิวหัวไหล่นวลใย สองเท้าใส่ร้องเท้าฟางใช้นิ้วเท้าคีบไม่สวมถุงเท้าปกปิด รูปร่างยั่วยวนบุรุษเพศเป็นอย่างยิ่ง หากพบเห็นนางบนท้องถนนย่อมเข้าใจว่านางเป็นหญิงคณิกา ไม่หอใดก็หอหนึ่ง

เล่าสี่ทราบว่าผู้มามีฝีมือไม่ต่ำทราม จึงกล่าวอย่างสุภาพ
“เราท่านไม่มีอริบาดหมาง ขอเพียงคืนทารกหญิงผู้นั้นให้กับเรา ภายหน้าย่อมต้องหาทางทดแทนคุณ”

ชายที่แต่งกายเยี่ยงบัณฑิต กล่าวเสียงเย็นยะเยียบ
“ท่านกระทั้งโฉมหน้าก็ไม่เปิดเผย ยังคิดทดแทนคุณ ต่อให้เราคิดทวงถามบุญคุณก็ไม่ทราบว่าจะทวงถามกลับผู้ใด”

เล่าสี่ถึงกลับชะงักงันลงครู่หนึ่ง สตรีที่มาด้วยกันเท้าสะเอว กล่าวเสียงหยาดเยิ้มว่า
“ความจริงพวกเราไม่ชมชอบยุ่งเกี่ยวเรื่องราวของผู้อื่น แต่ในหุบเขาสิ้นชีพนี้ไม่ยุ่งเกี่ยว ออกจะเป็นที่เสื่อมเสียหน้าพวกเราไปบ้าง จึงขอตั่วเอี้ย(นายท่าน) ให้อโหสิ”

ซุ่มเสียงนางแม้ชวนสนิทสนม แต่เล่าสี่พอฟังหุบเขาสิ้นชีพต้องหลั่งเหงื่อเย็นยะเยียบ ครุ่นคิด ‘หรือนี้เราเข้าเขตหุบเขาสิ้นชีพแล้ว เช่นนั้นพวกมันก็คือสามภูตกวนตั๋งแห่งเขาสิ้นชีพเป็นแน่’ เมื่อคิดแล้วถึงกลับหนาวเหน็บถึงไขสันหลัง ฟังว่า สามภูตกวนตั๋งเป็นมหาโจรฝีมือสูงเยี่ยม ประกอบด้วย บัณฑิตมือวิเศษ เจี่ยซิงเห๋อ เงาอาชา งุ้ยเลี่ยงแช บุบผาร้อยพิษ คังหมิ่น คราครั้งก่อนประกอบคดี อาละวาดทั่วยุทธภพแดนกังน่ำ ไม่ว่าสิ่งของใดมันหมายตาล้วนไม่อาจพ้นมือ สามารถช่วงชิงไปจนได้

ภายหลังล่วงเกินชาวยุทธจักรมากหลาย ค่ายสำนักน้อยใหญ่ร่วมมือกันต่อต้าน จนต้องหลบลี้มายังหุบเขาแห่งนี้จากนั้นรวบรวมพลพรรคในสายอาชีพเดียวกันเข้าครอบครองหุบเขา ในหลายปีมานี้ผู้ที่เหยียบย่างเข้าสู่หุบเขานี้ ไม่อาจมีชีวิตรอดกลับออกมา จนเป็นที่ล่ำลือ ให้ฉายาเป็นหุบเขาสิ้นชีพ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อยากย่างกรายเฉียดผ่าน
----------------------------------

แบ่งมาเป็นตอนแล้วครับ

โดย : เอามาให้อ่าน
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 13 มิ.ย. ปี 2005 [ เวลา 13 : 4 ]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com