Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ชุมนุมจอมยุทธ

แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (3)
(ที่หลงเหลือจากเศษซากเว็บบอร์ดล่ม)

หัวข้อ :

something about forgiveness

เป็นบทความที่เราแปลมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษของนักปรัชญาคนหนึ่ง ชื่อ Osho เราอ่านแล้วชอบ อาจจะยาวหน่อย แต่ถ้าเพื่อนๆอ่านแล้วคิดตามก็จะมีประโยชน์มาก
something about forgiveness
การให้อภัยเป็นหนึ่งในสิ่งพื้นฐานที่ต้องทำความเข้าใจ คนทั่วไปอาจคิดว่าการให้อภัยเป็นเป็นเรื่องสำหรับคนที่คู่ควรที่จะถูกให้อภัยอยู่แล้ว บุคคลนั้นๆสมควรให้ได้รับการให้อภัย แต่ถ้ามีใครบางคนสมควรได้รับการให้อภัย คุณค่าของการให้อภัยจะไม่มีเลย เพราะในส่วนของท่านแล้ว ท่านไม่ได้ทำอะไรเลย ท่านไม่ได้พยายามใดๆเลย เพียงเพราะบุคคลผู้นั้นสมควรได้รับการให้อภัยอยู่แล้ว การให้อภัยของท่านจึงไม่ได้เกิดมาจากความรักและความเมตตา การให้อภัยของท่านจึงเป็นของปลอมถึงแม้ว่าบุคคลผู้ซึ่งไม่สมควรได้รับมันจะได้รับมันไป (การให้อภัยควรเป็นสิ่งที่มาจากความรักและความเมตตาจากใจอย่างแท้จริงแม้ว่าบุคคลนั้นควรคู่แก่การให้อภัยหรือไม่)
คำถามมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นๆควรค่าแก่การให้อภัยหรือไม่ แต่มันขึ้นอยู่กับว่าใจท่านพร้อมที่จะให้อภัยหรือไม่
ข้าพเจ้ายังจำผู้หญิงที่น่าทึ่งคนหนึ่งได้ ราบิย่า แอล อดาบิย่า เธอเป็นหนึ่งในชาวมุสลิมที่ปฏิบัติตามลัทธิลึกลับว่าด้วยเทพเจ้าของศาสนาอิสลาม สิ่งที่ข้าพเจ้าจำได้คือพฤติกรรมนอกกรอบของเธอ แต่ทั้งหมดในพฤติกรรมนอกกรอบของเธอคือการตื่นรู้อันยิ่งใหญ่ ครั้งหนึ่งเพื่อนในลัทธิเดียวกับเธอ ฮาซาน ได้มาอยู่กับเธอ เพราะว่าเขาจะมาอยู่กับเธอ เขาจึงไม่ได้นำคัมภีร์อัลกุรอานติดตัวมาด้วย ซึ่งเขาต้องใช้อ่านทุกวันตอนเช้า โดยเป็นส่วนหนึ่งในข้อปฏิบัติของเขา เขาคิดว่าเขาสามารถยืมคัมภีร์จากราบิย่าได้ จึงไม่นำของตนเองติดตัวมา
ในตอนเช้าเขาขอยืมจากราบิย่า เธอส่งของเธอให้เขา เขาไม่สามารถเชื่อตาตัวเองได้ เมื่อเขาเปิดคัมภีร์ขึ้น เขาเห็นสิ่งที่ชาวมุสลิมไม่สามารถเชื่อได้ ในหลายๆที่ ราบิย่า ได้แก้ไขมัน มันเป็นบาปที่ยิ่งใหญ่ที่ชาวมุสลิมต้องตระหนัก คัมภีร์อัลกุรอ่าน เป็นคำพูดของพระเจ้า ท่านสามารถไปเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ท่านสามารถคิดว่าท่านจะทำอะไรได้ดีไปกว่านี้ได้อย่างไร ไม่เพียงแต่เธอเปลี่ยนแปลงมัน เธอยังตัดคำพูดบางคำ บรรทัดบางบรรทัดทิ้ง
ฮาซานพูดกับราบิย่าว่า “ราบิย่า มีใครบางคนมาทำลายคัมภีร์ของเธอ” ราบิย่าตอบกลับไปว่า “อย่าโง่ไปหน่อยเลยน่า ไม่มีใครสามารถมาแตะคัมภีร์ฉันได้หรอก สิ่งที่คุณเห็นนั่นหน่ะ ฉันทำเอง” ฮาซานถามว่า “เธอทำอย่างนั้นได้ยังไง” เธอตอบว่า “ฉันต้องทำมัน ฉันไม่มีทางเลือก ดูตัวอย่างนี่สิ คัมภีร์บอกว่า เมื่อคุณเจอปิศาจ จงเกลียดมัน ตั้งแต่ที่ฉันตื่นรู้ ฉันไม่พบความเกลียดใดๆในตัวฉัน ถึงแม้ว่าปิศาจหรือความชั่วร้ายจะมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน ฉันก็แสดงต่อเขาได้เพียง ความรัก เพราะว่าฉันไม่มีความเกลียดใดๆหลงเหลืออยู่ มันไม่สำคัญว่าจะเป็นพระเจ้าหรือปิศาจมายืนตรงหน้าฉัน ทั้งสองจะได้รับสิ่งเดียวกันคือ ความรัก สิ่งที่ฉันมีทั้งหมดคือความรัก ความเกลียดชังได้หายไปแล้ว ในขณะที่ความเกลียดชังได้หายไปจากฉัน ฉันต้องเปลี่ยนแปลงคัมภีร์ของฉัน ถ้าคุณยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงมัน แสดงว่าคุณยังไม่ได้ไปถึงที่ที่มีเพียงแต่ความรักเท่านั้นที่ยังคงอยู่”
ข้าพเจ้าจะพูดกับท่านว่า ผู้ซึ่งไม่สมควรได้รับ ผู้ซึ่งไม่ควรค่าแก่การได้รับ จงอย่าได้สร้างความแตกต่างสำหรับผู้ที่เข้าถึงช่องว่างแห่งการให้อภัย เขาจะให้อภัยโดยไม่ขึ้นกับว่าคนผู้นั้นสมควรจะได้รับหรือไม่ เขาจะไม่ตระหนี่เพียงเพราะว่าเห็นว่าผู้นั้นสมควรได้รับ แล้วเขาจะพบการไม่ให้อภัยได้จากที่ใด ทัศนคติและมุมมองจะแตกต่างออกไป เมื่อไหร่ที่ท่านต้องตัดสินใจว่าคนผู้นั้นคู่ควรหรือไม่คู่ควร การตัดสินใจนั้นช่างน่าเกลียดและน่าละอาย
ข้าพเจ้ารู้จัก Rudolph Hess หนึ่งในอาชญากรที่ยิ่งใหญ่ และอาชญากรรมของเขาใหญ่กว่าเป็นหลายล้านเท่า เพราะว่าในการพิจารณาคดีที่เมืองนูเรมเบิร์กกับเพื่อนๆที่เหลืออยู่ของAdolf Hitlerผู้ซึ่งสังหารคนไปว่าแปดล้านคนในสงครามโลกครั้งที่สอง Rudolph Hessพูดกับศาลว่า “ผมไม่ได้สำนึกผิดใดๆในสิ่งที่ทำลงไป” นอกจากนั้น เขายังพูดด้วยว่า “ถ้าผมสามารถได้เริ่มต้นใหม่ ผมจะทำสิ่งเดิมอีกครั้ง” มันสามารถคิดได้ตามธรรมดาว่าบุคคลผู้นี้ไม่ควรค่าแก่การให้อภัย นั่นคือความเข้าใจทั่วๆไป ซึ่งทุกๆคนก็จะเห็นด้วยกับท่าน
แต่ข้าพเจ้าไม่สามารถเห็นด้วยกับท่าน มันไม่สำคัญว่า Rudolph Hess จะเคยทำอะไร เมื่อเขากำลังพูด แต่มันสำคัญที่ว่า ท่านสามารถแค่ไหนที่จะให้อภัยเขาได้ นั่นจะยกระดับจิตสำนึกของท่านไปสู่จุดสูงสุด ถ้าท่านไม่สามารถให้อภัย Rudolph Hess แสดงว่าท่านไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป ซึ่งทุกอย่างของการตัดสินใจจะขึ้นว่ากับว่า คู่ควร หรือไม่คู่ควร แต่โดยพื้นฐานแล้ว ท่านไม่สามารถให้อภัยเขาได้ เพราะการให้อภัยของท่านยังไม่ยิ่งใหญ่พอ
ข้าพเจ้าสามารถให้อภัยทั้งโลกได้ด้วยเหตุผลง่ายๆคือการให้อภัยของข้าพเจ้านั่นแน่นอน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตัดสินใจ ข้าพเจ้าจะเล่าเรื่องชาวทิเบตคนหนึ่งซึ่งจะทำให้ท่านได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น
มีอาจารย์เก่าแก่ที่ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่ง ได้รับการบูชาจากคนนับล้าน ได้ปฏิเสธที่จะรับใครเป็นศิษย์ ตลอดชีวิตของเขาได้ถูกขอร้องจากพระราชา คนร่ำรวย นักพรตที่ยิ่งใหญ่ นักบุญ เพื่อให้ได้เป็นศิษย์ของเขา แต่เขาก็ได้ปฏิเสธ เขามักจะพูดอยู่เสมอว่า “ฉันจะไม่รับศิษย์ใดๆ นอกเสียจากว่า จะพบผู้ที่เหมาะสม ผู้ที่คู่ควร”
เขามีเด็กชายคนหนึ่งผู้ซึ่งทำอาหารให้เขากิน ซักเสื้อผ้า และซื้อผักมาจากตลาดมาให้ เด็กชายคนนั้นค่อยๆแก่ลง แก่ลงอย่างช้าๆและตลอดชีวิตของเขาได้รับฟังเรื่องราวมากมายจากชายแก่ผู้ซึ่งอยู่มาเกือบร้อยปีและด้วยเหตุผลที่ว่ายังไม่มีใครคู่ควร เขาพูดว่า “ข้าจะตายโดยไม่รับใครเป็นศิษย์ ข้าจะไม่รับใครที่ไม่คู่ควร”
ผู้คนเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าและท้อแท้ใจ พวกเขารักชายแก่ ชายแก่ช่างเป็นผู้ที่ประเสริฐ แต่พวกเขาก็ไม่เข้าใจทัศนคติที่ดื้อรั้นอย่างมากของชายแก่ ช่างไม่มีความเมตตากรุณา
แต่แล้วเช้าวันหนึ่งชายแก่ปลุกสหายของเชา ผู้ซึ่งก็แก่แล้วเช่นเดียวกัน พร้อมกับพูดว่า “รีบวิ่งลงจากเนินไปที่ตลาดแล้วบอกทุกๆคนว่า ใครที่อยากเป็นศิษย์ของข้าจงรีบมาด่วน เพราะว่าข้ากำลังจะตายหลังจากพระอาทิตย์ตกเย็นนี้” เด็กรับใช้ถามว่า “แล้วเรื่องความคู่ควรล่ะ ข้าไม่รู้ว่าคนไหนคู่ควร และคนไหนไม่คู่ควร จะให้ข้าไปนำใครมา” ชายแก่ตอบไปว่า “เจ้าไม่ต้องกังวลใดๆเลย นั่นเป็นเพียงแค่เครื่องมือ เพราะว่าตัวข้าเองนั่นไม่คู่ควรที่จะรับใครเป็นศิษย์ แต่นั่นมันเป็นเพราะว่าความมีเกียรติของข้าจึงต้องพูดไปเช่นนั้น ดังนั้นข้าจึงเลือกที่จะพูดว่า ข้าจะไม่รับใครเป็นศิษย์ นอกเสียจากว่าข้าจะพบใครที่คู่ควรพอ ใครที่เหมาะสมพอ ความจริงก็คือ ข้าไม่คู่ควรที่จะเป็นอาจารย์ แต่ตอนนี้ข้าคู่ควรแล้ว แต่เวลามันสั้นมาก เพียงตอนเช้าวันนี้ จิตสำนึกของข้าได้ขึ้นถึงจุดสูงสุด ตอนนี้ข้าพร้อมแล้ว ตอนนี้มันไม่สำคัญแล้วว่าใครคู่ควรหรือไม่คู่ควร มันสำคัญที่ว่าตอนนี้ข้าคู่ควรแล้ว จงรีบไปแล้วเรียกใครก็ได้มา จงรีบไปแล้วทำให้ทั้งหมู่บ้านตระหนักว่านี้เป็นวันสุดท้ายของข้าแล้ว และใครที่อยากจะเป็นศิษย์ของข้า จงรีบมาทันที นำคนมาให้มากที่สุดเท่าที่เจ้าจะทำได้”
สหายของชายแก่รู้สึกงง แต่นี่ก็ไม่ใช่เวลามาถกเถียง เขาวิ่งลงเนินเขาไปที่หมู่บ้านและตะโกนทั่วหมู่บ้าน “ใครที่อยากเป็นศิษย์ ตอนนี้ท่านอาจารย์พร้อมแล้ว”
ผู้คนต่างไม่อยากเชื่อ ด้วยความไม่ได้กระตือรือร้น บางส่วนคิดว่า “อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ได้มีอันตรายอะไรที่จะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น” ชายแก่ได้ปฏิเสธเขามาทั้งชีวิต แต่ในวันสุดท้ายของชีวิตเขากลับเปลี่ยนใจ ชายที่ภรรยาได้เสียชีวิตไปแล้ว และรู้สึกโดดเดี่ยวคิดว่า “ก็ดีเหมือนกัน ถ้าเขาจะรับใครเป็นศิษย์ โดยไม่มีคำถามเรื่องการคู่ควร” ชายที่เพิ่งออกมาจากคุกเมื่อคืนคิดว่า “คงไม่มีใครจ้างข้าทำงาน เป็นโอกาสที่เหมือนกันที่จะได้เป็นนักบวช”
คนประหลาดหลากหลายแบบพากันไปที่ถ้ำของชายแก่ สหายของชายแก่รู้สึกอายที่พาคนแปลกๆพวกนี้ไป คนหนึ่งก็อาชญากร คนหนึ่งก็ภรรยาเพิ่งเสียชีวิต และเหตุผลที่พวกเขาไปคือ “ตอนนี้อย่างนี้ดีกว่า จะให้ไปทำอะไร” ใครบางคนเพิ่งไปปล้นธนาคาร และคิดที่จะฆ่าตัวตาย แต่ตอนนี้เขาคิดว่าสิ่งนี้ดีว่าไปฆ่าตัวตาย
คนที่มานั้นไม่ได้มีความกระตือรือร้นใดๆ พวกเขาไม่มีงาน พวกที่เล่นเพลง jazz คิดว่า “พวกเราสามารถเล่น jazzในวันพรุ่งนี้ได้ แต่วันนี้ไม่มีอันตรายใดๆ ให้พวกเราไปดูการรับศิษย์ครั้งนี้ อย่างไรก็ตามเย็นวันนี้ชายแก่ก็ต้องตาย ดังนั้นพวกเราก็มีอิสระที่จะยังคงเป็นศิษย์อยู่หรือไม่ก็ได้ พวกเรายังสามารถเล่นเพลงjazz ได้ในวันพรุ่งนี้ ไม่มีอันตรายใดๆ”
สหายของชายแก่รู้สึกอายยิ่งนัก “ข้าจะนำคนประหลาดๆพวกนี้ไปเสนอได้อย่างไร ในเมื่อชายแก่เคยปฏิเสธพระราชา นักบุญ นักปราชญ์ ผู้ซึ่งมีความตั้งใจจริงอย่างมากที่จะเป็นศิษย์ แต่ตอนนี้เขากำลังจะรับพวกโจรเป็นศิษย์” เขารู้สึกละอายใจยิ่งนัก แต่เขาก็เดินเข้าไปในถ้ำและถามว่า “จะให้เรียกคนพวกนั้นมาเลยมั้ย มากัน 11 คน”
ชายแก่ตอบไปว่า “เรียกพวกนั้นมาเร็วๆ เพราะตอนนี้มันบ่ายแล้ว เจ้าใช้เวลาตั้งมากแต่เจ้าพาคนมาได้แค่ 11 คนหรือ” สหายของเขาตอบไปว่า “จะให้ข้าทำยังไง วันนี้เป็นวันทำงาน ไม่ใช่วันหยุด ข้าสามารถพามาได้แค่นี้ ทั้งหมดนี้ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ถึงแม้ข้าจะไม่สามารถรับใครเป็นศิษย์ได้ มันไม่เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่คู่ควร พวกเขานั้นไร้ค่าโดยสิ้นเชิง แต่ท่านก็ยังยืนกรานให้ข้าหาคนมา ไม่มีใครทั้งนั้นที่ข้าหาได้”
ชายแก่พูดว่า “นั่นไม่มีปัญหาหรอก นำพวกเขาเข้ามา” ชายแก่รับพวกเขาไว้เป็นศิษย์ทั้งหมด เป็นที่ตกตะลึงแก่พวกเขาอย่างมาก พวกเขาถามไปว่า “นี่เป็นเรื่องที่แปลกมาก ตลอดชีวิตของท่าน ท่านยืนกรานที่จะรับผู้ที่คู่ควรเป็นศิษย์เท่านั้น เกิดอะไรขึ้นกับกฎเกณฑ์ของท่าน”
ชายแก่หัวเราะและพูดว่า “นั่นไม่ใช่กฎเกณฑ์อะไรหรอก นั่นมันเป็นเพียงการซ่อนความไร้ค่าของข้า ข้ายังไม่พร้อมที่จะเป็นอาจารย์ ข้าไม่สามารถหลอกลวงใครได้ ดังนั้น ข้าจึงสร้างเรื่องการตัดสินขึ้นมาเป็นเกราะกำบังว่าเจ้าจะได้เป็นศิษย์ ถ้าเจ้านั่นคู่ควร”
อย่างชัดเจน ไม่มีใครนั่นคู่ควร
ทุกคนต่างมีข้อบ่งพร่องของตนเอง มีความอ่อนแอ ทุกคนต่างเคยทำสิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะทำมาก่อน ทุกคนต่างหลงทาง ไม่มีใครสามารถพูดได้เต็มปากว่าตนเองนั่นบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง ทุกคนต่างมีมลทิน ดังนั้นเมื่อชายแก่บอกว่า “ไม่ต้องกลับมาหาข้านอกเสียจากว่าเจ้าจะคู่ควร” ไม่มีใครคัดค้านชายแก่ ท่านพูดถูก อย่างแรกพวกเขาต้องคู่ควรก่อน
ในวันสุดท้าย เขาพูดกับลูกศิษย์ทั้ง 11 คนว่า “ข้าอวยพรให้พวกเจ้าและรับเจ้าเป็นศิษย์ มันไม่สำคัญหรอกว่าพวกเจ้าจะคู่ควรหรือไม่ แต่มันเป็นครั้งแรกที่ข้าคู่ควร และเมื่อข้าคู่ควรจริงๆแล้ว สิ่งที่ข้าแสดงต่อพวกเจ้าจะเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ การคู่ควรที่จะเป็นอาจารย์ของข้าก็ทำให้เจ้าเป็นศิษย์ที่คู่ควรเช่นเดียวกัน ตอนนี้ข้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคู่ควรของพวกเจ้าแล้ว ความคู่ควรของข้านั่นเพียงพอแล้ว”
“ตอนนี้ข้าเป็นเหมือนเมฆฝน ที่จะทำให้ฝนตกได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา บนถนน ที่บ้าน ที่ฟาร์ม ที่สวน ข้าจะทำให้ฝนตกทุกๆที่ เพราะว่าตอนนี้ข้าเต็มไปด้วยเม็ดฝน มันไม่สำคัญว่าสวนพวกนั้นจะคู่ควรหรือไม่ ข้าไม่ได้สร้างความแตกต่างระหว่างสวนหรือโขดหิน ข้าจะทำให้ฝนตกอย่างล้นเหลือ”
ถ้าการไตร่ตรองของท่านนำท่านเข้าสู่สภาวะเมฆฝน ท่านจะให้อภัยต่อทุกสิ่งอย่างล้นเหลือ ด้วยความรัก ด้วยความเมตตากรุณา
ในความเป็นจริงแล้วข้าพเจ้าต้องการจะพูดให้คนที่ไม่คู่ควรนั่นคู่ควรกว่าคนที่คู่ควร บุคคลผู้ไม่คู่ควรนั่น คู่ควรยิ่งกว่า เพราะพวกเขานั้นขาดแคลน น่าสงสาร จงอย่าโหดร้ายกับพวกเขาเลย ชีวิตของพวกเขาก็โหดร้ายกับเขาพออยู่แล้ว พวกเขานั่นหลงเดินทางผิด พวกเขานั่นทุกข์ทรมานจากการที่เขาทำสิ่งที่ผิด แล้วตอนนี้พวกท่านยังจะโหดร้ายกับเขาอีกหรือ พวกเขาต้องการความรักมากกว่าพวกที่คู่ควรซะอีก พวกเขาต้องการการอภัยมากกว่าพวกที่คู่ควร
คำถามของพวกท่านได้ถูกยกขึ้นตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า พระองค์ได้รับพราหมณ์ผู้หนึ่งที่เป็นฆาตกร ผู้ซึ่งไม่ใช่ฆาตกรธรรมดาเป็นศิษย์ Rudolf Hess ไม่มีอะไรเทียบได้กับเขาเลย เขามีนามว่า องคุลีมาร ซึ่งแปลว่า ผู้ซึ่งมีมาลัยคล้องคอที่ทำด้วยนิ้วมือคน
เขาได้สาบานว่าเขาจะฆ่าคนหนึ่งพันคน ซึ่งในแต่ละคนที่เขาฆ่า เขาจะตัดนิ้วมือหนึ่งนิ้ว เพื่อเป็นการจำได้ว่าเขาได้ฆ่าไปกี่คนแล้ว และเขาได้นำนิ้วมือเหล่านั้นมาร้อยเป็นพวงมาลัยคล้องไว้ที่คอ
ในพวงมาลัยของเขามีนิ้วอยู่999นิ้ว ขาดอีกเพียงนิ้วเดียวเท่านั้น และหนึ่งนิ้วที่ขาดนั้น ก็เนื่องจากถนนที่ผ่านที่ที่เขาอาศัยอยู่นั้นถูกปิด ไม่มีใครผ่านทางนั้น แต่พระพุทธเจ้าผ่านทางนั้น พระราชาได้สั่งให้ทหารมายืนคุมทางไว้เพื่อป้องกันประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนแปลกหน้าที่ไม่รู้ว่ามีฆาตกรโหดเหี้ยมอยู่ในป่านั้น
พวกทหารบอกพระพุทธเจ้าว่า “นั่นไม่ใช่ทางที่ท่านจะใช้ได้ ท่านต้องเลี่ยงไปใช้ทางอื่นที่อ้อมกว่านี้เพียงเล็กน้อย แต่การเดินอ้อมยังดีว่าที่ท่านจะเดินไปสู่ประตูแห่งความตาย นี่คือที่ที่องคุลีมารอยู่ แม้แต่พระราชายังไม่กล้าผ่านทางนี้ ผู้ชายคนนั้นเป็นบ้า
ครั้งหนึ่งแม่ของเขาเคยเข้าไปหาเขา นางเป็นคนเดียวที่เคยเข้าไป แต่แล้วนางก็หยุด ครั้งสุดท้ายที่นางเข้าไปหา เขาบอกว่านางว่า “เหลืออีกเพียงนิ้วเดียว แต่เพราะว่าท่านนั้นเป็นแม่ข้า ข้าจึงอยากจะเตือนท่านว่าถ้าครั้งหน้าท่านยังมาอีก ท่านจะไม่ได้กลับออกไป แต่ครั้งนี้ข้าไม่ฆ่าท่านเพราะยังมีคนอื่นๆที่ข้าสามารถหาได้ แต่ว่าตอนนี้ไม่มีใครผ่านมาทางนี้นอกจากท่าน ดังนั้นข้าอยากจะให้ท่านรู้ว่า ถ้าครั้งหน้าท่านมาอีก นั่นจะเป็นความรับผิดชอบของท่านไม่ใช่ของข้า อย่าหาว่าข้าไม่เตือน” หลังจากนั้นนางก็ไม่เคยเข้าไปอีกเลย”
ทหารบอกกับพระพุทธเจ้าว่า “ท่านไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสี่ยง” พวกท่านรู้มั้ยพระพุทธเจ้าทรงตอบทหารไปว่าอย่างไร พระองค์ตรัสไปว่า “ถ้าเราไม่เข้าไปแล้ว ใครจะเข้าไป มีสองสิ่งเท่านั้นที่เป็นไปได้ คือหนึ่ง เราสามารถเปลี่ยนเขาได้ ซึ่งเราไม่สามารถพลาดโอกาสนี้ หรือ สองเราอาจมอบนิ้วสุดท้ายให้แก่ชายผู้นั้น ซึ่งทำให้เขานั่นสมความปรารถนา อย่างไรก็ตาม สักวันหนึ่งเราก็ต้องตาย การมอบหัวของเราให้แก่องคุลีมารก็ถือว่ามีประโยชน์เพราะมิฉะนั้นวันใดวันหนึ่งที่เราตาย พวกท่านอาจนำเราไปเผาไฟ เราคิดว่ามันยังดีกว่าที่จะทำให้ใครบางคนนั้นสมปรารถนาและจิตใจของเขาเป็นสุข ไม่เขานั่นฆ่าเรา ก็เป็นเราจะฆ่าเขา การเผชิญหน้านี้ต้องเกิดขึ้น ท่านจงนำทางเราไปเถิด”
ผู้คนที่ติดตามพระพุทธเจ้า ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดพระพุทธเจ้าตอนนี้กลับเดินช้าลง ตอนนี้ระยะห่างจากพระพุทธเจ้าและศิษย์ของพระองค์นั้นเป็นไมล์ๆ พวกเขาอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่อยากจะเข้าไปใกล้มากนัก
องคุลีมารกำลังนั่งอยู่ที่โขดหินและมองไปรอบๆ เขาไม่สามารถเชื่อตาตัวเองได้ ชายซึ่งงดงามมากๆได้ตรงมาที่เขา ชายคนนี้เป็นใครกัน องคุลีมารไม่เคยได้ยินเรื่องพระพุทธเจ้ามาก่อน แต่จิตใจที่แข็งกระด้างของเขาได้เริ่มอ่อนโยนลงต่อผู้ชายคนนี้ ในขณะนั้นเป็นยามเช้า ลมโชยเอื่อยๆ พระอาทิตย์กำลังขึ้น หมู่นกกำลังขับขาน ดอกไม้เริ่มบาน พระพุทธเจ้าตรงใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เข้ามาเรื่อยๆ
สุดท้ายองคุลีมารพร้อมด้วยดาบในมือตะโกนไปว่า “จงหยุด” พระพุทธเจ้าถอยไปประมาณสองสามก้าว องคุลีมารพูดว่า “ถ้าท่านเดินอีกเพียงก้าวเดียว นั่นจะไม่ใช่ความรับผิดชอบของข้าแล้ว บางทีท่านอาจจะไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร”
พระพุทธเจ้าทรงถามกับไปว่า “ท่านรู้หรือว่าท่านเป็นใคร”
องคุลีมารตอบกลับไปว่า “นั่นไม่ใช่ประเด็น นี่ไม่ใช่สถานที่หรือเวลาที่จะมาถกเถียงกันเรื่องนี้ ชีวิตท่านกำลังอยู่ในอันตราย”
พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เราว่า หรือไม่ชีวิตท่านก็อยู่ในอันตราย”
องคุลีมารตอบกลับไปว่า “ข้าเคยคิดว่าข้านั่นบ้า แต่ท่านนั่นบ้ายิ่งกว่า และท่านยังคงเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ คนอื่นจะมาหาว่าข้าฆ่าชายผู้ไร้เดียงสา ท่านช่างดูไร้เดียงสาและงดงามยิ่งนัก ดังนั้นข้าจึงอยากให้ท่านกลับไป ข้าจะหาคนอื่นแทน ข้ายังรอได้ ไม่รีบร้อน ถ้าสามารถจัดการกับ 999คนได้ จะมีปัญหาอะไรกับเพียงหนึ่งคน แต่อย่าบังคับให้ข้าต้องฆ่าท่าน ”
พระพุทธเจ้าตรัสกลับไปว่า “ท่านนั้นตาบอดโดยสิ้นเชิง ท่านมองไม่เห็นสิ่งที่ง่ายๆ เราไม่ได้กำลังเคลื่อนที่ไปหาท่าน แต่ท่านต่างหากที่เคลื่อนที่มาหาเรา”
องคุลีมารตอบกลับไปว่า “นั่นมันเรื่องที่บ้าที่สุด ใครๆมาดูก็รู้ว่าท่านกำลังเคลื่อนที่มาหาข้า แต่ข้ายืนอยู่เฉยๆบนโขดหิน ไม่ได้ขยับแม้แต่นิ้วเดียว”
พระพุทธเจ้าตรัสว่า“นั่นมันไม่จริง ความจริงคือตั้งแต่วันที่เราได้ตรัสรู้ เราไม่ได้เคลื่อนไหวไปไหนแม้แต่นิ้วเดียว เราอยู่ตรงกลาง ตรงกลาง ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ใจของท่านนั้นกำลังวิ่ง วิ่งวนอยู่รอบๆในวงกลม และท่านมาบอกให้เราหยุด เราหยุดมานานแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด”
องคุลีมารตอบกลับไปว่า “มันดูเหมือนว่าท่านเป็นเอามาก ท่านรักษาไม่หายแล้ว ท่านนั้นสมควรตายแล้ว ข้ารู้สึกเสียใจด้วยแต่จะให้ข้าทำยังไง ข้าไม่เคยเห็นคนบ้าอย่างท่านมาก่อน”
พระพุทธเจ้าเคลื่อนเข้ามาใกล้มากๆ และมือองคุลีมารกำลังสั่น ชายผู้นั่นช่างงดงาม ช่างไร้เดียงสา เหมือนกับเด็ก เขาได้ตกหลุมรักชายผู้นี้ไปเรียบร้อยแล้ว เขาเคยฆ่าคนมามากต่อมาก แต่เขาไม่เคยรู้สึกอ่อนแอเช่นนี้มาก่อน เขาไม่เคยรู้จักว่าความรักคืออะไร แต่ตอนนี้เขาเต็มไปด้วยความรัก ดังนั้นจึงมีความขัดแย้งเกิดขึ้น คือ มือกำลังกำมีดเพื่อจะฆ่าชายคนนี้ แต่หัวใจของเขากลับพูดว่า “จงเก็บดาบเข้าปลอกซะ”
พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เราพร้อมแล้ว แต่ทำไมมือท่านจึงสั่น ท่านนั่นเป็นเหมือนนักรบผู้ยิ่งใหญ่ แม้แต่พระราชายังกลัวท่าน แต่เราเป็นเพียงขอทาน ยกเว้นแต่ชามขอทานแล้ว เราไม่มีสิ่งใดเลย ท่านสามารถฆ่าเราได้ และเราจะรู้สึกว่าเป็นการเสียสละครั้งยิ่งใหญ่ที่การตายของเราทำให้ใครบางคนนั้นสมความปรารถนา ชีวิตของเรานั่นมีประโยชน์ การตายของเราก็มีประโยชน์เช่นกัน แต่ก่อนที่ท่านจะตัดหัวเรา เรามีความปรารถนาเพียงเล็กน้อย แต่เราก็คิดว่าท่านจะให้เราได้ก่อนที่เราจะตาย”
ก่อนตายแม้แต่ข้าศึกที่โหดเหี้ยมยังสามารถขอความปรารถนาได้
องคุลีมารจึงตอบกลับไปว่า “ท่านต้องการสิ่งใด”
พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เราอยากให้ท่านตัดกิ่งไม้จากต้นไม้มาให้เรา เลือกกิ่งที่เต็มไปด้วยดอกไม้ เราจะไม่ได้เห็นดอกไม้เหล่านี้อีก เราอยากเห็นมันใกล้ๆ สัมผัสถึงกลิ่นหอมและความงดงามในยามเช้า”
องคุลีมารจึงตัดกิ่งไม้ที่เต็มไปด้วยดอกไม้มาทั้งกิ่งหนึ่งกิ่ง และก่อนที่จะยื่นให้พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า “นั่นเป็นความปรารถนาของเราเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งคือ ช่วยนำกิ่งไม้กิ่งนี้กลับไปที่ต้นไม้”
องคุลีมารตอบกลับไปว่า “ข้าคิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าท่านต้องบ้า และนี่ก็เป็นความปรารถนาที่บ้าที่สุด ข้าจะนำกิ่งไม้กลับไปได้ยังไง”
พระพุทธตรัสว่า “ถ้าท่านไม่สามารถสร้าง ท่านก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำลาย ถ้าท่านไม่สามารถให้ชีวิต ท่านก็ไม่มีสิทธ์ที่จะมอบความตายแก่สิ่งใด”
ในขณะที่ความเงียบเข้าครองงำ ในขณะของการเปลี่ยนแปลง ดาบขององคุลีมารตกลงจากมือ และร่างเขาล้มลงที่เท้าพระพุทธเจ้าและพูดว่า “ข้าไม่รู้ว่าท่านคือใคร แต่ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร ช่วยพาข้าไปยังที่ที่ท่านไปถึง โปรดรับข้าไว้เป็นศิษย์ด้วย”
ในขณะนั้น ผู้ติดตามของพระพุทธเจ้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ มองเห็นพระพุทธเจ้ายืนอยู่ตรงหน้าองคุลีมาร ซึ่งไม่มีปัญหาใดๆแล้ว ไม่มีความกลัว ถึงแม้ว่าเขาจะต้องการนิ้วเพียงนิ้วเดียว พวกเขายืนอยู่รอบๆ แต่เมื่อองคุลีมารล้มลงตรงเท้าพระพุทธเจ้า พวกเขาจึงเข้ามาทันที ใครบางคนพูดขึ้นว่า “อย่ารับเขาไว้เป็นศิษย์ เขาเป็นฆาตกร และเขาก็ไม่ใช่ฆาตกรธรรมดาด้วย เขาฆ่าคนไปแล้ว999 คน ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ ล้วนเป็นคนแปลกหน้า แต่พวกเขาก็ไม่เคยทำผิดอะไรต่อองคุลีมาร เขาไม่เคยพบเจอคนพวกนั้นมาก่อนด้วยซ้ำ”
พระพุทธเจ้าตรัสอีกครั้ง “ถ้าเราไม่รับเขาไว้ แล้วใครจะรับเขา เรารักชายผู้นี้ เรารักความกล้าหาญของเขา และเรามองเห็นความเป็นไปได้ที่ยิ่งใหญ่ในตัวเขา ชายเพียงคนเดียว ยืนหยัดต่อสู้กับโลกทั้งโลก เราต้องการคนประเภทนี้ ที่จะสามารถยืนหยัดบนโลกนี้ได้ มาถึงขณะนี้เขาสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยดาบของเขา ต่อไปเขาจะยืนหยัดอยู่บนโลกนี้ด้วยจิตสำนึกของเขาซึ่งแหลมคมยิ่งกว่าดาบใดๆ เราบอกพวกท่านไปแล้วว่าการฆาตกรรมกำลังจะเกิดขึ้น แต่มันยังไม่แน่นอนว่าใครจะถูกฆ่า ไม่เราถูกฆ่า ก็องคุลีมาร และพวกท่านก็ได้เห็นแล้วว่าองคุลีมารถูกฆ่าไปแล้ว และจะให้เราไปตัดสินใคร”
พระองค์ทรงรับองคุลีมารไว้เป็นศิษย์
คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าคนผู้นั้นคู่ควรหรือไม่ แต่มันอยู่ที่ว่าท่านนั่นมีสติ มีจิตสำนึก และเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก และแล้วการให้อภัยก็จะเกิดขึ้นได้เอง มันไม่เกี่ยวกับเรื่องการคิดคำนวณ ไม่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์
ชีวิตคือความรัก การใช้ชีวิตด้วยความรักนั่นเป็นชีวิตที่ประเสริฐ เป็นเพียงชีวิตเดียวที่มีคุณค่า มีความสง่างามและความรุ่งโรจน์
Osho: The Great Pilgrimage: From Here to Here, chapter 24


โดย : ปิศาจองุ่นม่วง
เมื่อเวลา : เสาร์ ที่ 20 พ.ค. ปี 2006 [ 16 : 41 ]

...ความตาย..แม้ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว..
...แต่สิ่งที่น่ากลัว..คือ.การที่บังอาจตัดสิน.การคงอยู่.หรือไม่คงอยู่.แห่งผู้คน.อื่น.ผู้คนใด
...การที่บังอาจลงความเห็น.ในชะตาชีวิตของ..สรรพชีวิตใด.ใด
...ว่าใครเหมาะสม..หรือไม่เหมาะสม..เอาอะไรมาอ้าง..เอาอะไรมาวัด..
...การบั่นทอน.ชีวิต.ใดก็ตาม.ถือว่า..เป็นการยืดเวลา.ยึดหนทาง..การกลับไปสู่ความ.ใส.รอบ.แห่งตัวตน.โดยแท้...


โดย : ถั่วทอด
เมื่อเวลา : เสาร์ ที่ 20 พ.ค. ปี 2006 [ 19 : 18 ]


...
กินใจมากเลยค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ..ท่านปีศาจองุ่นม่วง
ที่นำมาให้อ่านกัน
ทำให้ได้เข้าใจ..ว่าความรักที่แท้เป็นเช่นไร
รวมทั้งลดอัตตาของตนลง..มองโลกในแง่ดีกว่าเดิม
ด้วยการให้อภัย....ทั้งตัวเองและผู้อื่น......
...



โดย : felix11
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 22 พ.ค. ปี 2006 [ 8 : 28 ]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com