Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ชุมนุมจอมยุทธ

แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (3)
(ที่หลงเหลือจากเศษซากเว็บบอร์ดล่ม)

หัวข้อ :

ประวัติจอมยุทธ์ฮั่วหยวนเจี่ย

(ตอนที่1 วัยเยาว์


พอดีช่วงนี้มีภาพยนต์เรื่อง Fearless เข้ามาฉายในบ้านเรา ซึ่งเป็นเรื่องราวของ
ฮั่วหยวนเจี่ย ผู้เป็นวีรบุรุษของชาวจีน ในยุคปลายราชวงศ์ชิงต่อต้นยุคกั๋วมินตั๋ง
ประจวบกับที่ผมมีเรื่องของฮั่วหยวนเจี่ยที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร "จินกู่ฉวนฉี"
ของปักกิ่ง ฉบับที่ 161 เดือนธันวาคม ค.ศ. 2003 เขียนโดยเซียวเลี่ยง จึงอยากแปลมาให้พวกเราได้อ่านกันเล่นๆ เนื้อเรื่อง
ไม่ตรงกับเรื่องราวในภาพยนต์เท่าไร มีบุคคลที่มีอยู่ตรงกัน เช่น หนงจิ้งซุน ซึ่ง
ในภาพยนต์เป็นเพื่อนกับฮั่วหยวนเจี่ยมาตั้งแต่เด็ก และเป็นเจ้าของภัตตาคาร
เมื่อเจริญวัย แต่เรื่องในหนังสือนี้ (ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับเรื่องจริง) หนงจิ้งซุน
เป็นคนที่ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในด้านต่างๆ ให้แก่ฮั่วหยวนเจี่ย และ
เป็นเจ้าของร้านขายยาแทนที่จะเป็นเจ้าของภัตตาคารดังเช่นในภาพยนต์ ขอ
เชิญอ่านเรื่องราวของฮั่วหยวนเจี่ยกันได้ครับหลังฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1890 หลังการเก็บเกี่ยวธัญพืชในที่นาจบแล้วก็เป็นช่วง
ฤดูหยุดพักของเกษตรกร ตระกูลฮั่วแห่งหมู่บ้านเสี่ยวหนันเหอ อำเภอจิ้งไห่
เมืองเทียนจิน ก็ว่างจากภาระการงานแล้ว ทางด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน
เสี่ยวหนันเหอมีดงต้นจ้อ (พุทราจีน) อยู่แถบหนึ่ง ผู้สืบทอด "หมีจงเฉวียน"
รุ่นที่หก ฮั่วเอินตี้กำลังนำให้ลูกหลานฝึกวิทยายุทธ์ ในพื้นที่ว่างกลางดงต้น
จ้อนี่เอง

ฮั่วเอินตี้คนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป แต่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ที่ไม่เพียงแต่
โด่งดังในหมู่บ้านเสี่ยวหนันเหอเท่านั้น แต่ยังเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งอำเภอจิ้งไห่
เขารวมเอาวิชามวยสายต่างๆ เข้ามาเป็นหนึ่งเดียว สร้างออกมาเป็นมวยสกุล
ฮั่วที่มีเอกลักษณ์ มีท่วงทำนองของตนเอง วิชามวยชนิดนี้ มีความแกร่งอยู่
ในความหยุ่น ก้าวเท้าเหมือนแมว รวดเร็วราวสายฟ้า ยามต่อสู้ คู่ต่อสู้มักจะ
ถูกตีล้มลงไปโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าเป็นกระบวนท่าใด ดังนั้นในแวดวงชาวยุทธ์
เรียกขานมวยตระกูลฮั่วว่า "ศาสตร์หมีจง" (คำว่าหมีจงหมายถึงหลงร่องรอย
หรือไม่รู้ร่องรอย)

ฮั่วเอินตี้มีฝีมืออันเยี่ยมยุทธ์ สิบกว่าปีที่ผ่านมา เดินทางไปมาอยู่ทางแถบ
กวานตง ประกอบอาชีพเป็นเปาเปียว (รับจ้างคุ้มกันสินค้า) ถึงแม้ว่าการเป็น
เปาเปียวที่ผ่านมาไม่เคยพลาดพลั้ง แต่เมื่อมีเปาเปียว ก็ต้องมีโจรปล้นสินค้า
การสร้างความแค้นกับผู้ที่มีอิทธิพลและมีกำลัง อาจสร้างความยุ่งยากให้ใน
ภายหลังได้ ดังนั้นหลังอายุ 40 กว่าปี ฮั่วเอินตี้จึงเลิกทำอาชีพเป็นเปาเปียว
อีกต่อไป กลับบ้านเกิดทำไร่ ยามว่างจากการทำไร่ ก็สอนให้เหล่าลูกหลาน
ฝึกฝนวิทยายุทธ์ ท่องอ่านตำรา

ดงต้นจ้อทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ความจริงคือพื้นที่ที่ใช้เป็นสุสาน โดย
ปกติ ไม่มีผู้คนย่างกรายไปถึง วิชาฝีมือของสกุลฮั่วไม่แสดงให้คนภายนอก
เห็น นี่เป็นเหตุผลที่เลือกเอาพื้นที่นี้มาฝึกสอนมวย

ที่พื้นที่ว่างฝังเสาดอกเหมยไว้ 36 ต้น เรียกว่าเทียนกังเหมวยฮวาจวน เสาห้า
ต้นรวมเป็นหนึ่งกลุ่ม ประกอบกันเป็นรูปดอกเหมย เสาต้นหนึ่งยาว 7 ฟุต ฝัง
ดินลึกลงไป 3 ฟุต หัวเสาเรียบ เสาแต่ละต้นห่างกัน 2 ฟุต การฝึกฝนเสาดอก
เหมย ต้องมีพื้นฐานในวิชายุทธ์ในระดับสูง ไม่มีฝีมือที่แท้จริง คิดจะไปร่ายรำ
มวยบนเสาดอกเหมย ย่อมเป็นไปไม่ได้

ฮั่วเอินตี้ มีลูกหลานอยู่ 10 คน ผู้คนในยุคนั้นเรียกขานพวกเขาว่า "สิบพี่น้อง
ตระกูลฮั่ว" นับตามลำดับอายุ เริ่มที่ หยวนเจิน, หยวนซ่าน, หยวนต้ง,
หยวนเจี่ย, หยวนเหอ, หยวนชิง, หยวนเหลียง, หยวนเสียง, หยวนจง และ
หยวนฉิน อันที่จริงฮั่วเอินตี้มีบุตรเพียง 3 คนเท่านนั้น คือ เหล่าต้า (คนโต)
หยวนต้ง, เหล่าเอ้อ (คนที่สอง) หยวนเจี่ย และเหล่าซาน (คนที่สาม)
หยวนชิง นอกนั้นอีก 7 คนล้วนเป็นบุตรของพี่น้องในตระกูลฮั่ว หากนับรวม
ลูกพี่ลูกน้องในตระกูลทั้งหมด หยวนเจี่ยจัดอยู่ในอันดับที่สี่

ในพี่น้องทั้งสิบคน หยวนชิงและหยวนเจินมีฝีมือดีที่สุด โดยเฉพาะหยวนชิง
ฉลาดหลักแหลมมีพรสวรรค์ เก่งในการแต่โคลงกลอน จนฮั่วเอินตี้ให้ความ
รักต่อบุตรคนนี้อย่างมาก

ช่วงอายุก่อนวัย 21 ปี ฮั่วหยวนเจี่ยถูกผู้คนดูแคลนอย่างยิ่ง ฮั่วหยวนเจี่ยมีชื่อ
รองว่า จวิ้นชิง เกิดในปี ค.ศ. 1869 มีสุขภาพร่างกายที่อ่อนแอมาตั้งแต่ยัง
เยาว์วัย ขนาดอายุได้ 13-14 ปีแล้ว ยังดูแล้วคล้ายกับเด็กในวัย 7-8 ปี ฮั่ว
หยวนเจี่ยมักจะถูกเด็กเกเรในหมู่บ้านแกล้ง และข่มเหงอยู่เป็นประจำ แม้แต่
เด็กที่เล็กกว่าเขายังตีเขาให้ล้มคว่ำคะมำหงายอยู่กับพื้น มีคนในหมู่บ้าน
แต่งเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่ง มีคำร้องว่า "ตระกูลฮั่วมีเก้าเสือแพะหนึ่งตัว ลูกแพะ
ไม่ได้รับอนุญาตให้ฝึกยุทธ์ เขาถอนหายใจยาวขณะที่พี่น้องฝึกวิชา ผ่าฟืน
หาบน้ำยุ่งอยู่คนเดียว..." แพะตัวที่ว่านั้นคือฮั่วหยวนเจี่ยนั่นเอง

ทุกครั้งที่ถูกดูแคลนเหยียดหยาม ฮั่วหยวนเจี่ยก็จะกลับบ้านไปขอร้องให้พ่อ
สอนวิทยายุทธ์ให้แก่เขา แต่ฮั่วเอินตี้มองว่าบุตรที่ไร้ความสามารถและอ่อน
แอเยี่ยงนี้ เกรงว่าเมื่อฝึกยุทธ์ไปจะทำให้เป็นที่เสื่อมเสียชื่อเสียงแก่ตระกูล
ฮั่ว ซึ่งเป็นตระกูลชาวยุทธ์มาหลายชั่วคน ดังนั้นจึงไม่ยอมสอนวิทยายุทธ์ให้
ออกคำสั่งอย่างเฉียบขาดให้เขาปิดประตูห้องท่องอ่านตำรา คนในหมู่บ้านล้วน
ทราบว่าฮั่วเอินตี้พาลูกหลานทั้ง 9 คนออกไปฝึกยุทธ์ เหลือเพียงฮั่วหยวนเจี่ย
คนเดียวที่อยู่บ้านท่องอ่านตำรา

แต่ว่าไม่มีใครรู้ว่าฮั่วหยวนเจี่ยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปทำเรื่องราวใด เรื่องนี้เป็น
ความลับ จวบจนกระทั่งฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1890 ความลับนี้จึงถูกเปิดเผย
ออกมา
ฤดูใบไม้ผลิในปีนี้ ขณะที่เหล่าลูกหลานกำลังฝึกฝนเสาดอกเหมยอยู่ สิ่งที่
ฮั่วเอินตี้เป็นกังวลมาตลอดในที่สุดก็เกิดขึ้นแล้ว คู่แค้นที่มีความแค้นผูกพัน
กันในสมัยก่อนทางแถบกวานตง ได้เสาะหาจนมาถึงบ้านแล้ว เหลียวหน้า
มองไป ผู้ที่มาทวงความแค้นได้มายืนอยู่ข้างหน้า เป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ที่
ไม่รู้จักคุ้นเคยกันมาก่อน ฮั่วเอินตี้มองดูท่าทางของผู้มาเยือน ทราบได้ทัน
ทีว่า คนผู้นี้มีฝีมือที่มิใช่ธรรมดาสามัญ แต่ว่า คิดอย่างไรเขาก็คิดไม่ออกว่า
เขาได้สร้างความแค้นไว้กับชายผู้นี้อย่างไร

ชายร่างใหญ่เอานิ้วชี้ที่แผลเป็นจากรอยดาบบนหน้าผาก ใช้สายตาที่ดุร้าย
หมายขวัญ จ้องมองมายังฝ่ายตรงข้าม ฮั่วเอินตี้คิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เมื่อ
ปีนั้นได้เกิดเรื่องกับชายคนนี้ ได้ต่อสู้กันจนชายคนนี้ได้รับบาดเจ็บจากคม
ดาบ เหตุการณ์เกิดขึ้นที่แถบกวานตง ภาพเหตุการณ์ผ่านเข้ามาในสมอง
อย่างรวดเร็ว แต่ฮั่วเอินตี้คาดหวังที่จะเปลี่ยนจากการรู้รบมาเป็นมิตรไมตรี
ปรารถนาใช้สุราจืดชืดมาสลายความแค้นแต่หนหลัง

แต่ชายร่างใหญ่นั้นมีความตั้งใจแต่แรกว่า หากทำการไม่สำเร็จจะไม่เลิกรา
เห็นฮั่วเอินตี้พยายามขอร้องอยู่ถ่ายเดียวว่า เนื่องจากเขามีอายุมากแล้ว ร่าง
กายอ่อนแอ รู้สึกเกรงกลัวเขา ชายผู้นั้นรู้สึกโกรธอย่างมาก ร้องว่า "แล้วกัน
ไปเถิด ในเมื่อท่านไม่ยอมใช้ดาบ อย่างนั้นพวกเราใช้วิชาหมัดมวยมาต่อสู้
กัน" พูดจบก็ชักดาบหัวปีศาจเหวี่ยงทิ้งลงบนพื้น ขณะเดียวกันก็ใช้หมัดขวา
ต่อยไปที่ใบหน้าของฮั่วเอินตี้อย่างรวดเร็ว

"ข้ามาแล้ว!" ผู้ที่เข้ามารับกระบวนท่าคือเหล่าต้า (คนที่หนึ่ง) ฮั่วหยวนเจิน

ฮั่วเอินตี้รู้ว่าการศึกครั้งนี้ยากจะหลีกเลี่ยง จึงอนุญาตให้เหล่าลูกหลานเข้า
รับหน้า ทั้งสองคนต่อสู้กันไม่เกิน 3-4 รอบ ฝีเท้าของฮั่วหยวนเจินเริ่มซวน
เซ สุดท้ายถูกฝ่ายตรงข้ามทุ่มล้มห่างออกไปห้าฟุต หยวนชิงเห็นพี่ใหญ่ถูก
ตีล้มลง ฝ่ายตรงข้ามต้องใช้กระบวนท่าที่อำมหิตออกไป จึงกระโดดออกไป
สกัดกั้น หยวนชิงมีฝีมือดีที่สุด ได้รับเคล็ดวิชาที่ลึกล้ำของวิชาหมีจง แต่ก็
ยังไม่ใช่คู่มือ สิบกระบวนท่าผ่านไป หยวนชิงหอบหายใจ เหงื่อไหลท่วม
ร่างกาย เหลือเพียงพลังที่ใช้รับกระบวนท่า แต่ไม่มีกำลังใช้โต้ตอบกลับคืน
ไป หากยังสู้ต่อไป ต้องแพ้หมดรูปอย่างแน่นอน

ฮั่วเอินตี้เห็นดังนั้นก็รู้ถ่องแท้ว่า การศึกในวันนี้โชคร้ายมากกว่าโชคดี เมื่อถึง
รอบตนเองเข้าต่อสู้ ใครแพ้ใครชนะยังยากที่จะคาดเดา ฮั่วเอินตี้คิดไม่ถึงว่า
วิชาหมีจงของตระกูลฮั่ว ต้องมาจบสิ้นพังพินาศในสมัยของตน คิดได้เช่นนั้น
ในใจรู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่ง

ท่ากวาดเท้าของฝ่ายตรงข้าม มีกำลังนับพันชั่ง ฮั่วหยวนชิงรู้สึกขาซ้ายอ่อน
แรงลงไป สูญเสียการทรงตัว ร่างกายก็บินออกไปวาเศษ ล้มลงอยู่ใต้เสา
ดอกเหมยนั้นเอง

เมื่อถึงเวลานี้ ฮั่วเอินตี้ไม่คำนึงถึงผลที่ตามมาอีกแล้ว ได้เพียงแต่ทุ่มเดิมพัน
จนหมดตัว เขาตั้งสติโคจรพลัง เพื่อเตรียมเข้าต่อสู้ ก็ได้ยินเสียงคนร่ำร้องว่า
"เชือดไก่ ใยต้องใช้มีดฆ่าโค ดูผู้บุตรเถอะ" และเห็นฮั่วหยวนเจี่ย ซึ่งสวม
ชุดยาว เหินบินออกมารจากดงจ้อ ลงบนพื้นว่าง เข้าพันตูกับชายร่างใหญ่ที่ยิ่ง
ต่อสู้ยิ่งอาจหาญ

ฮั่วเอินตี้รู้สึกว่าหัวใจตกวูบลงไป ลูกหลานของตระกูลฮั่วที่มีฝีมือดีที่สุดอย่าง
หยวนชิงและหยวนเจิน ยังพ่ายแพ้อย่างหมดรูป นับประสาอะไรกับฮั่วหยวน
เจี่ยที่ไม่มีวิทยายุทธ์ หากเข้าต่อสู้เช่นนี้ ไยมิใช่ตายเปล่า

แต่กลับกลายว่า การต่อสู้ผ่านไปห้ารอบ ฮั่วหยวนเจี่ยยังรับมือได้อย่างปลอด
โปร่ง เห็นเขาออกมืออย่างคล่องแคล่วว่องไว รุกรับอย่างรัดกุม ยามหลบหลีก
หมุนตัวก็ไม่ลนลาน ทุกๆ ท่าล้วนเป็นแก่นแท้ของวิชาหมีจง มีไม้ตายบางท่า
เมื่อเปรียบกับวิชาหมีจงยังสูงส่งกว่า ฮั่วเอินตี้และลูกหลานตระกูลฮั่วอีกเก้าคน
มองดูอย่างมึนงง พลังฝีมือที่ล้ำเลิศของฮั่วหยวนเจี่ยนี้มาจากไหน

การต่อสู้ผ่านไปยี่สิบรอบ ยังไม่ปรากฏผลแพ้ชนะ

ฝ่ายตรงข้ามเริ่มหงุดหงิด คิดใช้กระบวนท่าเสี่ยงเข้าพิชิตชัย ใช้หมัดซ้ายเคาะ
ลงไปที่จุดชวีฉือ (จุดเค็กตี้ จุดบริเวณพับนอกของข้อศอก) ของฮั่วหยวนเจี่ย
ขณะเดียวกัน ขาซ้ายก็ยกขึ้นถีบไปยังจุดชี่เหมิน (จุดขี่มึ้ง) บริเวณชายโครง
ขวาของฮั่วหยวนเจี่ยราวสายฟ้า กระบวนท่านี้มีความอำมหิตอย่างที่สุด หาก
ถูกเท้านี้เข้า ถึงไม่ตายก็ต้องพิการ

ฮั่วเอินตี้ดูออกว่า ฮั่วหยวนเจี่ยมิได้ใช้กระบวนท่าของวิชาหมีจงเข้าแก้ไข
กระบวนท่าที่มาของฝ่ายตรงข้าม โดยใช้ฝ่ามือข้างเดียวเข้าสกัดหมัดของ
ฝ่ายตรงข้ามที่เคาะลงมา ส่วนกรงเล็บซ้ายคว้าเข้าไปที่ฝ่าเท้าของฝ่ายตรง
ข้าม จากนั้นจึงใช้กรงเล็บข้างขวาคว้าไปที่เอวของฝ่ายตรงข้าม ร้องเสียงดัง
คำหนึ่ง ยกฝ่ายตรงข้ามขึ้น จับหมุนสองรอบ จากนั้นร้องเสียงดังพร้อมกับทุ่ม
เหวี่ยงออกไปไกลวาเศษ

ปากจมูกของชายร่างใหญ่นั้นเต็มไปด้วยขี้ดิน ที่ถูกทุ่มลงไปครานี้หนักมาก
จนคิดจะลุกขึ้นนั่งยังลุกไม่ขึ้น ได้แต่ยกมือทั้งสองขึ้นแสดงการคารวะ บ่ง
บอกถึงการยอมแพ้ พี่น้องตระกูลฮั่วทั้งหมด ไม่มีใครเอ่ยปาก แต่ทุกคนจ้อง
มองไปยังฮั่วหยวนเจี่ยด้วยความชื่นชม แต่ความสงสัยที่อยู่ในใจยังต้องรอ
การอธิบาย

เมื่อสมาชิกตระกูลฮั่วมารวมกันอย่างเป็นทางการ ฮั่วเอินตี้สั่งให้ฮั่วหยวนเจี่ย
ผู้เป็นบุตรคุกเข่าลงต่อหน้าป้ายบรรพชน รับการสอบสวน ฮั่วเอินตี้กล่าวว่า
"หยวนเจี่ย เจ้าฟังให้ดี มวยสกุลฮั่วของเราถ่ายทอดมาเจ็ดชั่วคน บรรพชนมี
คำสั่งไว้แต่ก่อนว่า ห้ามถ่ายทอดให้แก่คนแซ่อื่น ห้ามถ่ายทอดให้แก่บุตร
หลานที่มีร่างกายอ่อนแอ เจ้าเมื่อเยาว์วัยเป็นเด็กขี้โรค พ่อจึงไม่ถ่ายทอด
วิทยายุทธ์ให้แก่เจ้า แต่ดูเหตุการณ์ในวันนี้ เจ้าได้สำเร็จวิทยายุทธ์ของ
ตระกูลฮั่วทั้งหมดแล้ว ขนาดฝึกหนักสิบปี ยังยากที่บรรลุถึงระดับนี้ วันนี้เจ้าต้อง
พูดความจริงออกมาว่า ฝึกวิทยายุทธ์สำเร็จได้อย่างไร"

ฮั่วหยวนเจี่ยตอบว่า "ข้าพเจ้าขโมยเรียน ตอนที่ท่านพ่อสอนวิชาให้แก่พี่น้อง
ทั้งหลาย ข้าพเจ้าแอบฟังอยู่ด้านข้าง รอจนดึกสงัด เวลาที่ทุกคนหลับกันหมด
แล้ว ข้าพเจ้าคนเดียววิ่งไปยังดงต้นจ้อเพื่อฝึกยุทธ์ ทำอย่างนี้ไม่เคยขาดตลอด
เวลาสิบกว่าปี นอกจากนี้ยังได้อ่านตำราหมัดมวยที่เป็นวิชาของสำนักอื่นอีกด้วย"

ต่อจากนั้น ฮั่วหยวนเจี่ยจึงเล่าเรื่องอันยืดยาว ถึงการเรียนรู้วิชาของค่ายสำนักอื่น
และนำเอาเคล็ดสำคัญมาหลอมรวมกัน อย่างเช่นมวยไท่จี๋ของท่านปรมาจารย์
จางซานเฟิงแห่งอู่ตัง มวยเส้าหลินของท่านปรมาจารย์ต๋าหมัวแห่งวัดเส้าหลิน
อาจารย์ในยุคหลัง ก็มีหยางลู่ฉาน ซึ่งรับวิชามาจากมวยไท่จี๋สกุลเฉิน แต่เอามา
พัฒนาขึ้นมาใหม่จนคนเรียกกันว่ามวยไท่จี๋สกุลหยาง เป็นต้น เขายังได้แนะนำ
ให้บิดาทิ้งความคิดเดิมของตระกูล ถ้าทำเช่นนี้จึงสามารถทำให้มวยสกุลฮั่วยืน
หยัดอยู่ได้โดยไม่พ่ายแพ้

ฮั่วหยวนเจี่ยไม่เพีงแต่มีฝีมือที่น่าตระหนก ยังมีความรู้ทางวิทยายุทธ์อย่างลึกซึ้ง
แต่นี่ยังไม่สามารถที่จะทำให้ฮั่วเอินตี้ผู้เป็นบิดารู้สึกละอายใจ เพราะฮั่วเอินตี้เป็น
คนที่กลัวเสื่อมเสียศักดิ์ศรีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการขโมยเรียน หรือการสอนด้วยตน
เอง ต้องถือว่าลูกหลานทั้งหลาย ตนเป็นผู้สอนทั้งสิ้น ขณะนี้มีพลังฝีมือแล้ว
แต่การไหว้ครูก็ยังคงต้องปฏิบัติ นี่เป็นการแก้กฏเป็นครั้งแรก เมื่อจุดธูปแล้ว ก็
เป็นการรับฮั่วหยวนเจี่ยเป็นศิษย์ตระกูลฮั่วอย่างเป็นทางการ


โดย : เสือขาว
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 21 พ.ค. ปี 2006 [ 16 : 48 ]

ขอคารวะในความมีน้ำใจเผื่อแผ่ชาวยุทธ ขอขอบคุณ ข้อมูลนี้ประเสริฐนัก

โดย : มังกรผู้ซ่อนเร้น
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 21 พ.ค. ปี 2006 [ 23 : 19 ]

....ในกระบวนเพลงยุทธที่ยอดเยี่ยม..มีจุดอ่อน
....เพลงหมัดตระกูลฮั่ว.สืบทอดยาวนาน.มีช่องโหว่
....จุดอ่อนที่.หยิ่งทนงเกินไป
....มีช่องโหว่.ที่หลงผิดในแก่นแท้...
....คือ..ลบล้างความถือมั่น.ทิฏฐิ..
....สุดยอด.มิใช่การ.ขับเคลื่อน.มุ่งสูงส่ง.ถ่ายเดียว
....แก่นแท้..แท้แล้ว..คือยอมรับ..ไม่แล่นเลย..หรือหยุดยั้ง...
....ถั่ว..แสดง.ความตื้นเขิน.อีกแล้ว.ครับท่าน...

โดย : ถั่วทอด
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 22 พ.ค. ปี 2006 [ 10 : 35 ]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com