Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ชุมนุมจอมยุทธ

แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (1)
ไปหน้า >> 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10

หัวข้อ :

การนอนหลับและการฝัน

การนอนหลับและการฝันเป็นกิจกรรมตามปกติของมนุษย์ แต่ทำไมเราจึงต้องนอน และทำไมเราจึงฝัน เรื่องนี้นักจิตวิทยาได้ทำการศึกษาเพื่อค้นหาคำตอบกันอยู่ตลอดเวลา และได้ช่วยให้เรามีความเข้าใจเกี่ยวกับการนอนและการฝันนี้มากขึ้น. สัตว์เองก็ต้องนอน และการนอนของสัตว์ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงไปเลยนับแต่อดีต เว้นแต่มนุษย์เท่านั้น ที่แบบแผนการนอนได้เปลี่ยนไปจากอำนาจของดวงอาทิตย์

การนอนหลับและการฝัน

มีคนตั้งคำถามเกี่ยวกับการนอนหลับและการฝันว่า คนเรานอนหลับและฝันเกี่ยวกับประสบการณ์ของเราใช่ไหม ? ขอให้เราพิจารณาคำถามอันนี้ตามลำดับ.... “การนอน”ได้รับการนิยามความหมายว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งของการพักผ่อนสำหรับร่างกายและจิตใจ ในช่วงระหว่างที่หน้าที่ต่างๆทางด้านร่างกายได้รับการหยุดพักลงชั่วคราว และจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นภายนอกลดน้อยลงไป แต่ก็สามารถที่จะได้รับการเรียกกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย. ส่วน”ความฝัน” คือชุดของภาพต่างๆที่ปรากฎขึ้นมาในยามหลับ, เช่น ความคิด และอารมณ์ความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นมาในช่วงเวลานั้น

การศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการนอนหลับและการฝัน

Sigmund Freud(1900) ได้ใช้วิธีการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการนอนหลับและการฝันต่างๆด้วยวิธีการสัมภาษณ์คนไข้ของเขา โดยเฉพาะเพื่อบันทึกเรื่องเกี่ยวกับการฝันต่างๆ เนื้อหาของความฝันต่างๆนั้นส่วนใหญ่มันจะได้รับการเปลี่ยนแปลงไป และบ่อยครั้ง มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดและน่าพิศวง. แต่อย่างไรก็ตาม, Freud รู้สึกว่าความฝันต่างๆนั้นจะต้องมีหน้าที่บางอย่างสำหรับคนเรา. ภายหลังจากที่มีการศึกษาอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับรายงานต่างๆของความฝัน, Freud สรุปว่า - มีความฝันอยู่ 2 ระดับด้วยกัน:

1. Manifest Content (เนื้อหาที่ปรากฎชัดแจ้ง): ซึ่งอันนี้ผู้ฝันยังคงจดจำได้หลังจากตื่น.

2. Latent Content (เนื้อหาที่ซ่อนเร้นหรือแอบแฝง): ซึ่งอันนี้ผู้ฝันจะฝันเห็นภาพและความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ในความฝัน.

ยกตัวอย่างเช่น, คนไข้คนหนึ่งได้เปิดเผยออกมาโดยการให้คำสัมภาษณ์ว่า เธอฝันเกี่ยวกับการถูกไล่ตามโดยงูใหญ่ตัวหนึ่ง ซึ่งหน้างูดูเหมือนกับหน้าของพ่อเธอมาก(manifest content - เนื้อหาที่ปรากฏออกมาของความฝัน). ส่วน latent content หรือเนื้อหาที่แอบแฝงของความฝันอันนี้, ซึ่งคนไข้ไม่ทราบเลย, อาจเป็นความปรารถนาของคนไข้เองที่ต้องการมีเพศสัมพันธ์กับพ่อของเธอ.

Freud รู้สึกว่าโดยทั่วไปแล้ว เนื้อหาที่แอบแฝง(latent content)นั้น เกี่ยวพันกันกับความปรารถนาซึ่งไม่อาจยอมรับได้(unacceptable desire) ซึ่งจะสร้างความปวดร้าวหรือทุกข์ใจขึ้นมา ถ้ามันถูกแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา. สิ่งเหล่านี้มันน่าจะคุกคามอย่างมากต่อคนที่นอนฝันนี้ ถ้าหากว่าเธอฝันว่าเธอกำลังมีความสัมพันธ์ทางเพศกับพ่อของเธอ. ดังนั้น, แรงกระตุ้นอันไม่อาจยอมรับได้อันนี้(unacceptable impulse)จึงถูกปลอมแปลงอำพราง หรือออกมาในรูปแบบต่างๆที่ยอมรับกันได้(acceptable forms). จากผลของการศึกษาอันนี้ของ Freud ได้ไปขัดแย้งกับความคิดเห็นที่มาก่อนหน้านั้นที่ว่า ความฝันต่างๆนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่าและน่าสนใจแต่ประการใด.

ส่วน Eugene Aserinsky และ Nathanial Kleitman ซึ่งได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการนอนและการฝัน โดยได้ใช้เทคนิคของห้องทดลอง เพื่อตรวจวัดการโต้ตอบต่างๆทางด้านสรีรวิทยา, เพื่อแสดงให้เห็นว่าการนอนนั้น มันเป็นอาการที่ไปด้วยกันกับแบบแผนการเปลี่ยนแปลง ที่มีความสลับซับซ้อนของกิจกรรมทางสรีรวิทยา. นอกจากนี้, เขายังได้ค้นพบว่า แบบแผนทางด้านสรีรวิทยาที่เกิดขึ้นเมื่อตอนที่คนๆหนึ่งกำลังฝันอยู่. อันนี้หมายความว่า เมื่อแบบแผนต่างๆอันนั้นเกิดขึ้น นักวิจัยจะปลุกผู้รับการทดสอบให้ตื่นขึ้นมา เพื่อต้องการให้ผู้รับการทดสอบ ระลึกถึงความฝันต่างๆของเขาขึ้นมาอย่างฉับพลันทันที.

Aserinsky และ Kleitman ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงทัศนะที่ว่าการนอนและความฝันไม่สามารถจะถูกศึกษาได้ในเชิงวัตถุวิสัยหรืออย่างเป็นวิทยาศาสตร์. นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บรรดานักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้มีการตรวจวัดแบบแผนต่างๆทางสรีรวิทยาและบันทึกความฝันต่างๆของผู้คนนับเป็นพันๆคน

แบบแผนทางสรีรวิทยาในช่วงระหว่างการนอนหลับ

ในการวิจัยการนอนของอาสาสมัครคนหนึ่งซึ่งมีสายขั้วไฟฟ้าติดอยู่ที่ศีรษะและร่างกายของเขา. สื่อนำไฟฟ้าเหล่านี้เสนอข้อมูลเกี่ยวกับคลื่นสมอง การเคลื่อนไหวของดวงตา ความตึงของกล้ามเนื้อ อัตราการเต้นของหัวใจ และกระบวนการทางเคมีของร่างกาย. จากการวิจัยข้างต้น การนอนของคนเรามีอยู่ 5 ระดับด้วยกัน(ตั้งแต่ระดับตื้นไล่ไปตามลำดับจนถึงระดับลึก). และระดับต่างๆเหล่านี้สามารถบอกได้ โดยการเปลี่ยนแปลงของคลื่นสมองและการโต้ตอบทางสรีรวิทยาอย่างอื่นๆ

หลังจากที่เราได้พักผ่อนหลับนอนมาถึงระดับที่ 4 แล้ว ก็จะหวนคืนกลับไปสู่ระดับที่ 3 และ 2 ตามลำดับ ก่อนที่จะเข้าไปสู่ระดับที่เรียกว่า REM(rapid eye movements). ระดับนี้ได้ถูกแสดงให้ปรากฏออกมาโดยการเริ่มต้นเคลื่อนไหวลูกนัยตาอย่างรวดเร็ว. ในขั้นตอนการนอนระดับ REM นี้ กล้ามเนื้อต่างๆสามารถที่จะกระตุกได้บนใบหน้าและแขนขา หรือบางครั้งก็ทั้งตัว.

ถ้าหากว่าคนที่นอนหลับอยู่ในช่วงระดับ REM นี้ถูกปลุกขึ้นมา ผู้ที่นอนหลับส่วนใหญ่สามารถที่จะบอกได้ถึงสิ่งที่พวกเขากำลังฝันอยู่ และสามารถที่จะระลึกความฝันนั้นได้อย่างละเอียดและชัดเจน. แต่ถ้าคนที่นอนหลับถูกปลุกขึ้นมาในระหว่างระดับที่ 2-4 พวกเขาแทบจะไม่อาจยืนยันได้ว่ากำลังฝันอยู่ และก็ไม่เคยจดจำมันได้โดยละเอียด

อารมณ์อกสั่นขวัญแขวนอย่างรุนแรงด้วยภาพฝัน จะเกิดขึ้นในระดับที่ 3-4 ซึ่งอารมณ์อันนี้ได้ถูกเรียกขานว่า”night terrors” หรือ “Sleep terrors”(ฝันร้าย). มันประกอบด้วยการหายใจอย่างรุนแรงและคล้ายจะเป็นอัมพาต เท่าๆกันกับความรู้สึกกังวลใจมาก.

เวลาที่เรานอนนั้น เราจะผ่านขั้นตอนอันหลายหลากของการนอนวนไปเวียนมา นั่นคือ ขณะที่เรากำลังเข้าสู่การหลับ เราจะเข้าไปสู่ระดับที่ 1 ของการนอน ซึ่งเป็นช่วงระยะของการเปลี่ยนผ่าน(transition stage). ภายใน 90 นาทีหลังจากที่เรานอนหลับไป เราจะผ่านเข้าไปสู่ระดับที่ 2 จนถึงระดับที่ 4 ของการนอน, แล้วก็จะหวนกลับมาระดับที่ 2 อีกครั้ง. ถัดจากนั้นเราก็จะเริ่มไปสู่ขั้นตอน REM Sleep ของการนอน หรือ rapid eye movements. เราจะเข้าไปสู่ระยะ REM ของการนอนประมาณ 10-20 นาทีในคืนหนึ่งหลายครั้งในช่วงหนึ่งคืน สลับกันกับระดับของการนอนขั้นที่ 2-4. ช่วงระหว่าง REM จะค่อยๆยาวนานขึ้น และขั้นตอนของการนอนระดับที่ 2-4 จะสั้นลงเมื่อใกล้จะถึงเช้า

เมื่อตอนที่เรายังเป็นทารกอยู่นั้นเราต้องการเวลานอนวันละประมาณ 16-20 ชั่วโมง. ส่วนในช่วงผู้ใหญ่ พวกเราส่วนใหญ่ต้องการเวลานอนอยู่ในช่วงระหว่าง 6-9 ชั่วโมง, และจะใช้เวลา 25 เปอร์เซนต์ไปในช่วงการนอน REM Sleep.

การศึกษาเกี่ยวกับการอดนอน

เมื่อเราไม่ได้นอนเป็นระยะเวลานานๆ แบบแผนขั้นตอนของการนอนจะไม่เป็นไปตามที่ได้กล่าวไว้ จากการทดลองกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้นอนเป็นเวลานานติดต่อกัน 264 ชั่วโมงเพื่อที่จะทำสถิติให้มีการบันทึกลงในหนังสือ Guinness Book of Records. ชายหนุ่มคนนี้ หลังจากที่ยุติการอดหลับอดนอนแล้ว เขาก็เริ่มเข้านอนในห้องทดลองเกี่ยวกับการนอนและการหลับฝัน.

บรรดานักวิทยาศาสตร์สังเกตุว่า ในช่วงคืนแรกของการนอน ชายคนนี้นอนหลับในระดับที่ 4 เป็นเวลานาน โดยสูญเสียระดับการนอนในขั้นที่ 2 ไป. ในคืนที่สองของการสังเกตุ พบว่า เขาจะค่อยๆคืนกลับสู่สภาพปกติ กล่าวคือ ระยะการนอน REM sleep เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนและระดับการนอนในขั้นที่ 2-4 ค่อยๆลดลงไป. ปรากฎการณ์ที่เพิ่มขึ้นของ REM sleep หลังจากการอดหลับอดนอนนี้ จะถูกเรียกว่า REM rebound(การดีดกลับของ REM sleep).

การอดหลับอดนอนสามารถที่จะนำไปสู่ความหงุดหงิดหรือฉุนเฉียวง่าย ความเหนื่อยอ่อน ความเอาใจใส่ที่น้อยลง ความเลอะเลือนเกี่ยวกับความจำ และการลดสมรรถภาพการทำงานของกล้ามเนื้อที่ประสานกัน. คนที่อดหลับอดนอนบางคน มีการปฏิบัติตัวไปในทางที่วิปริต ซึ่งสัมพันธ์กับความเจ็บป่วยทางจิต แต่ตามปกติแล้ว อาการโรคเหล่านี้จะไม่ยืนนานหลังจากที่คนๆนั้นได้นอนเป็นการทดแทนแล้ว.

ผลกระทบต่างๆของการป่วย(ill effects) อันเนื่องมาจากการอดหลับอดนอนสามารถได้รับการสร้างขึ้นในห้องทดลองการนอนและการหลับฝันได้ด้วย. ในห้องทดลองนั้น เป็นไปได้ที่จะกีดกันผู้รับการทดสอบจากการหลับอยู่กับระดับที่ 4 และ REM sleep. และผลของการทดลองนี้ทำให้ทราบว่าระดับการนอนในขั้นที่ 4 และ REM sleep เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง.



แบบแผนต่างๆในช่วงระหว่างการหลับฝัน

พวกเราส่วนใหญ่ทราบว่า การฝันเป็นประสบการณ์ที่เข้มข้น ซึ่งตามมาด้วยภาพที่ไม่ปกติและการขานรับในด้านอารมณ์ความรู้สึกที่สุดๆ ด้วยความสนุกสนานและความกลัว. จากการศึกษาความฝัน ความฝันเป็นจำนวนมากได้รับการบันทึกเอาไว้ หลังจากที่ผู้เข้ารับการทดลองถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับในขั้น REM sleep ซึ่งจากการศึกษาได้บอกกับเราว่าเราฝัน 4-5 ครั้งในทุกๆคืน และส่วนใหญ่ของความฝันค่อนข้างจะธรรมดาๆ. พวกเราฝันถึงเรื่องที่เกี่ยวกับการเล่นฟุตบอล, อยู่บนรถประจำทาง, กำลังสอบไล่, และกิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่างอื่นๆ. บรรดานักวิทยาศาสตร์ได้บันทึกถึงความฝันที่แปลกๆด้วย เช่นเดียวกับฝันร้ายที่น่ากลัวต่างๆ

Freud ยืนยันว่าความฝันเป็นการสะท้อนถึงความทรงจำและความรู้สึกต่างๆ(dream reflect memories and feelings). นักศึกษามากมาย มีความคุ้นเคยดีกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน ที่มีอิทธิพลต่อความฝัน พวกเขามักจะฝันเกี่ยวกับการสอบในช่วงระหว่างสัปดาห์ของการสอบอยู่บ่อยๆ

สำหรับความฝันแปลกๆนั้น นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการทดลองเรื่องการนอนหลับฝันได้บันทึกเอาไว้เช่นเดียวกัน อย่างเช่น ผู้เข้ารับการทดลองรายหนึ่งที่ชื่อว่า Ritchie. เขาฝันว่าได้เดินทางเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แปลกประหลาดในสถานที่หนึ่ง (ซึ่งความจริงก็คือ ในขณะที่ Ritchie กำลังหลับอยู่นั้นเขาได้ถูกพาเข้าไปยังห้องเก็บศพที่รอการชัณสูตรในช่วงระหว่างที่เขากำลังฝันู่). สภาพการณ์เหล่านี้อาจมีอิทธิพลต่อความฝันของเขา เพราะว่าเราไม่ได้ตัดเอาตัวกระตุ้นที่เป็นเรื่องภายนอกออกไปในช่วงระหว่างที่เรานอนหลับนั่นเอง.

การทดลองเรื่องการหลับฝันอีกรายหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ รายของ Alfred Maury ตัวเขาเองมีผู้ช่วยในการทดลองนี้ และเขาได้กำหนดให้ผู้ช่วยของเขา กระทำสิ่งต่างๆและคอยกระตุ้นเขาในขณะที่เขากำลังหลับ. เมื่อผู้ช่วยคนนั้นมาทำอะไรคันๆที่ริมฝีปากและจมูกของเขา, Maury ฝันไปว่า เขากำลังได้รับความทรมานอย่างเจ็บปวด. ต่อมา เมื่อผู้ช่วยเอามือโบกกลิ่นเครื่องหอมในอากาศ, เขาก็ฝันว่า เขากำลังอยู่ในตลาดแห่งหนึ่งในกรุงไคโร. และในขณะที่ทำการศึกษาอยู่นั้น บังเอิญส่วนหนึ่งของเตียงเกิดอุบัติเหตุลดต่ำลงไปบริเวณหลังคอของ Maury, ช่วงนี้ทำให้เขาฝันว่า เขากำลังจะถูกประหารโดยการตัดคอ.

นอกจากนี้ ความฝันต่างๆยังสามารถที่จะช่วยแก้ไขปัญหาในสิ่งที่เราไม่สามารถที่จะแก้ไขมันได้ในยามตื่นด้วย. เรื่องที่คลาสสิคเรื่องหนึ่งหนึ่งคือ ภาพความฝันของ Friedrich August Kakule เกี่ยวกับงูตัวหนึ่งที่กัดกินหางของตัวมันเอง. Kakule, เป็นนักเคมีชาวเยอรมัน ซึ่งกำลังครุ่นคิดถึงโครงสร้างต่างๆของน้ำมันเบนซิน ซึ่งดูเหมือนมันไม่ประสบความสำเร็จเอาเลย. แต่ในความฝันของเขา มันได้เสนอแนะถึงโครงสร้างวงแหวนอันหนึ่งที่เสนอถึงทางออกหรือการแก้ปัญหาที่ถูกต้องให้กับเขา

ทำไมคนเราจึงต้องนอน

บรรดานักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายกำลังประสบกับความก้าวหน้าในเรื่องความเข้าใจที่ว่า ทำไมคนเราจึงต้องนอน. ความเป็นไปได้อันหนึ่งก็คือว่า การนอนนั้นได้ช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูร่างกายของเรา. ยกตัวอย่างเช่น ตัวจ่ายระบบการส่งสัญญานของประสาท จะได้รับการเติมเต็มในช่วงระหว่างการนอน. ผลลัพธ์อันนี้บ่งว่ากิจกรรมอันนั้นได้รับการปรับระดับการส่งสัญญานของประสาท และการนอนช่วยฟื้นฟูตัวจ่ายระบบฯดังกล่าว.

ตามความเข้าใจนี้ ถ้ากิจกรรมยิ่งมากก็จะยิ่งเป็นสาเหตุให้ต้องมีการปรับปรุงระบบส่งสัญญานของประสาทมากขึ้น และมันก็จะส่งผลให้ต้องนอนมากขึ้น. แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการนอนนั้นจะไม่ได้ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด โดยความต้องการเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพเช่นนั้น ทั้งนี้เพราะการที่เรานอนมากเท่าไร ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับเรามีกิจกรรมอย่างไร. ในการศึกษาครั้งหนึ่ง, Horne และ Minard(1985) ได้ให้หนุ่มสาวหลายคนกระทำกิจกรรมกันคนละอย่าง:

1) พวกแรก ให้พวกเขาทำกิจกรรมทั้งวันอย่างหนัก โดยการเดิน, การพูด, การท่องเที่ยว, และการเรียนรู้.

2) พวกที่สอง ทำกิจกรรมทั้งวันเพียงเล็กน้อยด้วยการทำอะไรนิดๆหน่อยๆ ยกเว้นการพักผ่อน.

เขาพบว่า จำนวนเวลาที่พวกคนหนุ่มสาวเหล่านี้ ใช้ไปในการนอนไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย แม้ว่าพวกเขาจะเปลี่ยนกิจกรรมจากกิจกรรมหนึ่ง ไปยังกิจกรรมอีกอย่างหนึ่ง. ด้วยเหตุนี้ ถ้าหากว่าการฟื้นฟูสมรรถภาพคือเหตุผลอันหนึ่งของการนอนแล้วละก็, มันก็เป็นที่ชัดเจนว่า ไม่ใช่เป็นเพียงเหตุผลเดียว.

เหตุผลอีกอันหนึ่งอาจจะเป็นว่า การนอนได้ช่วยปกป้องบรรพบุรุษของเราก่อนประวัติศาสตร์ โดยการทำให้พวกเขา สามารถที่จะสงวนพลังงานในช่วงเวลากลางคืนในถ้ำที่ปลอดภัย เมื่อสภาพแวดล้อมภายนอกถ้ำที่พวกเขาอาศัยอยู่เป็นอันตราย หรือเป็นปรปักษ์กับพวกเขา. ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจอีกอันหนึ่งก็คือว่า ชนรุ่นต่างๆของผู้คนในศตวรรษนี้กำลังนอนน้อยลงตามลำดับ. การลดเวลานอนลงอาจเป็นการสะท้อนถึงการค่อยๆปรับตัวสู่ข้อเท็จจริงที่ว่าเราไม่ต้องการบทบาทหน้าที่ของการนอนในการป้องกันอีกต่อไปแล้ว.

การนอนของสัตว์

แบบแผนของการนอนสำหรับสัตว์ที่ต่างชนิดกัน จะมีช่วงระยะเวลาการนอนที่แตกต่างกัน. แบบแผนการนอนอันนี้ได้ช่วยสนับสนุนความคิดที่ว่า ความไม่เหมือนกันในเรื่องการนอน เป็นบทบาทหน้าที่อันหนึ่งของการช่วยให้สัตว์ปลอดภัยจากสัตว์ต่างๆที่จับสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร. เช่น แมว จะมัระยะเวลาการนอนนานกว่าสัตว์ชนิดอื่น เพราะมันไม่มีศัตรูทางธรรมชาติมากนัก. ส่วนม้าและแกะจะมีเวลานอนในวันหนึ่งๆน้อยมาก เนื่องจากมันมีศัตรูในธรรมชาติจำนวนมาก.

การปรับเวลานอนใหม่ของมนุษย์

ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ชนรุ่นต่างๆของผู้คนในศตวรรษนี้กำลังนอนน้อยลงตามลำดับ. การลดเวลานอนลงอาจเป็นการสะท้อนถึง การค่อยๆปรับตัวสู่ข้อเท็จจริงที่ว่าเราไม่ต้องการบทบาทหน้าที่ของการนอนในการป้องกันอีกต่อไปแล้ว ซึ่งอันนี้ต่างไปจากสัตว์. จังหวะต่างๆของการนอนเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ได้มาอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นสิ่งเทียมหรือที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง ซึ่งได้ตัดเราออกจากแสงสว่างและเครื่องหมายภายนอกของเวลาอย่างอื่นๆ

มนุษย์ในสมัยโบราณสังเกตุแสงของพระอาทิตย์ขึ้นเป็นการบอกเวลาเช้า ราวกับว่าพวกเขาเราได้รับนาฬิกาชีวภาพภายใน(internal biological clock)ที่คอยทำหน้าที่ควบคุมจังหวะต่างๆเหล่านี้เอาไว้. บรรพบุรุษของเราแทบจะไม่ต้องการที่จะปรับเปลี่ยนหรือตั้งนาฬิกาชีวภาพเหล่านี้เลย. แต่สำหรับทุกวันนี้ การปรับแก้เป็นที่ต้องการอยู่บ่อยๆ อย่างเช่น นักศึกษามหาวิทยาลัยผู้ซึ่งอาจจะเรียนตลอดทั้งคืน(อ่านหนังสือ), หรือคนงานที่เข้างานเป็นผลัดๆ ผู้ซึ่งต้องสลับผลัดงานของตนจากกลางวันไปเป็นกลางคืน และบรรดานักท่องเที่ยวทั้งหลาย ผู้ซึ่งเดินทางข้ามเส้นแบ่งของเวลาหรือโซนของเวลา(time zones).

อาการง่วงนอน หลังจากบินในระยะทางไกลๆ

อาการง่วงนอนหลังจากบินในระยะทางไกลๆ(jet lag)เป็นความไม่สบายที่เรามักจะประสบหลังจากเดินทางข้ามโซนของเวลาหลายๆโซนด้วยกัน. เราน่าจะทราบถึงความรู้สึกอันนั้น เว้นแต่ว่าเราไม่ได้เดินทางในระยะไกล หรือมิฉะนั้นก็ เราเป็นคนหนึ่งของคนที่โชคดีเพียง 15% ผู้ซึ่งไม่ต้องประสบกับอาการดังกล่าว.

อาการ jet lag สามารถรวบรวมลักษณะอาการบางอย่างดังต่อไปนี้หรือทั้งหมดเหล่านี้เอาไว้ด้วยกันคือ : ความง่วงนอน, ความอ่อนเพลีย, ความรู้สึกหดหู่, อาการนอนไม่หลับ, การฉุนเฉียวง่าย, ความสับสน, และการสูญเสียความจำไป. การเปลี่ยนแปลงต่างๆยังเกิดขึ้นกับหน้าที่พื้นฐานต่างๆของร่างกายด้วย อย่างเช่น อัตราการเต้นของหัวใจ, ความดันเลือด, และกระบวนการหายใจ.

jet lag เป็นสิ่งที่แย่มากเมื่อเราข้ามเส้นแบ่งโซนของเวลาตั้งแต่ 4 โซนขึ้นไป, เมื่อเราหลงเวลาในการเดินทางจากตะวันออกไปยังตะวันตก, และเมื่อเรามีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป. การฟื้นคืนอาการจาก jet lag จะต้องใช้เวลาในอัตราส่วนประมาณ 1 โซนต่อ 1 วัน(เช่นถ้าเราข้ามโซนของเวลา 4 โซน ต้องใช้การฟื้นตัวประมาณ 4 วัน). อย่างชัดเจน, อาการ jet lag สามารถที่จะหยุดชงักความสนุกสนานของเราลงไปได้ ถ้าหากว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาพักผ่อน หรือมีผลกระทบกับการปฏิบัติงานของเราหากว่าเรากำลังเดินทางเพื่อธุรกิจ. โชคดี, มันมีขั้นตอนต่างๆที่เราสามารถปฏิบัติได้เพื่อลดอาการแตกแยกอันนี้ที่มีสาเหตุมาจาก jet lag. ขั้นตอนต่างๆเหล่านี้ได้รับการวางกรอบอยู่ในข้อมูลของผู้โดยสารเครื่องบิน, ของทั้งบรรดากีฬา, นักบริหาร, เจ้าหน้าที่ด้านการทหาร, และนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปพักผ่อนต่างๆ. ข้อแนะนำต่อไปนี้เป็นการรวบรวมขึ้นมาจากแหล่งข้อมูลดังที่อ้างไว้ข้างต้น:

ก่อนการเดินทาง

ควบคุมเวลาอาหารของเรา เพื่อว่าในวันที่เราต้องบิน เราจะได้พร้อมที่จะกินอาหารที่เหมาะสมกับเวลา ณ จุดหมายปลายทางของเรา. ควบคุมตารางเวลาการนอนและการพักผ่อนของเราเอาไว้ เพื่อว่าเราจะได้ไม่ต้องตึงเครียดหรือเกิดอาการฉุกละหุกเมื่อเริ่มต้นการเดินทางของเรา

ช่วงระหว่างการบิน

แต่งตัวอย่างสบายๆ และพยายามปลดเสื้อผ้าที่ที่รัดออก เร็วเท่าที่เราได้ที่นั่งบนเครื่องบิน แล้วให้ตั้งเวลานาฬิกาตามจุดหมายปลายทางของเรา และเริ่มต้นทำตัวให้ดำเนินชีวิตอยู่กับเวลานั้นในใจ. ถ้าหาก ว่าเวลาในจุดหมายปลายทางของเราเป็นช่วงเวลาที่เรามักจะวิ่งจ็อกกิ้งเสมอ, ให้จินตนาการว่ากำลังวิ่งจ็อกกิ้งอยู่. เราอาจพยายามออกกำลังกายบางอย่างด้วยก็ได้ ในที่นั่ง. ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะโน้มคอไปข้างหลังสัก 5 ครั้งเพื่อบริหารคอและบริหารกล้ามเนื้อแผ่นหลังด้านบน. หรืออาจจะเบ่งและผ่อนคลายหน้าอก, ท้อง, และตะโพกสัก 5 ครั้ง. กินอาหารเบาและ, ถ้าเป็นไปได้, กินอาหารที่เหมาะสมกับเวลาตามเวลาในจุดหมายปลายทางที่จะไปถึง. พยายามหลีกเลี่ยงพวกลูกกวาด, คาเฟอีน, และพวกแอลกอฮอล์ต่างๆ. เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เราไม่ได้พักผ่อน.

ยิ่งไปกว่านั้น, พวกคาเฟอีนและแอลกอฮอล์จะเพิ่มเอฟเฟคส์ต่างๆในการขจัดน้ำออกจากร่างกายของห้องผู้โดยสารที่เพิ่มความกดดัน. ให้ดื่มน้ำผลไม้มากๆและน้ำเปล่าแทน. สำหรับนักเดินทางที่มีประสบการณ์บางคน พยายามที่จะดื่มน้ำผลไม้แก้วหนึ่ง หรือน้ำเปล่าสำหรับทุกๆชั่วโมงที่พวกเขากำลังบินอยู่. ท้ายที่สุด, ให้นอนและตื่นขึ้นตามตารางเวลาในจุดหมายปลายทางของเรา.

เมื่อคุณถึงที่หมาย

ให้นอนตามเวลาของท้องถิ่นนั้นๆที่เราไปถึง ทั้งการกินอยู่ และการทำกิจกรรมต่างๆไปตามตารางเวลาทุกประการ. หากว่าเราจะต้องนอนในช่วงระหว่างเวลากลางวัน, ให้นอนน้อยกว่าสองชั่วโมง. ให้ออกนอกบ้านในตอนที่มีแสงสว่าง(หมายถึงเวลาเช้า เร็วเท่าที่จะทำได้สักประมาณ 2 ชั่วโมง, ถ้าเป็นไปได้). แสงสว่างของดวงอาทิตย์จะช่วยใหเราปรับนาฬิกาชีวภาพในร่างกายใหม่เร็วขึ้น. ในท้ายที่สุด, ดื่มนมสักแก้วหรือกินไอศครีมก่อนที่จะเข้านอนถ้าหากว่ามีปัญหาในเรื่องการนอน.

ข้อแนะนำข้างต้นฟังดูแล้วคล้ายกับการรักษาแบบพื้นบ้านในสมัยก่อน และมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ. แต่มันก็วางอยู่บนรากฐานที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ด้วย ซึ่งผลิตภัณฑ์นมมีคุณสมบัติหลายประการที่มีอิทธิพลต่อความง่วงเหงาหาวนอน.

ถ้าหากว่าเรายังไม่สามารถปรับตัวได้ ก็ควรจะพิจารณายานอนหลับต่างๆ. ตามข้อเท็จจริง, หนึ่งในยานอนหลับที่นิยมกินกันก็คือ triazolam (ชื่อตามท้องตลาดก็คือ Halcion) ซึ่งได้รับการทดสอบแล้วว่า เป็นไปได้ที่จะสามารถช่วยในการจัดการนาฬิกาชีวภาพได้. เราอาจจะต้องทดลองดู หากว่าวิธีการอื่นๆมันล้มเหลวทั้งหมด แต่ควรจะต้องระมัดระวังด้วย. ยาตัวนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า อย่างน้อยจะมีผลข้างเคียงที่ไม่ดีหรือเป็นประโยชน์อยู่ 2 ประการด้วยกันคือ ประการแรกคือ เราจะนอนเป็นพักๆอยู่สักคืนสองคืนเมื่อเราหยุดกินยา. ประการที่สอง, เราะประสบกับปัญหาเรื่องความจำเสื่อมหรือความจำเลวลง สำหรับกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างที่ยาออกฤทธิ์อยู่ในกระแสเลือด.

คำแนะนำต่างๆเหล่านี้ เป็นไปได้ที่อาจจะไม่ทำให้เราสามารถที่จะเอาชนะอาการ jet lag ได้อย่างสมบูรณ์. แต่มันน่าจะช่วยลดอาการที่ไม่สบายต่างๆของการเปลี่ยนแปลงเรื่องโซนเวลาของเราได้บ้าง. สิ่งที่ทำงานได้ผลดีที่สุดสำหรับคนๆหนึ่งนั้น อาจไม่จำเป็นต้องได้ผลดีที่สุดสำหรับคนอีกคนหนึ่ง. ด้วยเหตุนี้ เราควรที่จะคิดถึงข้อแนะนำต่างๆเหล่านี้ในฐานะที่เป็นแนวทาง สำหรับพัฒนาแผนการณ์ต่างๆของตัวเราเองเพื่อการบินที่เป็นปกติ.
เนื้อหาทั้งหมดได้มาจากมหาลัยเที่ยงคืน



โดย : เณรขวาน
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 18 พ.ย. ปี 2005 [ เวลา 22 : 14 ]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com