Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ชุมนุมจอมยุทธ

แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (1)
ไปหน้า >> 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10

หัวข้อ : ...........;

วัยรุ่นคุณตา

.........

ขึ้นชื่อว่าวัยรุ่นไม่ว่าจะยุคไหนก็เหมือนกันทั้งนั้น คือกำลังคึกคะนองปราศจากความยั้งคิด อาจจะทำอะไรที่ผิด ๆ หรือพิเรน ๆ
สมัยก่อนวัยรุ่นจับกลุ่มเช่นเดียวกับสมัยนี้ แต่เป็นการจับกลุ่มกันในวัด เพราะสมัยก่อนวัยรุ่นส่วนใหญ่อยู่วัด เป็นลูกศิษย์พระ เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียน ใครอยากจะให้ลูกหลานที่เป็นผู้ชายรู้หนังสือก็ต้องเอามาฝากวัด ให้พระท่านช่วยสอนหนังสือและวิชาการต่าง ๆ ตลอดจนอบรมบ่มนิสัย
สังคมในวัดแต่ก่อนก็มีทั้งดีและไม่ดีเช่นกัน ถ้าวัดไหนพระอาจารย์ท่านเอาใจใส่กวดขันความประพฤติ เด็กวัดนั้นก็เป็นเด็กดีเรียบร้อยเพราะกลัวพระอาจารย์ แต่ถ้าวัดไหนปล่อยปละละเลย เด็กวัดก็เกเรจับกลุ่มกันเป็นพวกยกไปตีไปต่อยกับเด็กบ้านก็มี
ฝ่ายเด็กวัดรุ่นโตจะว่ากล่าวตักเตือนเด็กรุ่นน้องก็ไม่ได้เต็มปาก เพราะตนเองก็ประพฤติตนเหลวไหลเหมือนกัน ตรงกับโบราณภาษิตว่า “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” ไม่มีใครกล้าดุด่าว่ากล่าวกัน
ความจริงเด็กวัดมีทั้งดีและไม่ดีปนกัน ไม่ใช่ว่าจะเลวไปหมด โดยมากเด็กวัดที่โต ๆ มักจะเป็นหัวโจกพาให้เด็กวัดรุ่นน้องพลอยเสียไปด้วย แต่การเสียของเด็กวัดสมัยนั้นมักจะเป็นในเรื่องของการชกต่อยกันมากกว่าอย่างอื่น ๆ สำหรับเรื่องการฉกชิงวิ่งราวและปล้นจี้ เด็กวัดสมัยนั้นไม่ทำ เพราะเหตุว่าข้าวปลาอาหารในวัดสมัยนั้นอุดมสมบูรณ์มาก สิ่งยั่วยุต่าง ๆ เหมือนอย่างสมัยนี้ก็ไม่มี ความจำเป็นในเรื่องเงินทองที่จะเอาไปจับจ่ายใช้สอยจึงไม่มี
โดย : ......กาแคว.....
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 14 : 29 ]

เด็กวัดในกรุงเทพฯ สมัยก่อน ชอบประพฤติกันอยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือการชอบกินของฟรี เจ๊กขายเสียโป คือ ขายข้าวหน้าเป็ดมักจะถูกกินฟรีเป็นประจำ
สมัยนั้นเจ๊กขายเสียโปจะหาบมาขายตอนกลางคืน เด็กลูกศิษย์วัดก็จะออกมากินกันมะรุมมะตุ้ม กินเสร็จแล้วก็วิ่งหนีเข้าวัดหายตัวไปเหมือนปาฏิหาริย์ เจ๊กเสียโปก็ไม่กล้าเข้าไปในวัดเพราะเปลี่ยวและมืด
สมัยนั้นอย่าว่าแต่กลางคืนเลย แม้แต่กลางวัน ตามถนนสายต่าง ๆ ก็เปลี่ยว เพราะสมัยนั้นรถก็น้อย คนก็น้อย คนเดินตามถนนแทบจะนับตัวได้ทีเดียว
โดย : กาแคว
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 14 : 30 ]

ครั้นเมื่อมีโรงเรียนในรัชกาลที่ ๕ แล้ว สภาพสังคมของไทยก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป กล่าวคือในระยะหลัง ๆ เด็กไปอยู่วัดน้อยกว่าแต่ก่อน ส่วนใหญ่ไม่ต้องอาศัยวัดอีกต่อไป
เมื่อแรกมีโรงเรียนใหม่ ๆ การศึกษาแบ่งออกเป็น ๒ ประโยค เด็กที่เรียนจบประโยค ๒ ถือว่าสำเร็จการศึกษาแล้ว
แต่ปรากฏว่าพอเด็กเริ่มจบประโยค ๑ ต่างก็พากันออกมาทำงานเป็นเสมียนกันหมด เพราะสมัยเมื่อมีโรงเรียนใหม่ ๆ หานักเรียนเรียนยาก จำนวนนักเรียนจึงมีน้อย แต่ความต้องการเสมียนทำงานมีมาก
ในรัชกาลต่อมาการศึกษาเจริญมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่เด็ก ๆ ส่วนใหญ่เมื่อจบการศึกษาแล้วต่างก็พากันข้ารับราชการ เป็นเสมียนอยู่เหมือนเดิม
เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชนิพนธ์ในหนังสือ “โคลนติดล้อ” “บทที่ ๔” เรื่องความนิยมเป็นเสมียน ว่า
“การตั้งโรงเรียนขึ้นทั้งทั่วพระราชอาณาจักรให้โอกาสแก่บรรดาชายหญิงทุก ๆ ชั้นได้ศึกษา ให้รู้อ่านเขียนหนังสือนั้น กลับให้ผลที่ทำให้เป็นที่รำคาญและอาจจะทำให้รำคาญยิ่งกว่าที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ก็เป็นได้ โดยไม่กล่าวถึงความเสียหายอย่างอื่นซึ่งจะพึงมีมาในไม่ช้านี้
โดย : กาแคว
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 14 : 31 ]

เด็กทุก ๆ คนซึ่งเล่าเรียนสำเร็จออกมาจากโรงเรียน ล้วนแต่มีความหวังฝังอยู่ว่าจะได้มาเป็นเสมียนหรือเป็นเลขานุการ และจะได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งขึ้นเร็ว ๆ เป็นลำดับไป เด็กที่ออกมาจากโรงเรียนเหล่านี้ย่อมเห็นว่ากิจการอื่น ๆ ไม่สมเกียรติยศ นอกจากเป็นเสมียน ข้าพเจ้าได้เคยพบเห็นพวกหนุ่มชนิดนี้หลายคนเป็นคนฉลาดและว่องไว และถ้าหากเขาทั้งหลายนั้นไม่มีความกระหายจะทำงาน อย่างที่พวกเขาเรียกว่า “งานออฟฟิศ” มากีดขวางแล้ว เขาก็อาจจะทำประโยชน์ได้มาก การที่จะบอกให้เขาเหล่านั้นกระทำตัวของเขาให้เป็นประโยชน์โดยกลับไปบ้านและช่วยบิดามารดาเขาทำการเพาะปลูกนั้น เป็นการป่วยกล่าวเสียเวลา เขาตอบว่าเขาเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษามาจากโรงเรียนแล้ว ไม่ควรจะเสียเวลาไปทำงานชนิดซึ่งคนไม่รู้หนังสือก็ทำได้ และก็เพราะเขาไม่อยากลืมวิชาที่เขาได้เรียนรู้มาจากโรงเรียนนั้นด้วย เพราะเหตุนี้เขาสู้สมัครอดอยากอยู่ในกรุงเทพฯ ได้เงินเดือนเพียงเดือนละ ๑๕ บาท หรือ ๒๐ ยิ่งกว่าที่จะกลับไปประกอบการเพื่อเพิ่มพูนความสมบูรณ์แห่งประเทศในภูมิลำเนาเดิมของเขา
นึกไปก็น่าประหลาดที่สุด ที่คนจำพวกนี้สู้อดทนต่อความลำบาก เพื่อแสวงหาและรักษาตำแหน่งของเขาในเงิน ๑๕ บาทนี้ พ่อเสมียนยังอุตส่าห์จำหน่ายจ่ายทรัพย์ได้ต่าง ๆ เช่นนุ่งผ้าม่วงสี ใส่เสื้อขาว สวมหมวกสักราช และในเวลาที่กลับจากออฟฟิศแล้วก็ต้องสวมกางเกงแพรจีนด้วย และจะต้องไปดูหนังอาทิตย์ละ ๒ ครั้งเป็นอย่างน้อย ต้องไปกินข้าวตามกุ๊กช้อป แล้วมิหนำซ้ำยังต้องเสียค่าเช่าห้องอีกด้วย (หรือบางทีจะไม่เสียก็ไม่ทราบ) ครั้นเมื่อเงินเดือนขึ้นเป็นเดือนละ ๒๐ บาท เขาก็คิดอ่านแต่งงานทีเดียว”
จากพระราชนิพนธ์ดังกล่าว ทำให้ทราบว่าหนุ่ม ๆ ถ้าจะให้ทันสมัยก็ต้องไปดูภาพยนต์แล้วก็ไปทานอาหารตามกุ๊กช้อปคือโรงเหล้า
โดย : กาแคว
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 14 : 31 ]

สมัยก่อนคำว่าภัตตาคารและคำว่าค้อฟฟี่ช้อปก็ยังไม่มี มีแต่คำว่า “เหลา” เช่นห้อยเทียนเหลา ขี่จันเหลา เป็นต้น ดังนั้นกุ๊กช้อปจึงเป็นคำที่เรียกชื่อร้านอาหารที่ทันสมัยที่สุดในสมัยนั้น
ส่วนการแต่งกายสมัยนั้น ข้าราชการไปทำงานนิยมนุ่งผ้าม่วง ใส่เสื้อราชปะแตน คือใส่เสื้อนอกคอปิดกระดุม ๕ เม็ด สวมหมวกสักหลาดและสวมถุงน่องรองเท้า ถ้าอยู่กับบ้านหรือไปเที่ยวแต่งอย่างลำลองก็นิยมนุ่งกางเกงแพรจีนสีต่าง ๆ บางคนมีถึง ๗ สี คือ ๗ ตัว สวมวันละตัว ครบสัปดาห์พอดีครบ ๗ สี
โดย : กาแคว
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 14 : 32 ]

สำหรับการแต่งกายนุ่งผ้าม่วง ใส่เสื้อราชปะแตนนั้น ได้มีทำนองล้อเลียนซึ่งร้องกันเกร่อในสมัยนั้นว่า...
“คุณหลวง คุณหลวง
อยู่กระทรวงยุทธนา
ใส่เสื้อราชปะแตน
ทำไมไม่แขวนนาฬิกา
เงินเดือนยี่สิบบาท
ดูเปิสก๊าดเสียเต็มประดา”
กระทรวงยุทธนา คือกรมยุทธนาธการ ปัจจุบันคือกระทรวงกลาโหม
โดย : กาแคว
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 14 : 33 ]

สมัยนั้นยังไม่มีนาฬิกาข้อมือ มีแต่นาฬิกาพก จึงนิยมพกใส่กระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงโดยมีสายสร้อยนาฬิกาแขวนติดรังดุมเสื้อ หรือหูกางเกง
“เปิสก๊าด” เรียกเพี้ยนมาจาก “เฟิร์สคลาส” (ชั้นหนึ่ง)
สมัยนั้นความจริงเงินเดือน ๑๕-๒๐ บาท สำหรับเสมียนก็นับว่ามากไม่ใช่เล่น ขนาดมีเมียมีลูกสองคนก็ยังเหลือกิน ซึ่งผิดกับปัจจุบันที่เงินเดือนขั้นต่ำวันละ ๗๑ บาท เดือนละ ๑,๘๔๖ บาท ขนาดตัวคนเดียวก็ยังไม่พอกินพอใช้เลย
ก็ทำไมจะไม่เหลือกินเล่า ก็สมัยนั้นข้าวสารเพียงถังละ ๒-๓ สลึง ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๒-๓ สตางค์ ขนมถ้วยละ ๑ สตางค์ กางเกงแพร ๖ เส้นอย่างแพงตัวละ ๕ บาท อย่างถูกตัวละ ๒ บาท ๑๐ สลึง รองเท้าอย่างดีวัดเท้าตัดคู่ละ ๕ สลึงเท่านั้น ฯลฯ
โดย : กาแคว
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 14 : 33 ]

ผมก็ด่าน้องได้ไม่เต็มปากเหมือนกันครับท่านอา
พอดาไปแล้วมันก็ย้อมว่า เมื่อก่อนมึงก็ทำ
ผมอึ้งเลยพูดไม่ออก
โดย : โคว่จง
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 14 : 34 ]

แต่หนุ่ม ๆ บางคนก็ไม่ยอมแต่งงาน คือชอบทำตัวเป็นหนุ่มสังคม เที่ยวมันเรื่อยไป กินเหล้าเมายา พอได้ที่แล้วก็เข้าซ่องเที่ยวโสเภณี ซึ่งสมัยก่อนเรียกหญิงโคมเขียว เพราะเหตุว่าที่หน้าซ่องสมัยนั้นมีโคมสีเขียวแขวนไว้
เรื่องเที่ยวหญิงโสเภณีดังกล่าว “กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยพวกข้าราชการในพระราชสำนัก” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้เมื่อ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ ตอนหนึ่งได้อ้างถึงความประพฤติของข้าราชการในพระราชสำนักบางคนว่า
....ในเรื่องการสมพาสแห่งคนในสมัยนั้นทรงสังเกตว่าดูเป็นไปโดยอาการอันสำส่อนไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยแท้จริง ชายหนุ่มมักพอใจสมจรด้วยแพศยา หาเลี้ยงชีพโดยทางบำเรอกามคุณ และมักเข้าใจไปว่าการสมจรเช่นนี้เป็นของควรนิยม เพราะคล้ายคลึงกับแบบแผนแห่งยุโรปประเทศ ซึ่งเป็นความเข้าใจเอาเอง โดยพอใจใคร่ให้เป็นเช่นนี้ และการมีภรรยาแต่งงานสมรสอย่างโบราณประเพณีมักถือกันว่าเป็นของพ้นสมัยเสียแล้ว แม้ใครประพฤติก็ได้ชื่อว่าเป็นคนภูมิคร่ำคร่าหรือโง่เง่าเต่าปูปลา ไม่รู้จักประเพณีนิยมดังสมัยใหม่ดังนี้ เป็นต้น
ราชเสวกที่เป็นคนหนุ่มคะนอง เมื่อมีความปรารถนาจะใคร่ประพฤติตามใจตนเองก็พอใจอวดดีทำตนเป็นคนสมัยใหม่ ประพฤติสงบเสงี่ยมอยู่แต่เฉพาะเวลาที่อยู่หน้าพระที่นั่ง พอลับหลังไปแล้วก็ไปเที่ยวประพฤติสำมะเลเทเมาตามนิสัยอันทรามของตน แลที่ผู้น้อยประพฤติอยู่ได้เช่นนี้ ก็เพราะผู้ใหญ่บางคนซึ่งรู้แล้วว่าผู้น้อยประพฤติเป็นลิงหลอกเจ้าอยู่นั้น ก็หาว่ากล่าวตักเตือนโดยการอันเข้มงวดอย่างผู้ใหญ่ไม่ กลับไปพูดจาและแสดงกริยาอาการให้เห็นปรากฏว่า การที่ว่ากล่าวนั้นโดยเสียไม่ได้คือขัดพระราชบริพารไม่ได้เท่านั้น แท้จริงเห็นใจกัน ดังนี้จึงทำให้ผู้น้อยกำเริบได้ใจ ฝ่ายผู้ใหญ่จะว่าผู้น้อยไม่ได้เต็มปากก็เพราะตนเองก็ประพฤติเหลวไหลอยู่เช่นนั้นเหมือนกัน ตรงกับโบราณภาษิตว่า “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” ไม่มีใครกล้าทำอะไรใครได้...
โดย : กาแคว
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 14 : 34 ]

เนื่องจากหนุ่ม ๆ สมัยนั้นเที่ยวโสเภณีนี่เอง จึงทำให้เป็นโรคผู้หญิงกันงอมแงม เพราะสมัยนั้นหยูกยาแก้โรคผู้หญิงยังไม่ชงัดเหมือนสมัยนี้ คนจึงเป็นกามโรคกันมาก ซึ่งปรากฏในหนังสือ “คำชี้แจงการสาธารณสุขของนายแพทย์สุขาภิบาล ในกรมสุขาภิบาล กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๔๖๖” ในบท “สุขวิทยาว่าด้วยกาม” ในจำนวนพลเมืองชายในกรุงเทพฯ ๑๐๐ คนเป็นกามโรคกันถึง ๗๕ คน ซึ่งนับว่าเป็นสถิติที่น่าตกใจ
ความจริงสมัยนี้หนุ่ม ๆ ก็เที่ยวโสเภณีกันมาก ไม่ต่างกว่าเมื่อก่อน แต่เนื่องจากหนุ่มสมัยนี้รู้จักรักษาเนื้อรักษาตัว และอีกประการหนึ่งหยูกยาก็ชงัดขึ้น คนจึงเป็นกามโรคน้อยลงเมื่อเทียบสถิติกัน
ได้ความว่าสมัยก่อนคนที่เป็นโรคผู้หญิงต้องกินยากลางบ้าน ต้มกันเป็นหม้อ ๆ แต่ก็ไม่ค่อยจะหาย บางคนเป็นจนตาย ลูกหลานเกิดมาก็ติดเชื้อกามโรคจากพ่อจากแม่เข้าไปอีก และเป็นคนพิกลพิการ
นี่แหละคือมรดกตกทอดที่พ่อแม่นำมาให้ลูกหลานซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องมารับเคราะห์แทน
ครั้นเมื่อการสาธารณสุขเจริญขึ้น การแพทย์เจริญขึ้น จึงได้มียากิน ยาฉีด แก้กามโรคจากต่างประเทศที่ชงัดตกเข้ามาในเมืองไทย ถึงกระนั้นคนหัวโบราณก็ยังคงกินยาหม้ออยู่เหมือนเดิม ส่วนคนหัวสมัยใหม่ก็รักษาตัวตามแผนใหม่ ก็หายเจ็บไข้เร็วขึ้น
โดย : กาแคว
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 14 : 35 ]

เพื่อให้เห็นสภาพของสังคมในรัชกาลที่ ๖ขอคัดข้อความจากหนังสือ “อิศรสมัย-ไทยเจริญ” เล่ม ๑ วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ ดังนี้
“เต็มทีครับ ผมอยู่ในกรุงไม่ได้ เหล้าท่านก็ให้กิน ฝิ่นท่านก็ให้สูบ ถั่วโปท่านก็มีให้เล่น โฮเตลญี่ปุ่นท่านก็มีให้ แต่อย่าไปถูกต้องอะไรเข้าไม่ได้นะครับ เปนสตางค์เปนเงินไปหมด ดูมันต้องเสียยุบเสียยับไปทีเดียว พอหิวหรือมองดูซี โฮเตลเอย กุ๊กช้อปเอย โรงข้าวแกงเอย เสียโปเอย ทั้งเจ๊กทั้งไทยขายออกเกลื่อนไป อัฐเงินในพกในกระเป๋า ในถุง ในไถ้ร้อนเพราะหิว อยู่ป่าอย่างนี้สบาย มีก็กิน ไม่มีก็อด ไม่ต้องควักสตางค์เงิน เพราะไม่มีที่ซื้อขาย ใช่แต่เท่านั้นนะขอรับ อยู่ในกรุงนะ พอจะก้าวไปสักนิดดูมันให้ชักเหนื่อย เมื่อยล้าไปทีเดียว แล้วก็เหลียวไปซิ รถยนต์เอย รถรางเอย รถม้าเอย รถเจ๊กเอย ล้วนแต่ชวนให้เสียสตางค์ทั้งนั้น
เวลากลางคืนหรือจะเดินไปถนนไหนก็ได้ยินแต่เสียงจับใจต่าง ๆ แตรหนังฝรั่งเอย พิณพาทย์ละครมาโนชสมัยเอย ตลุงตุงแซ่งิ้วกวางตุ้งเอย ลิเกเอย ละครรำเอย เอาสตางค์ก็มี ให้ดูเปล่า ๆ ก็มี บางโรงถึงเอาฉลากล่อ ได้ยินเสียงออกลั่นไป ครั้นหันเข้าไปสำราญกับเขาบ้างอย่างน้อยโดนเข้า ๒๕ สตางค์ ครั้นเสียดายสตางค์ หันไปดูที่ไม่ต้องเสียเงิน เบียดกันแทบตาย แลยังมิหนำซ้ำทนพระกริ่งไม่ได้ หันไปรับเชิญ มีเท่าใดเป็นต้องจอดมันฟาดเอาเหี้ยนกระเป๋า ต้องเดินกลับบ้านหิวแทบตาย มันกลับร้ายไปกว่าตีตั๋วอีก ผมก็รู้แล้วว่าถ้าไม่มีประโยชน์ เขาจะให้ดูเปล่า ๆ หรือ แต่ก็ไม่จำ โอ้ย เต็มทีครับ สู้มาอยู่ฟังเสียงนกเสียงกาอย่างนี้ไม่ได้หรอก สบายดี
โดย : กาแคว
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 14 : 37 ]

ที่ผมเล่ามาเมื่อตะกี้ยังไม่หมดดี ครั้นเดินกลางถนนหนทาง หรือเท่ากับฝากชีวิตจิตร์ใจไว้กับถนน ไม่ทราบว่ารถมอรเตอคารจะโดนตายเมื่อไร รถที่มีรางก็เหมือนกัน เผลอสติหันไป พอเปิดแตรป๊าป ละก็ใจหายวาบ จวนจุติทีเดียว ครั้นหลบเดินกรอกก็แม่เจ้าโว้ยพวกนางกินแล้วนอนทุกภาษาเรี่ยม ๆ ทั้งนั้น ใครจะอดได้ขอรับ ครั้นแวะเข้าไปชม อัฐเงินในกระเป๋าก็หมด แลถ้าปะเหมาะก็ต้องเลยหยุดงานด้วย โปรดเอาฝ่าเท้าตรองดูเถิดขอรับ มันแสนที่จะเสียยุบเสียยับไปทั้งนั้น
ครั้นบินไปเที่ยวไกล ขี้เกียจกลับรังอาศัยนอนตามที่พักคนเดินทางบางแห่ง ก็ถูกพ่อมือกาวแม่มหาไวทำป่นเอาเสียเกลี้ยงกระเป๋า บางคราวหมดอัฐ ต้องไปอาศัยนอนตามศาลาวัดหรือโรงงิ้ว ที่พลตระเวรเห็นเข้าก็เลี๊ยะเอาไปเข้ากรงขัง หาว่าเป็นคนจรจัด ชั้นจะนอนจะกินจะเดิน ดูมันลำบากยากเย็นไปทั้งนั้นแหละขอรับ
ครั้นหมดหนทางหากิน จะรับจ้างเป็นพลตระเวรยืนเฝ้าถนนหรือ ท่านก็ใช้พลเกณฑ์เงินเดือน ๔ บาท จะรับจ้างขับรถรางหรือ ก็ไม่ไหว รูปร่างอย่างผม จะรับจ้างแซะราง หรือวางยาหมา การเบาหน่อยก็เหลือทน จะขนถังบริษัท หรือลากรถ แจวเรือจ้าง มันก็ไม่ไหวทั้งนั้น
เพราะฉะนั้น ผมจึงต้องเปิดหลบมาอยู่ป่า จับแพะชนแกะไปตามเรื่อง แต่ไอ้สันดานผมนะมันอดเป็นนักเลงกับเขาไม่ได้ ครั้นมาพบได้เปียเข้าด้วย มันก็เลยชวนเป็นนักเลงขะโมยควาย ผมก็เอากับมันปีหนึ่ง แต่ผมก็ไม่ได้ขะโมยพร่ำเพรื่อ หมดจริง ๆ จึงดอดไป แลก็หยุดไป แต่วันนี้แม่อีหมาบอกว่าข้าวก็หมด เกลือก็หมด ผมเห็นจะต้องกราบลาไปหาเสบียงเสียที”
โดย : กาแคว
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 14 : 38 ]

จากข้อความดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าเมืองไทยเมื่อสมัย ๗๐ กว่าปีมานี้ ตื่นโฮเต็ล ตื่นกุ๊กช้อปกันมากทีเดียว
สมัยนั้นใครจะสูบฝิ่นกินเหล้าหรือจะเล่นถั่วโปก็ได้ตามใจชอบ ไม่ผิดกฎหมาย
ส่วนการละเล่นต่าง ๆ ก็มีสารพัด ทั้งลคร-ลิเก-งิ้ว สำหรับหนังหรือภาพยนตร์สมัยนั้นเพิ่งจะมี เป็นหนังฝรั่งแต่ไม่มีเสียง จึงใช้แตรบรรเลงแทนเสียง
โสเภณีตามตรอกตามซอกตามซอยก็มีมากมายทุกชาติ ทุกภาษา สวย ๆ ทั้งนั้น
แล้วอย่างนี้จะไม่ทำให้เด็กหนุ่ม ๆ หรือไม่หนุ่มใจแตกได้อย่างไร
สำหรับคนที่ไม่มีงานไม่มีการทำ เมื่อไม่มีเงิน เพราะเล่นเบี้ยเสียถั่วหมด หนัก ๆ เข้าก็เลยปล้นเขากินกัน
ดังนั้นสังคมและสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้คนประพฤติไปได้ต่าง ๆ ทั้งในทางดีและไม่ดี โดยเฉพาะเด็กหนุ่ม ๆ วัยรุ่นซึ่งกำลังอยู่ในวัยคะนอง ถ้าลองกินเหล้าเมายาแล้วละก้อ ส่วนใหญ่มักจะเสียคน กลายเป็นพลเมืองร้ายไปในที่สุด ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน
จาก “เล่าเรื่องไทย ๆ” โดย เทพชู ทับทอง ลงพิมพ์ในหนังสือต่วย’ตูนฉบับพิเศษ ปีที่ ๑๓ เล่มที่ ๑๕๐ ประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๓๐
นั่งอ่านหนังสือเก่าๆๆที่เก็บไว้ก้อยากจะนำมาให้ได้รับรู้ทั่วๆๆกัน
โดย : กาแคว
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 14 : 40 ]

ขอบคุณครับท่านอาที่หามาให้อ่านกันขอรับ
โดย : โคว่จง
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 14 : 52 ]

ขอบพระคุณท่านที่เตือนสติ

โดย : กระบี่น้อย
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 14 : 55 ]


โดย : เคียวพิฆาต
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 15 : 41 ]

อ่านแล้วก็จินตนาการไปถึงเรื่องที่ท่านอาเล่าให้ฟังด้วย หนุกหนานและได้ความรู้ดีเจ้าคะ
โดย : เสียงเพลง
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 16 : 14 ]

ฮ่อ ฮ่อ รับทราบฮ่ะ รับทราบ...

โดย : ลูกสาวซาตาน
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 16 : 58 ]

อ่าน...ของท่านแล้วทำให้หวนคิดถึงตอนเรียนมัธยมเราก็เป็นเด็กวัดเก่า...แต่ได้หลวงพี่ดีคอยสั่งสอน...ตอนจบเอ็นติดเกือบทุกคนเลย...มีจุฬา,เกษตรศาสตร์,ส่วนข้าพเจ้ามหาลัยเชียงใหม่........
..............บทความของท่านทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเพื่อนเก่าด้วย.....

โดย : หงอคง
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 17 : 6 ]

ท่านพ่อ...
ดูเหมือนจะเป็นบทความเพื่อลูกผู้ชายโดยแท้
สรุปว่า...จิ๊กโก๋เก่า กับใหม่ ครือๆ กัน ใช่ปะ
เจอ..วิชานารีพิฆาต กันทุกสมัยเลยเนอะ
ขอบพระคุณท่านพ่อ...ที่เปิดกระโหลกให้ข้าน้อย

โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 19 : 8 ]

มาคารวะ
โดย : วาสิน ไทยแท้
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 22 : 34 ]

โห...ย้อนไปถึงยุคขุนวิจิตรมาตราเลยเหรอท่านพี่
ไม่เป็นไร กำลังรออ่านจิ๊กโก๋สมัยร.4 อยู่
มีเพลงมาฝากด้วยหนึ่งเพลงล่ะ
คนแก่โลก
ผู้ประพันธ์ พยงค์ มุกดา
นักร้อง คำรณ สัมบุญณานนท์
ชีวิตคนแก่อนาถแท้หมองไหม้ ลองตรองไปน้อยใจสิ้นดี
ความสำคัญนั้นแทบจะไม่มี หนุ่มสาวสมัยนี้ แหมช่างไม่อีนัง
มองเห็นคนแก่ตัวว่ามีหัวล้าหลัง หัวสมัยศิวิไลซ์อวดอ้าง
เห็นคนแก่เหมือนดัง เช่นตาชั่งถ่วงความเจริญ
อันคนแก่ก็เคยได้แลเห็นโลก มาชุ่มโชกช้านานเหลือเกิน
นี่น่ะหรือโลกเราที่ว่าเจริญ สวยงามเพลิดเพลินก็แต่สิ่งล้วนลวงตา
มันเจริญแต่วัตถุ ที่สรรค์สร้างกันขึ้นมา
ส่วนจิตใจศีลธรรมนานามองเห็นกันไหมว่ามันจะก้าวหน้าเดิน
ดูทรงผมร็อกแอนด์โรลยุคใหม่ ขึ้นรถไอไขว่ห้างนั่งเสียเพลิน
พอคนแก่ ขึ้นไปก็ทำเป็นเมิน ใจเขาดำเหลือเกิน ทำนั่งไม่รู้ไม่ชี้
พอสาวๆ ก้าวขึ้นแหมรีบลุกยืนทันที ปล่อยคนแก่ห้อยโหนไม่ผิดชะนี
เห็นมาหลายที ใช่ป้ายสีตอแย
คุณสาวๆ วัยรุ่นราวทีนเอจ ชวนไปฟังเทศน์เป็นเพื่อนกับคุณแม่
พอพระเทศน์ นั่งโงกงอแง น้ำโม น้ำแม แหมเธอไม่รู้เลยสักคำ
ตักบาตรทีไรเธอไม่ใส่ใจเรื่องกรวดน้ำ ทีเรื่องเพลง ช่างเก่งจดจำ
สอนสวดมนต์วันยันคำ เธอไม่จำได้สักวัน
เชิญฟังคำคนแก่พร่ำไว้บ้าง อันแนวทางที่ควรจัดสรร
จงทำบุญ สุนทานทั่วกัน เพราะพระเท่านั้นท่านจะช่วยเคราะห์กรรม
คนลืมตัวชั่วซ้ำ เพราะมองข้าม รสพระธรรม
จงสวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำ รสพระธรรมจะนำ ให้ท่านนั้นสวัสดี.
ถ้าใครอยากฟัง เป็นเพลงร้องโดยแอ๊ด คาราบาวเอามาร้องใหม่ เข้าฟังได้ที่
http://www.hunsa.com/2005/mmsv2/mms.php?py=album&id=705

โดย : เฒ่าโล้ว
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 5 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 23 : 53 ]

ลีลาเชือดนิ่มๆ แบบนี้ คู้นคุ้น
คล้ายๆ เคยได้ยิน แถวๆเนี๊ยะ
มิน่า มิน่า ร่วมสมัย

ช่างแทงลึก(กระซวก) ในหัวใจ(อารมณ์)
คนรุ่นใหม่อย่างข้าเสียจริงๆ
คารวะ...ข้าน้อย เปรยๆกับต้นหมากรากไม้ เท่านั้นเอง
กลัว..ถูกเฆี่ยนอ่ะ
โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 6 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 0 : 24 ]

อยากให้คนรุ่นนี้วัยนี้ได้รับรู้เรื่องราวบ้าง
ก็จะได้เป็นอุทาหรณ์
ยุคไหนก็ไม่แตกต่างกันนักหรอก
อาจจะเปลี่ยนรูปแบบตามสมัย
ลูกกู่ยังไม่หลับไม่นอนอีกรึ
โดย : กาแคว
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 6 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 0 : 33 ]

... ย่องๆ มานั่งฟังด้วยคนนะจ๊ะ..

โดย : ลูกสาวซาตาน
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 6 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 0 : 42 ]

...วัยรุ่น คือวัยที่เข้าใจยาก
...เราคิดอย่าง
...เค้าคิดอีกอย่าง
...เราพูดอย่าง
...เค้าก็พูดอีกอย่าง..
....
.....ไม่ว่าสมัยใหน
.....แต่สมัยนี้น่ากลัวนัก
.....ความก้าวร้าว ในจิตใจ สิ่งใดหนอ จะคอยขัดเกลา
.....สมัยก่อน ยังอิงวัด อิงคำสอน ทางศาสนา
.....วัยรุ่นสมัยนี้ อิง..สิ่งใด
....
...
โดย : อิ่มอุ่น
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 6 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 18 : 26 ]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com