Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ชุมนุมจอมยุทธ

แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (1)
ไปหน้า >> 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10

หัวข้อ :

เปิดตัวเอี๊ยบไค

ชิวเทียนใกล้อำลา วิกาลใกล้ทิวา
ตลอดถนนสายยาว มีแต่ประตูนี้เท่านั้น ยังแขวนโคมอยู่ดวงหนึ่ง
ประตูแคบอย่างยิ่ง แสงโคมสลัวสาดส่องพื้นแห้งผากที่หน้าประตู
ลมชิวเทียนม้วนฝุ่นสีเหลืองคละคลุ้งไปทั่ว
เบญจมาศแห่วเฉาดอกหนึ่ง ถูกลมม้วนกลิ้งอยู่ไปมา มิทราบหอบจากที่ใด?
และมิทราบจะถูกโชยพัดไปแห่งใด
มนุษย์ใยมิใช่เป็นเช่นเบญจมาศเฉาดอกนี้ มีผู้ใดสามารถคำนวณอนาคต
ภายภาคหน้าของตัวเองได้? ดังนั้น มนุษย์ไยต้องสะทกสะท้อน รัดทดไปกับชะตาของมัน
(เบญจมาศ)?
หากเบญจมาศมีญาณวิถี ก็ต้องไม่ตัดพ้อตำหนิ เนื่องเพราะมันก็เคยมีช่วงเวลา
ที่รุ่งโรจน์โชติช่วง....เคยรับการชื่นชมและทะนุถนอมจากมนุษย์มาแล้ว
เท่านี้ก็เป็นที่เพียงพอ!
อีกปลายหนึ่งของถนนสายยาวเป็นทุ่งที่เวิ้งว้างกว้างขวางสุดสายตา อีกด้านหนึ่ง
ของถนนยาว ก็เป็นทุ่งที่เวิ้งว้างไพศาล
โคมดวงนี้คล้ายเป็นแก้วมณีดวงเดียวของทุ่งราบที่กว้างเวิ้งว้าง
ขอบฟ้าจรดกับท้องทุ่ง ทุ่งราบไพศาลจรดขอบฟ้า
มนุษย์อยู่ที่ขอบฟ้าแล้ว
เอี๊ยบไคคล้ายเพิ่งมาจากขอบฟ้า
เอี๊ยบไคเดินตามถนนสายยาว เดินช้าๆ อยู่ในความมืด เดินไปยังสถานที่มีโคมไฟ
เอี๊ยบไคนั่งลงในกลางถนน ยกเท้าขึ้นไพล่กัน
...............................................................................................
หัวเราะของเอี๊ยบไค คล้ายดั่งฝุ่นทรายที่คละคลุ้งเต็มฟ้าพลันมีแสงอาทิตย์
สาดส่องมาก็มิปาน
โคมยังแกว่งไกวอยู่ในสายลม
ลมกรรโชกมาหอบหนึ่ง ม้วนดอกเบญจมาศเฉาลอยขึ้นจากพื้น
เอี๊ยบไคเพียงยื่นมือก็รวบเบญจมาศมาไว้ได้
กลีบของมันหลุดร่วงไปมากแล้ว เหลือที่ดื้อรั้นอยู่เพียงไม่กี่กลีบ คล้ายดั่ง
ยังรักอาลัยมิยอมจากไป
เอี๊ยบไคตบเสื้อที่สมควรส่งเข้าไปในกองขยะเสียนานแล้วเบาๆ จากนั้นบรรจง
ปักดอกเบญจมาศเหี่ยวเฉาลงบนรูที่ปกเสื้อ
ดูสีหน้าท่าทีคล้ายดั่งเป็นกงจื้อสำรวยที่แต่งกายสวยงามเรียบร้อย ท้ายสุดปัก
บุปผาสีแดงสดสวยลงบนเสื้อแพรงาม ราคาเป็นพันตำลึงทองก็มิปาน
..........................................
ฉากเปิดตัว เอี๊ยบไค หน้า 13-14

ดาบจอมภพ
โก้วเล้ง เขียน
ว. ณ เมืองลุง แปล
พิมพ์ กันยายน 2539
สนพ.ประพันธ์สาส์น

นานๆ หยิบมาอ่านสักครั้ง ก็ยังรู้สึกชอบอยู่ดี จึงแบ่งปันมา


โดย : Low
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 26 ธ.ค. ปี 2005 [ 1 : 4 ]

ชีวิตของเอี๊ยบไค กับโป๊วอั้งเสาะนั้น
น่าศึกษาเปรียบเทียบกันยิ่งนัก
สะท้อนให้เราเปรียบเทียบของสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ระหว่างพันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อมว่าสิ่งใดจะมีผลกับบุคลิกภาพของมนุษย์มากกว่า
ถ้าท่าน Low มีเวลาและไม่รำคาญใจ
รบกวนท่านช่วยเปรียบเทียบที่มาที่ไปของสองคนนี่เพื่อเป็นวิทยาทาน

โดย : เทียนกีเล่านั้ง
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 26 ธ.ค. ปี 2005 [ 3 : 8 ]

เอี๊ยบไค..
เอี๊ยบ...แปลว่า...ใบไม้
ไค...แปลว่า...เบิกบาน
นานแล้วที่ผู้ ฒ..วัยทอง...เคยอ่าน...เหยียวเดือนเก้า
วันเวลาผ่านไปรวดเร็วนัก
ความรู้สึกที่ดีๆ ยังคงมีอยู่
เรื่องราวมันต่อเนื่องดังนี้
อี้จับซา...
ซาเซียวเอี้ย...
ลี้คิมฮวง...
โป๊วอั๊งเสาะ...กับ เอี๊ยบไค...น่าจะรุ่นเดียวกัน

ฒ...วัยทอง



โดย : ฒ...วัยทอง
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 26 ธ.ค. ปี 2005 [ 8 : 38 ]

ไม่เอา ผมหลงรัก แต่ จาเลงกาโบ และ ผู้เฒ่า ตะคะญี แห่งผู้ชนะสิบทิศ
หรือไม่ก็ โน่นไป เลย ไอ้เจ้า เสมา ซึ่งมันหาญกล้า ทะยาน ขึ้น เป็น ขุนศึก หรือ อะไร น้า ประมาณว่า นพพร จำพี่สาว คนนี้ นามว่า กีรติ ได้หรือเปล่า ความรัก ของเธอ เกิดตรงนั้น และ ตายตรงนั้น
แต่ความรัก ของอีกคน เกิดตรงนั้น แต่กลับเจรฺญงอกงาม และ กำลัง จะแตกดับ ในร่าง.............

ขอโทษ ถ้า ผมทำให้รสชาติ ของภาษา แปลเปลี่ยนไป ผมเขียน จากความจำ ความจำ มันมีลึม ครับ

ผมอ่านนิยาย จีน ผม มีความรู้สึกว่า มันไม่เข้า จินตนาการ ผมมันไม่เกิด อาจเพราะ ความติดยึก ในความเป็นไทย ของผม มันมาก เกินไป
ขนาด ดูหนังเรื่อง "อัศวิน ดาบกายสิทธิ์" แสดง โดย มิตร ชัยบัญชา ผมยัง ไม่ค่อยรู้เรื่องเลย

โดย : วาสิน ไทยแท้
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 26 ธ.ค. ปี 2005 [ 12 : 30 ]

ก้จริงของท่านวาสิณ
ข้าไม่ค่อยถนัดทางนวนิยายจีนเท่าใดนัก

ผู้ชนะสิบทิศก็เป็นเรื่องที่โปรดมาก
กรมศิลปกรได้นำมาเป็นละครพันทางก็ติดตามดูตลอด
ผู้ชนะสิบทิศ นิยาย "ปลอม" พงศาวดารจากเค้าเดิม ๘ บรรทัด เป็นนิยายยาวเหยียด

เป็นผลงานอันส่งให้โชติ แพร่พันธุ์ หรือยาขอบเกิดอย่างภาคภูมิ
คุณค่าของผู้ชนะสิบทิศ นอกจากความเริงรมย์ อรรถรสทางภาษาที่ไม่เหมือนใครมีความไพเราะงดงามยังเป็นค่าควรเมือง
การสรรค์สร้างผลงานนี้แม้จะมีเค้าของวรรณคดีดั้งเดิม

ตามความคิดเห็นของข้า
ก็อยากให้ท่านวาสิณกรุณานำเสนอเนื้อเรื่องบางตอนให้พวกเรา
ได้รับรู้
อีกท่านที่ไม่ควรลืมท่านผู้เฒ่าโล้วและท่านกาแควหรือผีเสื้อป่าปางม่ะผ้า กรุณามานำเสนอบทบางตอนที่คิดว่าจะเป็นสาระและประโยชน์จะดีไม่น้อย



โดย : ล่องลอย
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 26 ธ.ค. ปี 2005 [ 15 : 4 ]

อารายกานนน
สุนทรียทางภาษา อรรถรสในทางวรรณคดีทำไมต้องมีการกีดกันชาติพันธุ์ด้วย

เสียดายเอย...เสียดายแทนนัก
มุกมณีในยุทธจักรนิยาย นับว่ามีมากมายให้เลือกเฟ้นหา
อ่านมากเล่มหนึ่ง เพิ่มประโยชน์เล่มหนึ่ง

ศิลปทุกแขนง ต่างลื่นไหลเข้าหากัน เค้าโครงการประพันธ์ ล้วนอิงกันไป อิงกันมา ลำบากหน่อยตรงความไม่คุ้นในสำเนียงเรียกหา
ของต่างเผ่าต่างพันธุ์ เนงบา จาเลง กาโบ ไขลู สีอ่อง มังรายกะยอชะวา สำหรับคนไม่คุ้นเคย ไยมิใช่อึดอัด ดั่งกีย์ เดอโม ปาร์ตซัง

ข้ารู้ว่าหลายๆ คนมีเวลาไม่มากพอที่จะอ่าน หลายๆ เล่ม หากต่างช่วยกันเด็ดยอดมาคนละหน่อย เราคงประหยัดเวลาอ่านไปโขเชียว

เมื่อเป็นแฟนพันธ์แท้สุขนาฏกรรมของอ.เสรี หวังในธรรม ไยมิหยิบมาเล่าสู่คนภูธรแสนไกลบ้าง
จะได้ไม่มืดบอดอยู่แต่นิยายจีนเก่าๆ ในตู้


โดย : Low
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 26 ธ.ค. ปี 2005 [ 22 : 29 ]

อาอี้อ่านเรื่องดาบจอมภพตอนอายุ12 มังกรหยกอายุ13 สามก๊กอายุ17อ่านแล้วได้อรรถรสยิ่งนัก

ผู้ชนะสิบทิศอ่านตอนอยู่มอปลาย อ่านไงๆๆก็อารมณ์เสียกะเจ้ามองเล่ยะทุกที
นึกไปนึกมา อ่านพันท้านนรสิงห์ได้อารมณ์กว่า
แต่เรื่อง จูเลียต+รามิโอ ก็ให้อรรถรสไปอีกแบบ
แล้วแวะไปอ่านนิยายรักของอินเดีย มันทั้งประทับใจทั้งโศกเศร้า

ในภาษาของภาษา ไม่ว่าจะจะออกแนวบู๊ลิ้มเลือดท่วมยุทธภพ หรือน้ำตานองหน้าแบบสาวเครือฟ้า หรือลึกซึ๊งกินใจแบบโรตี ล้วนไม่เกี่ยวกับชาติแบบ แต่มันอยู่ที่อารมณ์ทางภาษาที่ตรึงใจผู้อ่านและเข้าใจมันเท่านั้น

โดย : อาอี้
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 27 ธ.ค. ปี 2005 [ 0 : 20 ]

ยามอ่านหนังสือจีนกำลังภายใน.. ก็ให้ความรู้สึกอีกแบบ
ยามอ่านสามก๊ก...ก็ให้ความคิดอีกแย่ง
ยามอ่านเต๋า...ก็ให้วิถีของชีวิต
ยามอ่านเซน...ก็เข้าใจในธรรมชาติ
ยามอ่านเพชรพระอุมา..ก็มีอีกรูปแบบ
ยามอ่านแสนแสบ...ก็รับรู้ในรัก
ยามอ่านบ้านทรายทอง...ก็ได้อีกอรรถรถ
ยามอ่านมากก็เบลอ......
ยามอ่านน้อยก็มีคนต่อว่า...
ยามไม่อ่านก็บอกไม่ใส่ใจ...

เลยนอนหลับ....
ฒ...วัยทอง

โดย : ฒ...วัยทอง
เมื่อเวลา : พุธ ที่ 28 ธ.ค. ปี 2005 [ 8 : 19 ]



...มานั่งอ่าน..
...ในเรื่องที่ไม่เคยอ่าน..ค่ะ
....


(((((((ชอบท่อนนี้)))))))


เบญจมาศแห่วเฉาดอกหนึ่ง ถูกลมม้วนกลิ้งอยู่ไปมา มิทราบหอบจากที่ใด?
และมิทราบจะถูกโชยพัดไปแห่งใด
มนุษย์ใยมิใช่เป็นเช่นเบญจมาศเฉาดอกนี้ มีผู้ใดสามารถคำนวณอนาคต
ภายภาคหน้าของตัวเองได้? ดังนั้น มนุษย์ไยต้องสะทกสะท้อน รัดทดไปกับชะตาของมัน
(เบญจมาศ)?
หากเบญจมาศมีญาณวิถี ก็ต้องไม่ตัดพ้อตำหนิ เนื่องเพราะมันก็เคยมีช่วงเวลา
ที่รุ่งโรจน์โชติช่วง....เคยรับการชื่นชมและทะนุถนอมจากมนุษย์มาแล้ว
...................

(((((ท่อนนี้)))))

โคมดวงนี้คล้ายเป็นแก้วมณีดวงเดียวของทุ่งราบที่กว้างเวิ้งว้าง
ขอบฟ้าจรดกับท้องทุ่ง ทุ่งราบไพศาลจรดขอบฟ้า

................

((((((และท่อนนี้))))))) ค่ะ

โคมยังแกว่งไกวอยู่ในสายลม
ลมกรรโชกมาหอบหนึ่ง ม้วนดอกเบญจมาศเฉาลอยขึ้นจากพื้น
เอี๊ยบไคเพียงยื่นมือก็รวบเบญจมาศมาไว้ได้
กลีบของมันหลุดร่วงไปมากแล้ว เหลือที่ดื้อรั้นอยู่เพียงไม่กี่กลีบ คล้ายดั่ง ยังรักอาลัยมิยอมจากไป

................

.....กลีบเบญจมาศ ที่ดื้อรั้น......ดั่งคนที่ดื้อดึง.....

....อยากจินตนาการ....เขียนบรรยายได้อย่างนี้จังค่ะ
....ชื่นชม..คนที่แต่ง...จัง


....ด้วยคาระวะ ให้
....คนที่อ่านแล้ว..นำมาลงให้คนที่ยังไม่ได้อ่าน ได้อ่าน..ค่ะ





โดย : อิ่มอุ่น
เมื่อเวลา : พุธ ที่ 28 ธ.ค. ปี 2005 [ 15 : 6 ]

โหย...เจ้อาอี้ ตอนอ่านดาบจอมภพท่านแค่ 12 จึงเหรอ
โอ...เอียบไคก็เหลาแย่เลย ขนาดลี้คิมฮวงยังเพิ่งมาเมือ 2514 แค่กๆ

ยามอ่านมาก เขาก็ว่า เอาแต่อ่านอยู่นั่นแหละ ของหายหมดแล้ว
ยามอ่านน้อย เขาก็ว่า นั่งว่างๆ ทำไมไม่หาอะไรมาใส่หัวบ้าง จะได้เปลี่ยนตำแหน่งกับเขาเสียที
ยามไม่อ่าน เขาก็ว่า ควายยังรักก้าวหน้ากว่าเล้ยย เป็นยามอยู่อย่างนี้ทั้งชาติเถอะ

ก็เลยหลับยามเสียเลย
ใช่มะ ฒ...วัยทอง

เอ้าอิ่ม เลือกเอาเหมาะๆ ซักท่อน ได้แล้วลุยเลย




โดย : Low
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 29 ธ.ค. ปี 2005 [ 1 : 32 ]

ถ้าฉันเป็นนก ฉันคงจะบินติดตามเธอไปทุกหนทุกแห่ง
แม้ว่าเมื่อบินไปในระหว่างทาง ตัวฉันจะต้องลูกธนู ฉันก็จะอุตส่าห์
พยุงกายไปตกตรงหน้าตักเธอ และเมื่อยอดรักได้เช็ดเลือดและน้ำตาให้ฉันสักครั้งหนึ่ง
ฉันก็จะหลับตาตายด้วยความเป็นสุข

แต่นี่ฉันบินไม่ได้อย่างนก ดังนั้นแม่ยอดหญิง อย่าทิ้งฉันไปเลย
จงรักฉัน และเป็นของฉันดังเก่า.........................................
..........................................................................................
ฉันไม่มีคำสาปแช่งจะให้แก่แม่ชาวฟ้า ฉันมีแต่พร มีแต่ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ที่งามหนึ่งไม่มีสอง
ถ้าเธอไม่ตอบรับคำวิงวอนอ้อนออดของฉัน
เธอก็จงปรุงยาพิษส่งมาให้ฉันสักถ้วยหนึ่ง อย่าฆ่าฉันอย่างผู้ร้ายเลือดเย็น
จงฆ่าฉันอย่างยอดรัก และให้ฉันตายอย่างยอดรักของเธแถดนะแม่นะ

...................................ระพินทร์

หน้าสุดท้ายของวรรณกรรมอมตะ

สงครามชีวิต

ของศรีบูรพา เขียนขึ้นในปี 2474 และจัดพิมพ์เป็นเล่มแรกเมื่อปีพ.ศ.2475

ท่านวาสิน อย่าลืมมาช่วยต่อด้วยเน่อ อย่ามัวแต่หลงกุสุมา ปอละเตียงอยู่เลย


โดย : Low
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 29 ธ.ค. ปี 2005 [ 1 : 46 ]






โดย : อิสตรีมาร
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 29 ธ.ค. ปี 2005 [ 13 : 7 ]


พี่โล้ว
แล้วเรื่องสุดท้ายนี้มันเกี่ยวกับเพลงนี้มะ

ฉันรักเธอ รักเธอด้วยความไหวหวั่น
ว่าสักวัน ฉันคงถูกทอดทิ้ง
มินานเท่าไร แล้วเธอก็ไปจากฉันจริงๆ
เธอทอดทิ้งให้อาลัยอยู่กับความรัก

แม้มีปีกโผบินได้เหมือนนก
อกจะต้องธนูเจ็บปวดนัก
ฉันจะบินมาตายตรงหน้าตัก
ให้ยอดรักเช็ดเลือดและน้ำตา

เนื้อความมันครือกันอยู่นา น่าจะเกี่ยวข้องดองเป็นพี่น้องกันหรือไม่ วานบอก...เป็นพระคุณ ขอคารค่ะ



โดย : อิสตรีมาร
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 29 ธ.ค. ปี 2005 [ 13 : 13 ]

สุนทรีย์ทางภาษา อักษราในบรรณภพ ผู้เจนจบย่อมตระหนัก ผู้มีรักจึงหลงไหล ผู้ห่างไกลสิเชยชม ต่างนิยมต่างอัธยาศัย แต่เก็บไว้ที่มักคุ้น ให้เกื้อหนุนแก่ชีวิต ให้ได้คิดเมื่ออ่อนล้า ให้ศรัทธาเมื่อสงสัย ใช่เป็นจริงทุกสิ่งสร้าง แต่ใช่ร้างบทพิสูจน์ ในคำพูดในอารมณ์ ในเงื่อนปมในความคิด มีจริตอุดมการณ์ มีหักผลาญมีรังสรรค์ ช่างเสกปั้นจรรโลงเรื่อง มีรุ่งเรืองมีสิ้นหวัง ในภวังค์ที่เสพสม ล้วนชอบชมในอักษร ให้อาวรณ์เมื่อเอวัง เป็นที่ชังในคำหมิ่น ทุกแดนถิ่นทุกโวหาร ต่างตำนานต่างเรียงร้อย รอยภาษารอยความคิด รอยจึงผิดมิทับรอย มิทับร้อยฤาพันรอย จึงเรียงร้อยตามรอยเรียง เกิดสำเนียงจำเพาะชน เกิดสับสนศัพท์แสงคำ ที่ควรทำจึงแยกแยะ และสืบถามตามอารมณ์ ว่าชื่นชมว่าชิงชัง พึงระวังอคติ ข้อยุติหาชัดแจ้ง ข้อขัดแย้งหาบรรเทา รู้เขาเรามิประเสริฐ เท่าบังเกิดรู้เขลาเรา......................

โดย : อึ้งเอียะซือ
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 29 ธ.ค. ปี 2005 [ 18 : 28 ]

เธอมาพูดถึงเรื่องการบุณสุนทร์ทานและเรื่องสวรรค์ ทำให้นึถึงเจ้าของบ้านย่อมๆ หลังหนึ่ง
ซึ่งที่บ้านของเขามักมีการตักบาตรพระ และนิมนต์พระมาฉันอยู่เนืองๆ............................
................................................................................................................................
เช้าตรู่ออกมาเดินเล่น ผ่านไปทางบ้านของผู้หญิงคนนั้น ฉันกำลังพบเขาตักบาตรพระเสร็จใหม่ๆ
จะเป็นวันพระหรือวันอะไรจำไม่ได้ถนัด ที่จำได้ถนัดแน่ก็คือ ในทันใดนั้น ตาเฒ่าขอทานคนหนึ่ง
มีเครื่องปกปิดร่างกายอย่างกะรุ่งกะริ่ง มือขวาจูงเด็กน้อยอายุประมาณ ๕ ขวบ ซึ่งหนาวสั่นสะท้าน
ไปทั้งตัว เดินตรงเข้ามาที่หญิงอายุกลางคน ทรุดกายลงนั่งเบื้องหน้าของนาง ชูมือทั้งสองขึ้นวันทา
เหนือศีรษะ พลางรำพันอย่างน่าสงสารว่า
"กระผมขอกราบฝ่าเท้าคุณนายผู้ใจบุญ" พูดแล้วแกก็ก้มกราบ
"กระผมขอกราบบารมีเป็นที่พึ่ง ขอทานอาหารสักมื้อหนึ่ง และเสื้อผ้าเก่าๆ พอพันกายในยามหนาว"
นางหยุดมองนิดหนึ่งแล้วตอบว่า
"ไปข้างหน้าก่อนเถิด อาหารของฉันสำหรับตักบาตรพระเท่านั้น"....................................................
...............................................................................................................................................
"ทำไม ฉันตักบาตรแล้วจำเปนต้องให้ทานคนอย่างแกด้วยหรือ? แกคิดว่า แกมีค่าเท่ากับพระสงฆ์
องค์เจ้าเช่นนั้นหรือ?"
ตาเฒ่าตอบอย่างนอบน้อม "กระผมเพียงแต่จะตั้งใจพูดว่า คุณนายเป็นคนใจบุญ" นางถามว่า
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคนขอทานอย่างแกด้วยเล่า? รู้ไหมว่าฉันตักบาตรน่ะ ฉันต้องการบุญ
ตายไปชาติหน้าจะได้ขึ้นสวรรค์ ฉันไม่ได้เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี จะได้เอาทรัพย์มาเที่ยวจ่ายแจก
โดยไม่หวังประโยชน์ตอบแทน" ......................................................................................
สิ่งที่แกได้พบก็คือความว่งเปล่า เพราะคุณนายใจบุญ แกได้พาตัวหายลับเข้าไปในประตูบ้านเสียแล้ว
..............................................................................................................................................

นี่เป็นบางบทตอน ของสงครามชีวิต ที่ข้าอ่านแล้วอึ้งตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษา
คนสมัยนี้อ่านก็คงนึกว่าเป็นสำนวนเชยๆ ถ้าลองนึกย้อนถึงปีที่พิมพ์ตรั้งแรก สำนวนนี้ก็สุดจะก้าวหน้าเลยทีเดียวแหละ
แงะเอามาฝากให้อ่านกัน



โดย : Low
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 30 ธ.ค. ปี 2005 [ 0 : 8 ]


น้องป้าอิสฯ

เพลง "อาลัยรัก" ว่ากันว่า ชาลี อินทรวิจิตร แต่งขึ้นมาจากแรงบันดาลใจในบทสุดท้ายของสงครามชีวิตนี่แหละ
เพลงนี้ ชรินทร์ นันทนาครร้องบันทึกแผ่นเสียงครั้งแรกเมื่อพ.ศ.2505
ชรินทร์ร้องเพลงโด่งดังมาเป็นสิบปี ไม่เคยได้รับแผ่นเสียงทองคำ
เพิ่งได้แผ่นแรกจากเพลงนี้ และรู้สึกจะเป็นแผ่นเดียวเท่านั้น

ลองหาในเว็บดูเถิด รู้สึกว่าเคยเจอเวอร์ชั่นที่มาช่าร้อง หาฟังเอา



โดย : Low
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 30 ธ.ค. ปี 2005 [ 0 : 15 ]

ยอดเยี่ยมทุกท่าน
นับเป็นนักอ่านประเภทแฟนพันธุ์แท้
ข้าพเจ้านับถือยิ่งทุกท่าน

โดย : ลี้น้อยมีดบิ่น
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 30 ธ.ค. ปี 2005 [ 8 : 46 ]

ข้าพเจ้า ก็คนนึงละที่ชอบอ่านนวนิยายจีน อ่านมาตั้งแต่อายุ 12 ขวบโน่นแน่ะ..ตอนนี้ก็ยังคงอ่านอยู่เช่นกัน..
..พร้อมทั้งเปลั่ยนอรรถรส โดยการอ่านเพชรพระอุมาบ้าง..เล็บครุฑบ้างและๆแฮรี่ พอร์ตเตอร์ ด้วยล่ะ..แฮะ..แฮะ.ๆ

โดย : มือปีศาจ
เมื่อเวลา : เสาร์ ที่ 31 ธ.ค. ปี 2005 [ 14 : 23 ]



โดย : 00
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 1 ม.ค. ปี 2006 [ 22 : 59 ]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com