Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ชุมนุมจอมยุทธ

แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

หน้าต่างความคิด 3
(ที่หลงเหลือจากเศษซากเว็บบอร์ดล่ม)
ไปหน้า > 1 - 2

>>

พระพุทธเจ้าไม่เคยได้ ประสูติในอินเดียหรือเนปาล แต่ประสูติในดินแดนสุวรรณภูมิ

หัวข้อ : พระพุทธเจ้าไม่เคยได้ ประสูติในอินเดียหรือเนปาล แต่ประสูติในดินแดนสุวรรณภูมิ


หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งปารีส ยืนยันปฎิทินจันทรคติที่ใช้ในพระพุทธศาสนาอยู่ในประเทศไทยฯ มิใช่ในอินเดียหรือเนปาล

“สงฆ์ออกพรรษาเมื่อปฏิทินเขียนว่าขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันเพ็ญ” แล้วถ้าจันทร์ไม่เพ็ญ...สงฆ์ออกพรรษาไม่ได้ ทุรังออกจะอาบัติ "

หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งปารีส (Observatoire de Paris) ได้แสดงให้เห็นว่า ปฏิทินพุทธ ไม่ใช่ปฏิทินอินเดีย หรือเนปาล แต่เป็นปฏิทินไทย ลาว เขมร และพม่า

ข้อค้นพบนี้ส่งมาจากฝรั่งเศส โดยอาจารย์ศุภกฤษฎิ์ มหารักขกะ ซึ่งให้ข้อมูลว่า "...สงฆ์จะออกพรรษา ได้เมื่อปฏิทินเขียนว่าขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันเพ็ญ แล้วถ้าจันทร์ไม่เพ็ญ... สงฆ์ออกพรรษาไม่ได้ ทุุรังออกพรรษา จะอาบัติ...." เพราะฉะนั้นปฏิทินที่สงฆ์ใช้ จะต้อง (๑) นับเดือนเป็นตัวเลข (๒)นับวันเป็น ขึ้น หรือ แรม และ (๓) มีการทดแก้ให้ จันทร์จริงบนฟ้า ตรง กับจันทร์เสมือนในปฏิทิน (lunisolar calendar with intercalation)

ในโลกนี้มีเพียงไม่กี่ปฏิทินเท่านั้นที่มีคุณสมบัติครบสามข้อดังกล่าวข้างต้น จึงเรียกว่า ปฏิทินพุทธ (Buddhist calendar) ได้แก่ ไทย ลาว เขมร พม่า และศรีลังกา

ส่วนปฏิทินอินเดียหรือปฏิทินฮินดูซึ่งมีรากฐานเป็นลายลักษณ์อักษร เพิ่งมีมาแค่ตั้งแต่ คริสตศตวรรษที่สาม จึงนำมาใช้ออกพรรษาไม่ได้

ในปัจจุบัน แม้ปฏิทินไทย ลาว เขมร พม่าจะยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้างแต่ก็ เป็นเพียงเล็กน้อยในแง่ของจันทร์เต็มดวงจริงในวันออกพรรษา แต่ก็มีปฏิทิน ของธรรมยุตินิกายที่ "ไม่มีความคลาดเคลื่อน” เลย เพราะได้รับการทดแก้ไข ให้ถูกต้องไม่ให้คลาดเคลื่อนโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นพระมหากษัตรย์นักดาราศาสตร์ ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก โดยได้ทรง พยากรณ์การเกิดสุริยปราคาที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้อย่างแม่นยำ เป็นที่ตะลึงของนักดาราศาสตร์ในสมัยนั้น

ทำไมปฏิทินไทยฉบับ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีความถูกต้อง ทางจันทรคติที่สุด (รอบของ จันทร์เพ็ญเท่ากับ ๒๙.๕๓๐๕๙๔ วัน) ทดแก้ยากหรือไม่ อย่างไร เมื่อเทียบกับวัฏจักรเมตอน (Metonic cycle)

ฯพณฯ เดอลาลูแบร์ (Simon De la Loubère) ทูตฝรั่งเศส ในพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ได้นำสำเนา เอกสารเกี่ยวกับดาราศาสตร์สยาม สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กลับไปให้ เมอซิเออร์ กัสซินี (Cassini) ผู้อำนวยการหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ แห่งปารีส (Observatoire de Paris) ศึกษาได้ข้อสรุป ๔ ประการ คือ (๑) ดาราศาสตร์สยาม เป็นของแท้ไม่ได้รับอิทธิพลหรือนำมาจากอินเดีย จีน หรือเปอร์เซีย แต่ได้จาก การคำนวณจากต้นยุคอ้างอิง (epoch) (๒) ดาราศาสตร์สยาม มีความ แม่นยำสูง และไม่ได้ พิจารณาว่า โลกโคจรรอบ ดวงอาทิตย์เป็นวงกลม (๓) ชาวสยามใช้วิธีคำนวณ ง่ายกว่าแต่ได้ผลเช่นเดียวกัน โดยใช้ค่าคงที่ต่างๆ ที่คำนวณไว้ ก่อนแล้ว มากกว่าจะใช้สูตร สำเร็จหรือตั้งสมการ ใหม่ทุกครั้งไป และ ( ๔) ชาวสยามท่องสูตรโดยใช้กลอน

ความก้าวหน้าทางดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ของไทยโบราณ อันเป็นเอกลักษณ์นั้น สนับสนุนงานค้นคว้าบ้านเชียง กระเบื้องจารคูบัว และลบล้าง “ซุกแขกแทรกจีน” อย่างยิ่ง

ข้อมูลข้างต้น ยืนยันว่า พระพุทธศาสนา เกิดขึ้นในดินแดนที ่เป็นประเทศ ไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ ซึ่งเป็น "ชมพูทวีป" ตามที่ระบุไว้ในประกาศเทวดา เมื่อครั้งสังคายนาพระไตรปิฎก ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๓๑.

ท่านคิดว่าอย่างไรแสดงความเห็นได้ที่
http://www.life-alonguniversity.com/buddhabirthplace/

โดย : คนจร
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 1 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 17 : 8 ]

พุทธะ...คือ...........................................พระพุทธเจ้า
แบ่งแยกใดเล่า.......................................แผ่นดินเกิด

โดย : [icon8]
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 1 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 21 : 10 ]

พระพุทธเกิดแล้ว .......ดับ
พระธรรมจึงน้อมนำประจำใจ..

ประองค์จากไปเมื่อ 2000+ ปีก่อน

อีก 5000ปีหลังมนุษย์ไร้สำนึก (5)ศรีอารยเมตไตรต้องลงมาปราบ..

โดย : พิณฟ้าขลุ่ยราตรี
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 2 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 1 : 49 ]

ท่านคนจรกล่าวมามีข้อมูลน่าเชื่อถือ
แต่ในพุทธประวัติ รวมถึงบทสวดเป็นภาษาบาลี
แผ่นดินสุวรรณภูมิของเราใช้ภาษาตระกูลมอญ-เขมร
คงไม่มีบทสวดเช่นนี้...นะท่านน้อง
หรือจอมยุทธท่านอื่นมีความคิดเห็นเยี่ยงไร
โปรดชี้แนะ..

โดย : เทวาลัย
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 2 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 13 : 43 ]

ในอินเดียปัจจุบัน มีโบราณสถานและโบราณวัตถุจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับที่มีในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากโบราณสถานที่อ้างว่า เป็นที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม ปรินิพพาน และอีก 2-3 แห่งที่เมืองสานจี ถ้ำอาชันตา และนาลันทาแล้ว รวมทั้งสิ้นประมาณ ๑๒๑ แห่งแล้ว ไม่มีโบราณสถานอื่น เช่น พระพุทธบาท เจดีย์ วิหาร ฯลฯ หลงเหลือให้เห็นเลย แม้แต่ที่อ้างว่า พระเจ้า อโศกมหาราชสร้างวิหาร 84,000 วิหารถวายเป็นพุทธบูชา ก็ต้องถามว่า อยู่ที่ไหนบ้าง

พระเจ้าอโศกมหาราช จึงมี ๒ พระองค์ คือ พระเจ้าอโศกแขกที่ Sir Alexander Cunningham อ้างว่า ได้เขียนเสาจารึกพระเจ้าอโศกด้วยอักษรพราหมี กับพระเจ้าอโศกของไทย (พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช) ที่ครองเมืองอโสกไทย (เมืองปาตาลีบุตรหรือฮ้างหลวง) ซึ่งขณะนี้ มีหลักฐานเด่นชัดว่า เมืองปาตาลีบุตรอยู่ห่างจากศรีสัชนาลัย ๒-๓ ชั่วคืน (จารึกวัดศรีชุม) และพระเจ้าเทวานัมปิยัน ปิยทัสสี(Devanum Piyan Piyatassi) ซึ่งแขกอ้างว่า คือ พระเจ้าอโศกมหาราช กับพระเจ้าอโศกไทยที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎกและสร้างวัดวิหาร ๘๔.๐๐๐ แห่ง เป็นคนละองค์กัน

ในดินแดนสุวรรณภูมิ มีเจดีย์ พุทธวิหาร พระบรมสาริกธาตุ พระพุทธบาทมากมายรวมกันเป็นหมื่นแห่ง เช่น พระเสมหธาตุ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงอาเจียน ออกมาเป็นพระโลหิต ก็มีพบเห็นที่วัดเพชรพลี จังหวัดเพชรบุรี นอกจากนี้ ยังมีถ้ำพระพุทธฉาย รอยพระพุทธบาท อยู่หลายแห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ

ในสมัยพระพุทธกาล ประเทศเขมรเป็นดินแดนที่เรียกว่า "กุรุราฐ" (แดนทราย กุรุ=ทราย) ส่วนใหญ่เป็นแผ่นดินล้อมรอบด้วยทะเล ชายฝั่งทะเลด้านเหนืออยู่ที่ฝั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเห็นได้ชัดเจน คือเขาพระวิหาร จะเป็นเชิงเขาลึกลงไป เพราะเป็นทะเลลึกในอดีตกาล ในพงศาวดารกรุงเก่า ระบุไว้ชัดเจนตอนพระนเรศวรเสด็จไปปราบพระยาละแวก และทำพิธีปฐมกรรม สมเด็จพระนเรศวรได้เอ่ยถึงเขมรว่าเป็น "อินทปัตถ์นครแห่งกุรุรัฐ" หรือ กุรุราฐ.

โดย : คนจร
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 2 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 15 : 58 ]

สภาพภูมิประเทศ ของเนปาล และอินเดียในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก หลายประการที่เกี่ยวกับปราสาท 3 ฤดู ช่วงเวลา เข้าพรรษา และระยะทางจากเมืองต่างๆ ตามที่ปรากฏในพระสูตร และตามที่เป็นจริง

ปราสาท 3 ฤดู ตามพุทธประวัติ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถเจริญวัย พระราชบิดาได้โปรดให้สร้างปราสาท 3 ฤดู คือ ปราสาทฤดูร้อน ปราสาทฤดูฝน และปราสาทฤดูหนาว

แต่เมื่อดูที่ตั้งในเนปาล ดินแดนที่อ้างว่าเป็นที่ตั้งของกรุงกบิลพัสดุแล้ว ปรากฏว่า อยู่เหนือเส้นขนานที่ 24 จัดอยู่ในเขต Tropic of Cancer ซึ่งมี 4 ฤดู ประเทศเนปาลตั้งอยู่เชิงเขาหิมาลัยซึ่งโดยทั่วไปจะมีอากาศเย็น ดังนั้นกรุงกบิลพัสดุซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาท 3 ฤดูจึงไม่น่าจะอยู่ใน ประเทศเนปาล

ช่วงฤดูเข้าพรรษา ตามพระวินัยกำหนดให้พระอยู่ประจำพรรษา 3 เดือนในช่วงเดือนสิงหาคม-กลางเดือนตุลาคม (กลางเดือน ๘ - กลางเดือน ๑๑) ตรงกับช่วงเข้าพรรษาในเมืองไทยไม่คลาดเคลื่อนเลย

แต่ในเนปาล และอินเดียตะวันตก จะมีฝนตกในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ดังนั้นการกำหนดช่วงเข้าพรรษา จึงน่าจะไม่ใช่กำหนดตาม สภาพ ภูมิศาสตร์ในเนปาลหรืออินเดียตะวันตก แต่น่าจะกำหนดตามสภาพภูมิศาสตร์ ในดินแดน สุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของไทย ลาว เขมร พม่า และมอญในปัจจุบัน เพราะแม้ เหตุการณ์จะผ่านไปกว่าสองพันปีช่วงเวลาเข้าพรรษา ก็ตรงกับที่บัญญัติไว้ในพระวินัย

นอกจากนี้ ระยะทางตามที่เป็นจริงในประเทศอินเดียกับระยะทาง ในพระไตรปิฎกไม่สอดคล้องกัน

โดย : คนจร
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 2 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 15 : 59 ]

ระยะทางระหว่างเมืองตามที่ระบุในพระไตรปิฎก

และในอินเดีย

เมื่อพิจารณาระยะทางตามความเป็นจริงก็จะเห็นว่า ขัดแย้งกับที่ระบุในพระไตรปิฎก อาทิ

๑) ราชคฤห์ห่างจากตักสิลา 90 โยชน์ ก็จะเป็นระยะทางประมาณ 1440 กิโลเมตร (1 โยชน์=16 กิโลเมตร) แต่ในความเป็นจริง ตักสิลาอยู่ทาง ตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงอิสลามาบัดในปากีสถาน ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่าสองพันห้าร้อยกิโลเมตร แต่ถ้าเป็นราชคฤห์ตามความเชื่อ ของไทยแต่เดิมที่อยู่ทางเหนือของเชียงแสนไ ปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือแล้ว (ที่เรียกว่า ห้อหลวงแล้ว) ก็มีความเป็นไปได้มาก

๒) กรุงพาราณสีห่างจากตักสิลา ๑๐ โยชน์ เป็นระยะทางประมาณ ๑๖๐ กิโลเมตร แต่ถ้าเทียบกับตักสิลาซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของ กรุงอิสลามาบัดในปากีสถานซึ่งอยู่ห่างออกไป กว่าพันห้าร้อยกิโลเมตร ก็ยืนยันทันทีว่า คนละเมืองแน่นอน

จึงเห็นได้ว่า หากพิจารณาระยะทาง ที่เป็นจริงในอินเดีย กับที่ปรากฏในพระไตรปิฏกแล้ว ไม่มีที่ตรงกันเลยแม้แต่จุดเดียว แต่มรเมืองไทยที่ตรงกับพระไตรปิฎกมีหลายกรณี อาทิ

(๑)ระยะทางระหว่าง เมืองตาก(อำเภอบ้านตาก) ซึ่งเชื่อกันว่า เป็นตักสิลา และเชิงเขาใหญ่ (บริเวณกลางดง ของอำเภอปากช่อง) ซึ่งเชื่อว่า เป็นที่ตั้ง กรุงพาราณสี แล้ว ระยะทางประมาณ ๑๐ โยชน์ (๑๖๐ กิโลเมตร) มีความเป็นไปได้สูง
(๒) ระยะทางระหว่างเมืองสาวัตถี ถึงเมืองสาเกต ๗ โยชน์ (๑๑๘ กิโลเมตร) ก็ตรงกับระยะทางระหว่างร้อยเอ็ด กับตำบลสาวะถี จังหวัดขอนแก่น ในปัจจุบัน

(๓) ที่ตั้งของเมืองในอินเดีย กับพระไตรปิฎกไม่ตรงกัน จะเห็นได้จากการเดินทางจากกุสินารา ไปกรุงราชคฤห์ของพระอานนท์ ซึ่งท่านพระอานนท์เถระถือเอาบาตรและจีวรของ พระผู้มีพระภาคเจ้าอันภิกษุสงฆ์แวดล้อม มีความประสงค์จะเดินทางผ่านกรุงสาวัตถีไปยังกรุงราชคฤห์ ก็หลีกจาริกไปทางกรุงสาวัตถี.เพื่อให้ทันเข้าพรรษา ซึ่งเหลือเวลาไม่กี่วัน แสดงว่า กรุงสาวัตถีอยู่ระหว่างเมืองกุสินารากับราชคฤห์ แต่ในแผนที่อินเดีย สาวัตถี กับราชคฤห์ อยู่คนละฟากกัน คือ สาวัตถีอยู่ทิศเหนือ ส่วนราชคฤห์อยู่ทิศใต้ที่รัฐ Bihar (ข้อสังเกตจากคุณอาตม ศิโรศิริ)

อย่างไรก็ตามที่ตั้งของเมืองต่างๆ ได้ยึดตามเอกสารของพระธรรมเจดีย์(ปาน) แต่ยังไม่เป็นข้อยุติ เนื่องจาก ทีมคณะผู้วิจัยแต่ละทีมยังไม่ได้ข้อยุติที่ตรงกัน ในเบื้องต้น พวกเราทุกทีมต่างมุ่งพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่า ชมพูทวีปและพระพุทธอุบัติภูมิอยู่ในดินแดนที่ปัจจุบันเรียกว่า สุวรรณภูมิ

โดย : คนจร
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 2 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 15 : 59 ]

สถาปัตยกรรมที่ปรากฏอยู่บน สิ่งปลูกสร้างและเจดีย์ต่างๆ ในประเทศไทย มีลักษณะโดดเด่นในด้านความสวยงาม ประณีต อ่อนช้อย ไม่มีใครเหมือน และยืนยงอยู่เป็นพันๆ ปี

รูปร่างวัด โบสถ์ และเจดีย์ทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในดินแดนสุวรรณภูมิ มีลักษณะ เด่น แตกต่างจากของ แขกอย่างสิ้นเชิง

ในดินแดนสุวรรณภูมิ ไม่ว่าจะเป็นในไทยลาว พม่า มอญ มีวัด วิหาร และโบสถ ์เป็นจำนวนหลายหมื่นแห่ง บางวัดมีอายุกว่า สองพันปี ลักษณะเด่นเหล่านี้ ถ่ายทอด มาถึงวัดไทยในปัจจุบัน แม้จะมีความแตกต่าง กันบ้างในแต่ละภูมิภาค แต่องค์ประกอบ ยังคงเหมือนกัน
ส่วนวัดในอินเดียหรือเนปาลในปัจจุบัน มีลักษณะออกไปทางฮินดู ไม่ประณีต แม้แต่พระเจดีย์ ที่พุทธคยาก็มีรูปร่างแปลก ฝีมือการก่อสร้างก็มีความประณีตสู้พระเจดีย์ ในประเทศไทย เช่น ที่วัดอรุณ พระแก้วมรกต พระธาตุพนม จังหวัดหนองคาย หรือ พระมหาเจดีย์ที่ผาน้ำย้อย จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นต้น สถานที่สร้าง ครอบพระพุทธรูปปางไสยาสน์จำลอง ที่เมืองซึ่งอ้างว่าเป็นกุสินาราย ก็สร้างพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่พระเศียรหนุนหมอน แต่ในพระคัมภีร์บรรยายว่า ซึ่งประทับนอน โดยใช้พระหัตถ์ขวาหนุนพระเศียร เป็นต้น.

หากพุทธสถาปัตยกรรมมาจากอินเดีย ทำไม เจ้าของไม่มี อะไรหลงเหลือไว้ให้ลูกหลานได้ภาคภูมิใจ จึงไม่ง่าย ไปหรือ ที่เราจะไปเชื่อว่า เรานำพุทธสถาปัตยกรรม มาจากอินเดีย

พุทธศิลป มีความ ละเอียดอ่อนมาก ต้องการช่างศิลป ที่มีจิต ศรัทธาในการสร้างสรรค์ ผลงาน และมีนายทุน ที่มีความเลื่อมไสศรัทธา จึงสามารถ สร้างผลงาน พุทธสถาปัตยกรรม ที่ประณีต โดดเด่น ดังที่พบเห็นในวัดโบราณทั้ง ในต่างจังหวัด และในเมืองใหญ่หรือในกรุงเทพมหานคร

โดย : คนจร
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 2 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 16 : 0 ]

วิถีชีวิตของบรรดาพระภิกษุ พระภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และชาวบ้านชาวเมืองดังที่ปรากฏใน พระไตรปิฎกกับ กับวิถีชีวิตชาวอินเดียและเนปาลในปัจจุบัน มีหลายอย่างที่ขัดแย้งกัน อาทิ ความใจกว้าง ความใจบุญ อาหารการกิน พืชพันธุ์ธัญญาหาร เป็นต้น

นิสัยใจคอของชาวอินเดีย ในกลุ่มคนไทยเป็นที่รู้กันเมื่อถามว่า เห็นแขกและงู คนไทยจะ ตีอะไรก่อน คำตอบก็คือ ตีแขกก่อน ที่เป็นเช่นนี้ เป็นเพราะ แขกที่คนไทยรู้จัก เป็นคนอย่างไรย่อมเป็นที่เข้าใจกัน ดังนั้น เมื่ออ่านพบว่า มีเรื่อง เศรษฐีใจ บุญ ที่ตั้ง โรงทานแจกทาน คนยากจน สร้างมหาวิหารถวายพระพุทธองค์ ปรากฏในพระไตรปิฎก เช่น อนาถปิณฑิก(มหาอุบาสก) เศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี (ตำบลสาวะถี ขอนแก่น) หรือ เศรษฐีธนัญชัยบิดาของนางวิสาขามหาอุบาสิก ที่พระเจ้าพิมพิสารทรงอนุญาตให้อพยพมาอยู่แคว้นโกศลตามคำขอของพระราชาปทีปเสนธิโกศล และได้มาสร้างเมืองสาเกต(ร้อยเอ็ด) ฯลฯ ก็น่าจะยอมรับได้ว่า ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ที่อยู่ในดินแดนสุวรรณภูมินี่เอง

ข้าวที่บริโภคในสมัยพระพุทธกาล สิ่งที่พระภิกษุไทยแปลกใจมาก ก็คือ พระพุทธองค์ เสวยข้าวเหนียว ทั้งนี้ รวมทั้งข้าวปธุปายาส (ข้าวทิพ) และข้าวยาคู ก็ทำจากข้าวเหนียว

คำว่า "ในบ้าน" ดังปรากฎอยู่ในเรื่องราวต่างๆ ในพระไตรปิฎก หมายถึง "ในหมู่บ้าน" เป็นคำที่ชาวอิสาน ใช้กันแม้ในปัจจุบันนี้ เช่น "แม่ใหญ่จะเข้าไปในบ้าน เพื่อซื้อหมากพลู...." อยากทราบว่า อินเดียใช้ในความหมาย อย่างนี้หรือไม่ ใครทราบช่วยบอกด้วย


ในประเทศไทย ลาว เขมร พม่าและมอญ การดำเนินชีวิตกลมกลืนกับเรื่องราวในพระไตรปิฎก คนถิ่นนี้ โดยเฉพาะคนไทย-ลาว จึงอ่านเรื่องราวในชาดก หรือพระสูตร อย่างเข้าใจ เพราะไม่มีอะไรขัดแย้งกับที่เคยพบเห็นในอดีตหรือปัจจุบัน

้พืชพันธุ์ธัญญาหาร มากกว่า ๒๖๔ ชนิดที่ได้กล่าวถึงในพระไตรปิฎกเป็นพืชท้องถิ่นของสุวรรณภูมิ อาทิ

"หญ้ากับแก้" หญ้า ชนิดหนึ่ง ที่พระพุทธองค์เสวยแทนอาหาร เมื่อครั้งแสวงหาสัจธรรม (หญ้ากับแก้ เป็นภาษาอีสาน ภาษากลางคือ หญ้าตุ๊กแก) หลังจากที่ทรงอดพระยาหาร จนผมหนังติดกระดูก พระองค์จึงเริ่มเสวยดูดน้ำจากหญ้ากับแก้นี้ก่อน หลังจากนั้นก็เสวยผลกะเบา แล้วจึงเสวยพระกระยาหารปรกติ

"ลูกกะเบา" ก็เป็นพืชที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียง เหนือ ลูกกะเบาใช้รักษาโรคเรื้อนได้

"เล็บเหยี่ยว" (ลูกเล็บแมวของอิสาน) พระพุทธองค์อนุญาตให้นำมาทำเป็นน้ำปานะได้

"ชมพู" คือลูกหว้าชมพู ซึ่งเป็นลูกหว้าขนาดใหญ่ มีสีและขนาดเหมือนลูกเชอรี่ ประเทศอินเดียมีลูกหว้าขนาดใหญ่กว่าหว้าชมพู แต่ชาวอินเดียไม่ได้ใช้คำว่า "ชมพู" เป็นชื่อเรียกลูกหว้าชนิดนั้น

โดย : คนจร
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 2 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 16 : 0 ]

ภาษามคธ เป็นภาษาของชนชาติไทยโบราณ เนื่องจากเป็นภาษาที่บันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงเรียกว่า บาลี ซึ่งแปลว่า คำสอน ภาษามคธจึงนิยมเรียกว่า ภาษาบาลี

ภาษาบาลี เป็นของชาวสุวรรณภูมิ แต่กลายเป็นของอินเดีย เพราะฝรั่ง เช่นกัน หนึ่งใจจำนวนนั้นคือ คุณหมอบลัดเลย์ ผู้ร่วมก่อตั้งโรงพยาบาลศิริราช และผู้ก่อตั้งโรงเรียนอรุณประดิษฐ์ จังหวัดเพชรบุรี และเป็นผู้ตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกในประเทศสยาม คุณหมอบลัดเลย์ท่านบอกว่า อักษรไทยมาจากอินเดียใน พ.ศ. ๒๔๑๓

ภาษามคธ มีอักษรที่ใช้จารึก เรียกว่า อักษรธรรม ซึ่งออกแบบให้เขียนตามหลักไวยกรณ์และหลักการสังโยคภาษาบาลี เช่น ตำแหน่งพยัญชนะและสระจม สระลอย ใบลานส่วนใหญ่ที่พบเห็นที่อิสานหรือทางเหนือ ล้วนเป็นพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาหรือเกี่ยวเนื่องกันทั้งนั้น

หากภาษาบาลีไม่ใช่ภาษาของชาวเหนือและอิสานแล้ว เหตุใดการประดิษฐ์อักษร จึงสอดคล้องความต้องการใช้ในภาษาบาลี

อักษรขอมก็เช่นเดียวกัน เป็นอักษรไทยที่ขุนขอมไทยประดิษฐ์ขึ้น 15 ปีหลังจากน้องชายของท่าน คือ ขุนสือไทย คิดลายสือไทยขึ้นเมื่อปีอิน 1235 (6,765 ปีมาแล้ว) ลายสือไทยและลายขอมไทยจึงเป็นอักษรไทย ไม่ใช่ของเขมร และไม่คำว่า “ภาษาขอม” มีเฉพาะ “อักษรขอม” นักภาษาไทยควรใช้คำให้ถูกต้อง

ดังนั้น ภาษาธรรมที่ใช้บันทึกคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งมีหลักฐานว่า มีภาษาเขียนแล้ว เพราะพระพุทธองค์ทรงตรัสคำว่า “ใบลานเปล่า” “มา ปิฎก...ไม่ให้เชื่อตำรา....” มาตั้งแต่ครั้งที่ทรงพระชนม์อยู่

นอกจากนี้ การใช้ภาษาบาลีและภาษาไทยลาวควบคู่กันมีรูปแบบที่ชัดเจน ที่แสดงว่า ชาวมคธกับชาวไทยลาวเคยอยู่ร่วมกันหรือเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน หากแต่ว่าสองพันกว่าปีทำให้ภาษากรายเป็นอย่างปัจจุบัน โปรดดูข้อสังเกตของคุณอาตม ใน"ความจริงซึ่งไร้หลักฐานทางเอกสาร ที่นักวิชาการต้องหัวร่อ"

การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๑ ต้องมีการบันทึกลงใบลานแล้ว มิใช่จดจำหรือเป็น “มุขปาฐะ” ดังที่สั่งสอนกันว่า มีการบันทึกลงใบลานครั้งแรกในสังคายนาครั้งที่ ๔ ที่ลังกา

ต่อไปนี้ แสดงให้เห็นว่า ภาษาบาลี อยู่ในสุวรรณภูมิ

6.1 ชื่อเมือง แม่น้ำ ป่า คนฯลฯ ในสุวรรณภูมิส่วนมากใช้ภาษาบาลี เช่นแม่น้ำกุกกนที (แม่น้ำกก) แม่น้ำ ขรนที หรือ แม่น้ำธนนที (แม่น้ำโขง) ธนมูลนที (แม่น้ำมูล) ชีวายนที (แม่น้ำชี) ลัมภคารีวัลย์ (ลำปางหลวง) ฯลฯ จึงมั่นใจว่า ภาษามคธหรือภาษาบาลี เป็นภาษาดั้งเดิมที่ชาวไทยลาวใช้ในแดนสุวรรณภูมิ ดังนั้นแคว้นมคธ จึงน่าจะอยู่ในแดนสุวรรณภูมิมากกว่าอยู่ในอินเดีย
แม้แต่คำว่า "ของลับ"ที่ใช้กันในภาษาไทยและลาว ก็เป็นภาษาบาลี คือ “คุยห” ที่มีการแผลงสระอุ เป็น ว (ภาษากลาง) หรือ ตัดไปเลย (ภาษาอิสาน) ส่วน “ห” เสียงหายไป

อีกคำหนึ่งคือ กาลามะ ที่มาของ "กาลามสูตร" ก็มาจากพวก "กุลา" แผลง อุ เป็น อะ และเป็นอา ชาวกุลาเป็นชนเผ่าหนึ่งทางภาคอิสาน อาศัยอยู่แถวทุ่งกุลาร้องไห้

6.2 วัฒนธรรม ของสุวรรณภูมิมีมายาวนาน ตามการศึกษาจากกระเบื้องยางที่คูบัวของพระราชกวี (อ่ำ ธัมมทัตโต) แห่งวัดโสมนัสวิหาร

ถ้าเทียบกับภาพยนตร์ ก็คล้ายกับว่า Episode 1 2 3 หรือหนังม้วนแรกๆ ที่บอกว่า อินเดียนำวัฒนธรรมไปจาก ดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อหลายพันปีมาแล้ว เกิดสูญหายไป เหลือแต่ Episode 4, 5, 6 หรือหนังม้วนหลังๆ ที่ฉายให้เห็นว่า วัฒนธรรมอินเดียแผ่ซ่านมาถึงดินแดนสุวรรณภูมิ อะไรต่ออะไรจึงกลายเป็นของอินเดียหมด แม้แต่ศาสนาพราหมณ์ ภาษาบาลี เป็นต้น

ข้อมูลใหม่ (ข้อมูลจาก คุณกฤตกิตติศักดิ์ ไพตรีจิตต์ นักศึกษาประวัติพุทธศาสนา-ไต้หวัน)

หลักฐานเอกสารหนึ่งที่แสดงว่า ภาษาบาลีเกิดขึ้นในดินแดนไทย คือ หนังสือ O. von Hinuber. Seleced Papers on Pali Studies. Oxford: The Pali Text Society,1994, ที่มีเนี้อหาบางตอนได้กล่าวถึง คำว่า "บาลี" ว่า ชาวตะวันตกได้รู้จักคำว่า "บาลี" หรือ "ภาษาบาลี" เป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 โดย M. Simon de la Loubere ซึ่งเป็นเอกอัครราชฑูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งราชอาณาจักรฝรั่งเศส ได้ถูกส่งมาประจำที่ไทย ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ ค.ศ.1687 (พ.ศ. 2230) โดยกล่าวว่า บาลีเป็นภาษาที่คณะสงฆ์ได้ใช้กันอย่างแพร่หลาย หลักฐานนี้สนับสนุนว่า ภาษาบาลีเกิดในประเทศไทย และแสดงให้เห็นว่า ชาวตะวันตกได้รู้จักภาษาบาลีครั้งแรกจากประเทศไทย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า ทำไมฝรั่งไม่ได้รู้จักชื่อ "บาลี" นี้จากที่อื่น ทั้งๆ ที่ในสมัยนั้นฝรั่งตะวันตกจากประเทศต่าง ๆ ได้ออกไปล่าอาณานิคมในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศรีลังกาและอินเดีย ฯลฯ แต่ก็ไม่มีการกล่าวถึงภาษาบาลีเลย มีที่กล่าวถึงก็เฉพาะภาษาสันสกฤต (ที่ชาวอังกฤษบางคนชื่อ James Prinsep เป็นผู้เชี่ยวชาญ) อาจเป็นไปได้ว่า ภาษาบาลีที่คณะสงฆ์ในแถบประเทศอื่น ๆ ใช้นั้น ไม่ได้มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง หรือเด่นชัดเท่ากับที่ใช้ในประเทศไทย เพราะประเทศไทยเป็นต้นฉบับของภาษาบาลี จึงมีการใช้ภาษาบาลีกันอย่างแพร่หลาย แม้ว่าเวลาจะห่างจากสมัยพุทธกาลตั้ง สองพันปีมาแล้ว ประเทศไทยมีพระสงฆ์และประชาชนที่สามารถอ่าน และเขียน ภาษาบาลี มีจำนวนมากที่สุดในโลก ไม่ใช่ชาวอินเดียอย่างที่เข้าในกัน

โดย : คนจร
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 2 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 16 : 1 ]

ประเพณี ที่ถือปฏิบัติในสมัยพระพุทธกาลตามที่ปรากฎในพระไตรปิฎก กับที่เป็นจริงในเนปาลหรืออินเดีย แตกต่างกันจำนวนมากที่น่าจะเป็นข้อพิสูจน์ว่า พระพุทธเจ้าและพระภิกษุทั้งหลายไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่ ในอินเดียโบราณ อาทิ ประเพณีแต่งงาน พิธีแรกนาขวัญ พิธีเผาศพ การนำของไปโดยไม่เทินหัวของหญิงชาวพาราณสี ฯลฯ

ประเพณีแต่งงาน ในอินเดีย ฝ่ายหญิงต้องไปขอสามีให้ลูกส่าว และต้องใช้สินสอดทองหมั่น จำนวนมาก จนมีคำพูดกันว่า ครอบครัวใดมีลูกชายก็์ถือเป็นโชค ถ้ามีลูกสาวก็ถือว่าเป็นโชคร้าย บางรายก็กำจัดลูกสาว เพื่อมิให้เป็นภาระในอนาคต แต่ตามพุทธประวัติ เมื่อพระเจ้าสิริสุทโธทนะ ยังเป็นหนุ่ม พระราชบิดาคือ พระเจ้าสีหนุราชได้ให้โกญธัญพราหม์พาคณะพราหมณ์ ๘ คนไปแสวงหาสตรีที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และได้พบพระนางศิริมหามายา พระชนมายุ ๑๖ พรรษา พระราชธิดาพระเจ้าชนาธิปราชแห่งกรุงเทวทหะ ซึ่งมีพระสิริโฉมสวยงาม ขนาดผู้ชายมอง หากเกิดจิตปฏิพัทธ์ ก็จะสิ้นสติสมปดี อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ไปสู่ขอนางสุชาดา น้องสาวนางวิสาขามาเป็นภรรยาของบุตรชายคนเดียวของท่าน

เมื่อพบแล้วท่านโกญธัญพราหม์ก็นำความมา กราบทูลให้ ้พระสีหนุราชทรงทราบ พระองค์จึงได้แต่เครื่องบรรณาการจากกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อเดินทางไปสู่ขอพระนาง ศิริมหามายา ณ กรุงเทวทหะและตั้งไพร่พล ณ อุทธยานดงรัง (พระธาตุศรีสองรักษ์ในปัจจุบัน) หลังจากตั้งพระครรถ์ครบ ๑๐ เดือน พระนางก็ได้ เสด็จมาประสูตพระพุทธเจ้าที่นี่ แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายชายไปสู่ขอฝ่ายหญิงซึ่งเป็นประเพณีของพวกเราในดินแดนสุวรรณภูมิ

พิธีแรกนาขวัญ เป็น ประเพณี ที่ถือว่า เป็นลักษณะเด่นของดินแดนสุวรรณภูมิ ที่ถือปฏิบัติกันในไทย ลาว พม่า มอญ ในพิธีแรกนาขวัญ พระมหากษัตริย์จะเป็นผู้นำทำพิธีแรกนา ก่อนที่ไพร่ฟ้า จะลงมือทำไร่ไถนาจริงๆ พิธีแรกนาขวัญไม่ปรากฏว่า เป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันในอินเดียหรือเนปาล พิธีแรกนาขวัญปรากฏ ในพระพุทธประวัติ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จตามพระราชบิดาไปทำพิธีแรกนาขวัญ และพระองค์เสด็จ ไปนั่งสมาธิที่ใต้ต้นหว้า (ต้นหว้าชมพู) เวลาผ่านไปถึงห้าโมงเย็นแล้ว เงาต้นหว้าก็ไม่ทอดไปตามแสงตะวัน แต่ยังคงปกคลุมเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ตลอดเวลา ไม่เลื่อนยาวตามแสงอาทิตย์อัสดง

ประเพณีเผาศพแบบอินเดียกับแบบพุทธ ชาวไทย ลาว เขมร ทำพิธีเผาศพให้ไหม้จนเหลือแต่กระดูก แล้วเก็บกระดูกไว้บูชาส่วนหนึ่ง ฝังไว้ที่วัดส่วนหนึ่ง ตรงตามเรื่องราวที่ปรากฏในพระไตรปิฎก... แต่ที่อินเดีย จะนำศพไปเผาให้ไหม้แต่ไม่หมดแล้วปล่อยศพลอยแม่น้ำ

ข้าวเหนียวมีในพระไตรปิฎก: ทำนาข้าวเหนียวในเมืองโกสัมพี และเมืองสาวัตถี พระพุทธองค์และพระภิกษุในสมัยพระพุทธกาลเสวยและฉันข้าวเหนียว ทีหลักฐานปรากฏในพระไตรปิฎกหลายแห่ง กล่าวคือ อรรถกถาวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ทุติยภาค วินัยปิฎกเล่มที่ 2 มหาวิภังค์ ทุติยภาค และวินัยปิฎกเล่มที่ 3 ภิกขุนีวิภังค์

การนำของไปโดยการเทินไว้บนศีรษะ ไม่ใช่วิธีการที่สตรีในดินแดนสุวรรณภูมิใช้ในสภาวะปรกติ ในการนำสิ่งของเครื่องใช้ เช่น ตะกร้า กล่อง กระบุง ถังน้ำ ฯลฯ ยกเว้นในกรณีพิเศษ เช่น อุ้มไปไม่ไหว ก็อาจจะวางบนหัวบ้าง เมื่อหายเมื่อยแขนแล้ว ก็เอามาอุ้ม สพาย ฯลฯ เหมือนเดิม หรือใช้ในกรณีที่ไม่ต้องการให้ใครเห็นสิ่งที่ตนนำไป

ประเพณีถือวรรณะ ระหว่างพุทธกับฮินดูไม่เหมือนกัน ฮินดูถือว่า ศูทรกับจันฑาลต่ำสุด แตะต้องไม่ได้ ส่วนในพุทธศาสนา แพทย์หมายถึง พ่อค่า นักธุรกิจ ศูทรหมายถึง กรรมกร คนงาน ส่วนพุทธไม่มีได้หมายถึงวรรณะที่ต่ำต้อยแตะต้องไม่ได้



โดย : คนจร
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 2 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 16 : 1 ]

ตำนาน แม้ว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับว่า เป็นเอกสารที่อ้างอิงได้ของนักประวัติศาสตร์ที่ยึดแนวตะวันตก แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ตำนานส่วนใหญ่เป็น "มุขปาฐะ" หรือ "Oral Tradition" ที่บรรพบุรุษได้เล่าเรียงต่อกันมา แม้จะมีการแต่งเติมบ้าง ก็เชื่อว่า แก่นของเรื่องยังมีให้เห็นพอที่เราจะใช้สืบสาวเรื่องราวหาหลักฐาน ทางรูปธรรมมาสนับสนุนได้

ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพงศาวดารเหนือและใบจารลาว/อิสาน ได้อ้างอิงหลักฐานการเกิดพระธาตุและ เจดีย์ต่างๆ ไว้มากมาย

ในพงศาวดารเหนือ เรื่องราวที่พบมากที่สุดเกี่ยวโยงกับพุทธประวัติ และการเกิดขึ้นของเมืองต่างๆ เช่น โยนกเชียงแสน และการที่พระพุทธองค์ พร้อมกับ พระยาอโศก(คนละองค์กับพระเจ้าอโศกมหาราช) กับพระอานนท์ หรือพระเถระองค์อื่นเสด็จไป ณ ที่ต่างๆ ได้ประทาน พระเกศาให้เจ้าเมือง หรือชาวบ้านเก็บไว้บูชาพร้อมกับพยากรณ์ว่า ที่แห่งนั้นในอนาคต จะเกิดอะไรขั้น มีใครมาครอง แล้วจะเป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุเจดีย์ หรือวิหารชื่ออะไร ดังปรากฏ ในตำนานพระเจดีย์แต่ละแห่ง

ส่วนในใบลานจารของลาว ก็มีการเอ่ยชื่อ เมืองที่ปรากฏในพระไตรปิฏก เช่น เมืองคันธาง เมืองสาเกต(ร้อยเอ็ด) เมืองปาวาย (เมืองโบราณริมแม่น้ำปาว) และกรุงกบิลพัสดุ์
หลังจากตั้งเมืองใหม่ตามคำแนะนำของฤษีกบิลซึ่งเป็น พระชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้า ได้มีกษัตริย์ปกครอง ๘๔,๐๐๐ องค์ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นนครพิชัยเชตุดรในสมัยพระเวชสันดร หลังจากมีกษัตริย์ปกครอง ๑๖๓,๐๐๐ องค์ก็เปลี่ยนกลับมาเป็นกรุง กบิลพัสดุ์อีก ซี่งก็คือจังหวัดอุดรในปัจจุบัน

ชาวลาวและชาวอิสานเชื่อกันต่อเนื่องกันมาว่า พวกเขาสืบเชื้อสายมาจากพระเวสสันดร ดังจะเห็นได้จากการฉลองงาน "บุญผะเหวด" ยิ่งใหญ่กว่าทุกภาค



หลักฐานอีกประการหนึ่งที่ยืนยันว่า พระเวสสันดรและพระนางมัทรีอุบัติขึ้นในอุดร (กรุงกบัลพัสดุ์และกรุงสัญชัย หรือพิชียเชตุดร) และอำเภอด่านซ้าย (กรุงเทวทหะ) ในจังหวัดเลยก็คือพิธีแห่ "ผีตาโขน" จากหนังสือ "กินนรี" ของการบินไทย หน้า ๔๑ เขียนว่า ผีตาโขน ...มาจาก "ผีตามคน" ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อพระเจ้ากรุงสัญชัยกับพระนางผุสดีไปเชิญพระเวสสันดร และพระนางมัทรีกลับเมือง ขบวนแห่เข้าเมืองมีคนป่าที่เคยปรนนิบัติและเคารพรัก พระเวสสันดรร่วมขบวนมาส่งด้วย ต่อมาก็เพี้ยนเป็น ผีตาขน และ ผีตาโขนในที่สุด..

โดย : คนจร
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 2 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 16 : 2 ]

นอกจากที่กล่าวมาตามหัวข้อต่างๆ แล้ว ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ในทาง พระพุทธศาสนา อาทิ

หากพระภิกษุอยู่ในเนปาล ซึ่งอยู่เชิงเขาหิมาลัย อากาศคงหนาวมาก พระภิกษุจะอยู่ได้อย่างไรโดย ครองจีวรบางๆ ไม่กี่ชิ้น และไม่สวมรองเท้า ยิ่งในช่วงสองพันปีมาแล้วคงหนาวเยือกเย็นกว่า ปัจจุบันเป็นอย่างมาก (แค่ ๓๐ ปี กรุงเทพก็มีอากาศเย็นกว่าในปัจจุบัน)

ไม่มีการเอ่ยถึงหิมะ ในความหมายของ Snow ในพระไตรปิฎก แต่ใช้เฉพาะหิมะในความหมายของ ความเห็น หิมพานต์ มาจาก หิมะ (เย็น) + วนต (มี)=มีความเย็น ส่วนใหญ่ เข้าใจว่า เป็นน้ำค้าง ป่าหิมพานต์ คือ ป่าน้ำค้าง เพราะไม่เย็น ก็จะไม่มีน้ำต้าง จึงหมายถึงป่าดงดิบทางเหนือ หรืออิสาน ซึ่งปัจจุบัน ก็ยังมีหมอกเป็นน้ำค้างฝอยเม็ดโตๆ พรั่งรูลงมาให้เห็นกันอยู่ ป่าหิมพานต์จึงหมายถึง ป่าบริเวณภูพาน เขาใหญ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เลย และภาคเหนือ

ฤาษีที่ห่มหนังเสือ ไม่ปรากฏในอินเดีย พบเห็นแต่ในเมืองไทย เพราะอากาศเมืองไทย เอื้อที่จะให้ฤาษี ห่มหนังเสือได้ ในพงศาวดารพระนโรศวร กับ พระเอกาทศรถ เคยยกกองทัพผ่านวัด "ฤษีซุม" (วัดที่มีฤาษีมาก)


หน่วยวัดระยะทาง ในพระไตรปิฎกใช้หน่วยวัด เป็น โยชน์ เส้น งาน วา ศอก คืบ ตรงกับที่ใช้ในดินแดนสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะในประเทศไทย ส่วนในอินเดีย ไม่ได้ใช้หน่วยวัดระยะทางตามที่กำหนดไว้ ในพระไตรปิฎก

ในสมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา บรรพบุรุษของไทยใช้หน่วยวัดนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น ระยะทางที่พระเจ้าปราสาททองเสด็จจากวังหลวงไปยัง พระตำหนักพักร้อนซึ่งอยู่ ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะอยุธยาโดยทางชลมารค มีระยะทาง ๓๙๐ เส้น (เกือบ ๑๖ กิโลเมตร) จากที่ประทับพักร้อนไปถึง ตำหนักท่าเรือ ฝั่งตะวันออกของคือพระตำหนัก เจ้าสนุกห่างออกไป ๖๖๐ เส้น (ประมาณ ๒๔ กิโลเมตร) ในเขตสระบุรีปัจจุบัน แล้วจึงเสด็จไปประทับที่ตำหนักธารเกษม(ธารทองแดง) ซึ่งอยู่เชิงเขาพระพุทธบาท เป็นต้น

ประกาศเทวดาครั้งสังคายนา รัชกาลที่ ๒ ระบุไว้หลายแห่งว่า ชมพูทวีป คือ กรุงสัมมาทิฐิ ได้แก่ เมืองไทย ลาว เขมร พม่า มอญ

พงศาวดารกรุงเก่าฉบับราชบัณฑิต ร.ศ. ๑๓๓ บรรยายลักษณะภูมิประเทศสำหรับการรบทางเรือ เช่น พระนเรศวรเสด็จทางชลมารค จากอยุทธยาถึงกาญจนบุรี ใช้เวลา ๕ วัน และระบุว่า สุวรรณภูมิ คือ ชมพูทวีป

โดย : คนจร
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 2 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 16 : 2 ]

ปฐม เหตุแห่งความสงสัยเกิดจากคำถามและ ข้อสังเกตบางประการ อาทิ

"เหตุใด ในประเทศไทย จึงมีโบราณสถานและโบราณวัตถุเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เป็นจำนวนมาก แต่ในอินเดียและเนปาล กลับมีไม่ถึง ๒๐๐ แห่ง

"ทำไม พระเจ้าอโศกของอินเดียไม่ได้จารึกเรื่องสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ ไว้ในเสาหินอโศก ทั้งๆ ที่เป็นเหตุการณ์สำคัญมากตามที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา.....

"ทำไมปีที่ขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอโศกอินเดีย (พ.ศ.๒๖๙-๓๐๖) จึงไม่ตรงกับข้อมูลที่เกี่ยวกับพระเจ้าอโศก (พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช) ที่ระบุในพระปฐมสมโพธิกถาว่า กระทำสังคายนาพระไตรปิฎก พ.ศ. ๒๓๕ และสิ้นพระชนม์ พ.ศ.๒๕๙ พระเจ้าอโศกอินเดีย กับพระเจ้าอโศกไทย จะเป็นคนละองค์กันหรือไม่....

"ช่วงเวลาเข้าพรรษา คือกลางเดือนแปด ถึงกลางเดือน ๑๑ ทำไมตรงกับเมืองไทยพอดี?'

ฯลฯ
ท่านทั้งหลายที่ได้อ่านพึงพิจารณานะครับเพราะจากหลักฐานที่ทางอังกฤษทำขึ้นมาโดยไม่มีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในพุทธศาสนาใช้เพียงการขุดโบราณวัตถุจากอินเดียแล้วนำกลับอังกฤษโดยอ้างว่าช่วยชำระประวัติศาสตร์มันเหมือนการปล้นครับเหมือนประสาทเขาพระวิหารที่เราเจอกันจนทุกวันนี้

โดย : คนจร
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 2 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 16 : 6 ]

เอ่อ...จะรู้ไปทำไมนี่

โดย : [icon8]
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 2 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 20 : 7 ]

เอวัมเม สุตัง เอกัง สะมะยัง พาราณสิยา อิสิปตเน มฤคทาเย

กาลครั้งหนึ่ง ในเมือง พาราณสี ป่าอิสิปตเน
กาลครั้งหนึ่ง คือ การเล่าเรื่อง การเล่าเรื่อง ย่อมเล่า จากพื้นฐาน ของผู้รู้ ว่าแต่ใคร คือผู้เล่าเรื่อง

อันนี้ คงต้อง ไปลองถาม ผู้ที่ เขียน ลิลิต พระลอ ณ.

เพราะ ภาษาดี มาก

ศรีสิทธิพิศาลภพ ฦาหล้าลพ ล่มสวรรค์
จรรโลงโลกกว่ากว้าง แผนแผ่นผ้าง เมืองเมร ศรีอยุธเยนทร์
แย้มฟ้า แจกแสงจ้า เจิดจันทร์ เพียงรพิพรรณผ่องด้าว
ทุกไท้น้าว มาน้อม ขอออกอ้อม มาอ่อน ผ่อนแผ่นดินให้ผาย
ขยายแผ่นฟ้า ให้แผ้ว เลี้ยงแถก้ว ให้กล้า พระยศไท้ เทิดฟ้า
เฟื้องฟุ้ง ทศธรรม ท่านเอย

เห็นด้วยครับ ที่จะเสาะหา หรือ แสวงหา แต่ บ้านเรา ไม่ค่อยมีการจดบันทึก ผมยืนยัน ด้วย นามสกุล ครับ ทุกอย่าง อยู่ใน ความทรงจำ ย่อมมีการ ผิดพลาด

อย่าต้องเอาไกล ไป สองพันห้าร้อยกว่าปี เลยครับ
เอากันใกล้ ที่พยายาม ค้นห้า กัน ก็ เออ อนุสาวรีย์
ประตูสู่ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พยายาม ค้นหา ที่มา กันว่า
มีจริง หรือ เปล่า ท่านเป็นลูกเต้า เหล่าใคร ?

ประวัิติศาสตร์ รับใช้การเมืองมาตลอดครับ
ผมไม่มีหลักฐานให้อ้างอิง แค่ท้วงติง แต่ยินดี ที่ไ้ด้ร่วมเสวนาด้วยครับ

โดย : วาสิน ไทยแท้
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 3 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 7 : 30 ]

ขออภัย
...เป็นไปได้ไหมว่าอาจมีพระพุทธเจ้าหลายองค์ ที่เรียกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า
...คือมันละเอียดอ่อนนะ ถ้าจะคุย ก็ต้องคุยกันยาวๆๆ

...คุยเสร็จ เราทั้งหลายก็ค่อยๆ นิพพานกันไป ที่ล่ะดวง 2 ดวง

ด้วยจิตคารวะ

โดย : นวลีย์...วาย
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 3 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 9 : 18 ]

ข้อมูลน่าเลื่อมใส..ท่านน้อง
ข้าน้อยคงต้องกลับไปค้นคว้าทบทวนอีกที
อย่างมหาวิทยาลัยนาลันทาที่รุ่งเรืองในอดีต
ศูนย์รวมแห่งผู้ต้องการศึกษาค้นคว้า
ทางพุทธ แม้แต่เรื่องไซอิ๋ว ตำนานของจีน
สมัยราชวงศ์ถัง ที่ท่านเดินทางมาที่ อินเดีย
นาลันทา เพื่อ อัญเชิญ พระไตร ไปจีน
ข้าน้อย รู้เท่าที่มีในหนังสือ บ้างเล็กน้อย
แต่ท่านน้องเชื่อมโยงหลักฐานได้น่าสนใจยิ่ง.
เลื่อมใส เลื่อมใส.

โดย : เทวาลัย
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 3 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 10 : 23 ]

เมื่อใดท่านปฏับัติธรรม เมื่อนั้นท่านเห็นเรา

ขอบคุณสำหรับขัอความดีๆครับ

โดย : ปรัชญาอนาจาร
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 3 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 21 : 58 ]

บางครั้งประวัติศาสตร์ก็สอนอะไรเราได้หลายเรื่องมันน่าเสียดายหากว่ามันมีการบิดเบือนเพียงเพื่อให้บางคนบางกลุ่มเข้าไปหาผลประโยชน์จากการขุดค้นซากโบราณสถานเพื่อแสวงหากำไรจากของเก่าเหล่านั้นเท่าที่มีหลักฐานผู้เขียนประวัติพุทธศาสนาเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมาคือพวกที่เที่ยวขุดค้นซากโบราณสถานของประเทศที่ตนเข้าไปรุกรานยึดครองเพื่อขายไปยังพิพิธภัณฑ์ของตนผมตั้งข้อสังเกตุนะครับว่า
"เป็นไปได้ไหมว่าการอ้างว่าจะทำการเขียนประวัติพุทธศาสนาขึ้นมาใหม่ในสมัยนั้นเป็นแค่ข้ออ้างเพื่อการขุดค้นสมบัติเก่าของอินเดียอย่างเปิดเผยและเพื่อไม่ให้ถูกประนามว่าอังกฤษแท้ที่จริงก็เป็นแค่โจรปล้นสุสานเลยใช้เรื่องนี้เข้ามาเชื่อมโยงเกี่ยวอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมโดยไม่ใส่ใจในหลักฐานอื่นเลย"ผมเคยสอบถามผู้ปฏิบัติธรรมสายหลวงปู่ฤๅษีลิง หลวงพ่อปาน ท่านเหล่านั้นตอบเหมือนกันว่ามีความเชื่อว่าพระพุทธเจ้าไม่ใช่ชาวอินเดียเนื่องจากมีอยู่ในคำสอนของหลวงปู่ ท่านทั้งหลายโปรดพิจารณา

โดย : คนจร
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 4 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 10 : 9 ]

มีความเกี่ยวพัน กันทางชาติพันธุ์
มองโกลอย นิกรีตรอย และชนเผ่าที่อ้างตัวเป็นอารยันหรือพวกคอเคซอย

สังเกตว่าทั้งสามชาติพันธุ์เดินทางไปมาอยู่ในดินแดนอันลี้ลับชื่อสุวรรณภูมิแห่งนี้

พุทธะ คือการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่

มนุษย์พิเศษ กำเนิด และ จรรโลง อารยธรรมอยู่เป็นระยะๆ

แหล่งอารยธรรม ที่กระจัดกระจาย
หากเรากรอม้วนให้เร็วขึ้นๆ

เราจะเห็นมันกระจัดกระจาย วูบวาบๆ
เกิดดับๆ เหมือนหยดน้ำ ตกลงผิวน้ำ และระรอกคลื่น

เราท่านทั้งหลาย เราจะย้อนกันไปในคืนตรัสรู้
ความสะเทือนเลื่อนลั่น ไปทั่วจักรวาล

เราตามรอยของพระในยุคต่างๆ
เส้นทางจากจีน ญี่ปุ่น พม่า ลาว ไทย มลายู อินโดนีเซีย
ศรีลังกา

อื่นๆ

...และ....
....
..................นึกไม่ออก

โดย : นวลีย์
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 4 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 12 : 16 ]

เท่าที่รับรู้เกี่ยวกับเรื่องพระถังซำจั๋งนะครับเนื่องจากมีการเขียนเป็นนวนิยายและได้มีการสร้างเป็นภาพยนตร์หลายครั้งในบทภาพยนตร์ที่นำเข้ามาฉายในประเทศจะมีบทที่แตกต่างกันไปบางครั้งเมื่อนำมาแปรแล้วบอกว่าพระถังซำจั๋งเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่อินเดียบ้างที่ชมภูทวีปบ้างขึ้นอยู่กับการตีความและการแปรบทของผู้แปลซึ่งเราก็รับรู้มาจากภาพยนตร์ว่าพระถังซำจั๋งเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่อินเดียแต่หากเราอ่านในหนังสือแปลก็จะพบว่าไม่มีข้อความที่ระบุว่าพระถังซำจั๋งเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่อินเดียแต่อย่างไดกลับพบว่าพระถังซำจั๋งเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่ชมพูทวีปเท่านั้นบางครั้งการตีความในบทภาพยนตร์ที่นำออกมาฉายก็มีบทบาทและมีส่วนไม่น้อยในการปลูกฝังความเชื่อขึ้นมาใหม่แก่ผู้ชมท่านทั้งหลายโปรดพิจารณา

โดย : คนจร
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 4 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 23 : 39 ]

ขอบคุณสำหรับข้อมูล
ข้อคิดใหม่น่าสนใจ
ท่านนวลีย์ ท่านคนจร
ข้าน้อย..อยากทราบแหล่งที่มา
มิทราบท่านอยู่ในแวดวงหนังสือหรือไม่
ท่านพอจะชี้แนะช่อง ให้ข้าน้อยทราบ
บ้างเพื่อเสาะหาเป็นเจ้าของ นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง


โดย : เทวาลัย
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 5 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 12 : 26 ]

ด้วยความเคารพ ท่านเทวาลัย
เวรกรรมเป็นพยาน
ข้าพเจ้า นึกเดาเอาตามใจตน
...คาดคะเนงูๆปลา

อย่างไรอย่างไร ก็ อย่างนั้น อย่างนั้น
ผิดถูก ขออภัย

ถึงท่านคนจร

มีหลักฐานทางสถาปัตยกรรมที่เส้นทางสายไหม
ไกลไปถึงอิยิปต์ และมาเสโดเนีย

การมาของชนชาติ ชานไตผ่านธิเบต

แล้ว และหลักฐานที่ถูกทำลายไป

เอาเป็นว่า

ก่อนที่ยุครูปเคารพจะเฟื่องฟูในอินเดีย

ความเป็นเทพเจ้าไม่มีรูปลักษณ์

ราชวงศ์มิลินทร์ที่เข้ามารับพุทธศาสนาในอินเดียเริ่มสร้างรูปเคารพ

สุวรรณภูมิอยู่ที่ไหนตอนนั้น
เรียนถามท่านคนจร
ด้วยจิตคารวะ

โดย : นวลีย์...วาย
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 5 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 13 : 8 ]

สถานที่ที่ควรไปสำรวจและค้นหาหลักฐานสำคัญในสมัยพระเจ้าอโศกด้วยคำถามที่ว่าหาก
พระพุทธศาสนากำเนิดในประเทศไทย!เหตุใดจึงต้องไปทำการแปลพระไตรปิฎกจากภาษาลังกาสิงหลมาเป็น
ภาษาบาลี
จากคำถามนี้เองทำให้ข้าพเจ้าจำเป็นต้องมานั่งลำดับความเชื่อที่นักวิชาการในประเทศไทยเชื่อสืบ!ๆ กันมา
ตามคำครูซึ่งในช่วงต้น ๆ ก็คงจะหนีไม่พ้นโปรเฟสเซอร์ชาวตะวันตกทั้งหลาย!ดังนี้ว่า!
นักวิชาการส่วนหนึ่งมีความเชื่อว่า อักษรจารึกในสมัยพ่อขุนรามคำแหง!ได้ถูกดัดแปลงมาจาก อักษร
ขอมและมีความเชื่อว่า อักษรขอมที่มีมาอยู่ก่อน!และมักใช้ในการ จารคัมภีร์ทางพุทธศาสนา จนเรียกว่า
ตัวบาลีนั้น!เป็นพัฒนาการมาจาก อักษรปัลลวะ หรือ อักษรคฤนถ์ซึ่งเป็นอักษรของแว่นแคว้นที่อยู่ทาง
อินเดียตอนใต้!และเข้ามาสู่พื้นที่ประเทศไทยปัจจุบัน ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ หรือในช่วง พ.ศ.!๑๐๐๐-๑๑๐๐
ซึ่งเป็นยุคต้นทวาราวดี ก่อนที่จะถูกดัดแปลงเป็นอักษรมอญ อักษรขอม!หรือตัวบาลี ในเวลาต่อมา!
ในระบบตวัอกัษรตามทนี่ กั วชิ าการเชอื่ สบื ๆ กนั มา!วาอกั ษรทเกาแกข่ องอนิ เดยี คอือักษรเทวนาครี !ซงึ่ มี
กำเนิดอยู่แถบลุ่มแม่น้ำสินธุ ที่อาจจะมีพัฒนาการมาจากอักษรของพวกชาวกรีก!หรือไอโอเนียน!ซึ่งต่อมา
พัฒนาการเป็นต้นตระกูลขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามที่นักวิชาการทั้งหลายสรุปไว้!และสอนสืบ ๆ
กันมา!
ในเวลาต่อมา!ไดม้ กีารสรา้งอกัษรชนดิใหมข่นึ้ มาใชแ้ทนอกัษรเทวนาครีคือ!3ตวัอกัษรพราหมหี รอื พรา
หมิน4!สว่นปี พ.ศ.!ทสี่ รา้งขา้พเจา้ เองยงัไมไ่ดเ้หน็ หลกัฐานทยี่ นื ยนั แตท่ จี่ะพอระบคุวามเกา่ไดน้ นั้ !เห็นจะเป็น
หลักฐานที่นักโบราณคดี-นักประวัติศาสตร์!นำมาเป็นข้อสรุปในเรื่องจุดกำเนิดของพระพุทธศาสนา หรือต่อไปจะ
เรียกให้โก้ว่า!3พุทธอุบัติภูมิ4!ว่ามีขึ้นในแดนภารตะ-อินเดีย นั่นก็คือ!ลายสือที่อ่านได้จากเสาหินที่ขุดค้นได้ ที่อ้าง
ว่าเป็นเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช!ที่ใช้ อักษรพราหมีหรือพราหมินในการจารึกข้อความนั้น!และข้อความ
ที่สุดคลาสสิคและถูกนำยกมาแสดงอยู่บ่อย ๆ!คือจารึกที่ลุมพินีที่ว่ากันว่าเป็นสถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า!ที่ใช้เวลาอ่านอยู่ ๗ ปี จนสามารถอ่านออกมาได้ว่า!
เทวานัมปิเยน ปิยทสิน ลาชิน!วีสติงสา ภิสิเตน!
อตน อาคาจ มหียิเต หิท พุเธ ชาเต สากยมุนีติ!
สิลาวิคฑภีจา!กาลาปิต สิลาถ(ม)เภจ อุสปาปิเต!
หิท ภควํ ชาเตติ ลุมมินิคาเม อุพลิเก กเต!อถภาคิเยจจาก อโศกมหาราช และข้อเขียนคนละเรื่องเดียวกัน ของ กรุณา!กุศลาสัย)!
แปลเป็นไทยได้ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้เป็นที่รักแห่งทวยเทพ!ราชาภิเษกแล้ว ๒๐ ปี ทรงเสด็จมามา
นมัสการด้วยพระองค์เอง ณ สถานที่นี้!ทั้งนี้ด้วยเหตุว่า พระศากยมุนีพุทธะได้ประสูติแล้วที่นี้!สมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างศิลารูปม้า(59!และโปรดเกล้าฯ!ให้สถาปนาเสาศิลานี้ขึ้น!เพื่อแสดงว่าสมเด็จพระ
ภควัตผู้ควรบูชาพระองค์นั้นได้ประสูติแล้วณะที่นี้!พระองค์โปรดบันดาลให้หมู่บ้านลุมพินีพ้นจากการถูกเก็บส่วย
(อย่างเมื่อก่อน)!และเก็บอยู่เพียง ๑ ใน ๘ ของผลที่ได้เท่านั้น48จาก!คำบรรยายประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
ภาค ๑ ของ เสถียร!โพธินันทะ)!
! ก่อนจะผ่านเรื่องเสาหินพระเจ้าอโศกไปเฉย ๆ!ขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับเสาหินหลักนี้เพิ่มเติมสักนิดว่า 3ดร.
ฟือห์เรอร์!เป็นผู้ค้นพบเสาศิลาจารึกเป็นคนแรก เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๘ (ค.ศ. ๑๘๙๕)!ขณะที่พบ หลัก
ศิลาจารึกถูกปูนเก่า ๆ ถมทับอยู่หลายฟุต ต้องขุดอิฐปูนเหล่านั้นออก!จึงพบอักษรที่เสา วัดส่วนสูงของเสา ๒๖ ฟุต
๖ นิ้ว ซึ่ง ๘ ฟุต ๖ นิ้ว ฝังอยู่ในดิน!กล่าวกันว่าแต่เดิมสูงประมาณ ๗๐ ฟุต คงเนื่องจากฟ้าผ่าลงมา!เมื่อหลวงจีนถัง
ซัมจั๋งไปถึงลุมพินี ได้พบรูปวิคฑะ ซึ่งประดิษฐานอยู่บนยอดเสา!อยู่พื้นดิน หลวงจีนอ้างว่า วิคฑะเป็นรูปม้า เท่าที่
ปรากฏ!รูปที่พระเจ้าอโศกทรงสร้างบนยอดเสาศิลาจารึกทั่วไปนั้นมักเป็นรูปสิงห์ ๔ ตัวบ้าง!สิงห์ตัวเดียวบ้าง และ
รูปวัวบ้าง แต่ที่ลุมพินีคงเป็นกรณีพิเศษที่สร้างเป็นรูปม้า!คงหมายถึง พาหนะคู่ใจที่พาเสด็จออกบรรพชาก็ได้
จาก สู่แดนพระพุทธองค์!8อินเดีย-เนปาล) ของ พระวิเทศโพธิคุณ (ว.ป. วีรยุทฺโธ))!
ที่ยกแม่น้ำทั้ง มานี้ก็เพียงแต่จะชี้ให้เห็นว่านักวิชาการยอมรับว่า 3อักษรพราหมีหรือพราหมินมีใช้มา
ตั้งแต่เมื่อราว พ.ศ. ๒๐๐ ปลาย ๆ แล้ว แต่ในขณะที่เขียนบทความชิ้นนี้!ไม่ทันได้พบประวัติของการสร้างอักษร
ปัลลวะ จึงไม่แน่ใจว่าอักษรปัลลวะกำเนิด พ.ศ.!ใดแน่ ก่อนที่จะแพร่ขยายมายังเมืองไทย เมื่อราวพุทธศตวรรษที่
๑๑!ตามที่นักวิชาการเชื่อกันมาอย่างนั้น!
หากเรายอมรับตามที่มีข้อสรุปว่า!หลังการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ หลังพุทธปรินิพพานได้ ๒๓๕ ปี!
แล้วพระเจ้าอโศกมหาราชจึงส่งสมณฑูตทั้ง ๙ สาย!ออกเผยแพร่พระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ และดินแดน
หนึ่งนั่นก็คือ 3สุวรรณภูมิ4!โดยมีพระเถระซึ่งเป็นหัวหน้าคณะคือ พระโสณเถรกับพระอุตตรเถร พร้อมทั้ง
พระมูนียเถร!พระฌานียเถร และพระภูริยเถร รวมเป็น ๕ รูป โดยคณะของท่านพร้อมทั้งฆราวาสอีก ๓๘ คน!
เดินทางมาขึ้นฝั่งทบี่ ริเวณทเี่ ปน็ จงัหวัดนครปฐม ของประเทศไทยในปจัจบุ ัน!ซึ่งสมัยนั้นคงจะเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริม
ทะเล!
จากที่ย่อหน้าข้างต้นเป็นที่ตั้งข้อสังเกตว่า!หากการที่พระเจ้าอโศกมหาราช ส่งสมณฑูตมาที่สุวรรณภูมินั้น!
ซึ่งในขณะนั้นก็ได้มีการใช้ ตัวอักษรพราหมีหรือพราหมินแล้ว!คณะที่เดินทางมานี้ซึ่งเป็นคณะใหญ่พอดู จะ
ไม่นำเอาความรู้ในการเขียนอักษรพราหมีหรือพราหมินมาเผยแพร่ให้ชนชาวสุวรรณภูมิด้วยบ้างหรือซึ่ง
เป็นลักษณะของชนชาติอารยะที่มักจะนำเอา ภูมิรู้ของตนมาเผยแพร่เพื่อครอบงำชาติที่ต่ำอารยะกว่า!เหมือน
ดังที่นักวิชาการปัจจุบันเชื่อว่า ราชวงศ์ปัลลวะเอา อักษรปัลลวะมาเผยแพร่และชนชาวไทยก็ได้ดัดแปลง
นำมาใช้จนเป็นรากฐานของ ลายสือไทยในปัจจุบัน!หรือเหมือนชาติตะวันตกที่เอา อักษรอัลฟาเบทมา
เผยแพร่ในสมัยล่าอาณานิคม!และ(แกม)บังคับให้เราต้องเขียน ต้องท่อง จนถึงปัจจุบันนี้!และก็เป็นเรื่อง
ที่น่าคิดว่าหากคณะเผยแพร่พระพุทธศาสนาได้นำเอา อักษรพราหมีหรือพราหมินเข้ามาสู่ที่สุวรรณภูมิด้วยใน
คราวนั้น ก็ถือว่าชนชาติไทยนี่ช่างโง่เหมือนอย่างที่นักวิชาการทั้งหลายพยายามบอกว่าผู้คนในแถบถิ่นนี้เมื่อ ๒
พันกว่าปีที่แล้วอยู่ในยุคเกษตรกรรมล้าหลัง ไม่มีอารยธรรมที่บอกว่าชนชาติไทยนี่ช่างโง่ก็เพราะไม่รู้จัก
ดัดแปลงตัว อักษรพราหมีหรือพราหมินให้เป็น ลายสือไทยตั้งแต่เมื่อ ๒ พันกว่าปีที่แล้ว!กลับปล่อยทิ้ง
โอกาสทองให้ผ่านไป โดยปล่อยให้พวกปัลลวะมาพัฒนาปรับปรุงลายสือพราหมีเป็น อักษรปัลลวะหรือ
คฤนถ4 !แลว้นาํเขา้มาเผยแพรใ่นแถบสวุรรณภมู ใินอกีเกอืบ ๑พันปีต่อมา แล้วจึงเพิ่งมาคิดปรบั ปรุง อักษรปัล
ลวะที่ว่ามาจากอินเดียใต้นั้น!ให้เป็น ลายสือไทยทั้งที่จริง ๆ อักษรพราหมีก็เป็นรากฐานของ อักษรปัล
ลวะเช่นเดียวกัน ไม่อย่างนั้นชนชาติไทยอาจจะได้มีตัว ลายสือไทยเป็นของตัวเอง!ก่อนที่พวกปัลลวะจาก
อินเดียใต้!จะเข้ามาเผยแพร่อารยธรรมของพวกอารยะในภูมิภาคอุษาคเนย์นี้ เมื่อราว พ.ศ. ๑๐๐๐ กว่า!ๆ จะได้ไม่
ขายขี้หน้าเขาว่า เราเปน็ คนไมร่หู้ นงัสอื อยตู่ งั้เปน็ พนั ป!ี ทงั้ทอี่ ตุ สา่หร์ บั เอาพระพทุธศาสนาอนั ประเสรฐิมา
ประดิษฐานตั้งไว้ที่ดินแดนสุวรรณภูมิ!ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๕!โน่นแล้วนั้น!
! แต่ก็เอาหละเอาเป็นว่าเชื่อตามนักวิชาการตามนี้ไปก่อนก็แล้วกันว่า!เราเพิ่งรู้จัก การเขียนตัวหนังสือ4!หลัง
สมัยราชวงศ์ปัลลวะก็ได้!เพราะจุดนี้อาจจะเป็น หลักฐานแห่งความสับสนที่อาจนำไปสู่การ คลี่คลายอะไร
ๆ!กไ็ ด ้ไม่เช่นนั้นข้าพเจ้าคงไม่ตอ้ งมานั่งเขียนอะไรยาว ๆ เช่นน!ี้ซงึ่ กเ็ป็นเพราะคำถามเจา้ ปัญหาทวี่ า่ หาก
พระพุทธศาสนากำเนิดในประเทศไทย!เหตุใดจึงต้องไปทำการแปลพระไตรปิฎกจากภาษาลังกาสิงหลมาเป็น
ภาษาบาลีซึ่งถ้าแปลไทยเป็นไทยผู้ถามคงต้องการจะสื่อว่าทำไมถ้าพระพุทธศาสนากำเนิดขึ้นในประเทศ
ไทยแล้วทำไมไม่เขียนพระไตรปิฎกใหเ้ป็นภาษาบาลีนั่นเอง!
ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า!ถา้หากศักราชทอี่ า้งกนั อยู่ณ ขณะนี้ไมว่ปิ ลาสคลาดเคลอื่นแลว้!คำถามนี้จะเป็นเรื่องที่น่า
คิดและน่าติดตามมาก เพราแสดงว่าผู้ถามอาจจะเข้าใจว่า ณ!เวลาที่ พระพุทธโฆษาจารย์ เดินทางไปแปล
พระไตรปิฎกจาก ภาษาสิงหลลังกามาเป็นภาษาบาลีนั้น เมืองไทยจะต้องมี ลายสือบาลีใช้กันแล้ว!
นอกเสียจากผู้ถามไม่ได้คิดว่าพระพุทธโฆษาจารย์เดินทางไปจากเมืองไทย ซึ่งปี พ.ศ.!ที่พระพุทธโฆษาจารย์
เดินทางไป ลังกานั้น ตรงกับปี พ.ศ. ๙๕๖ ดังปรากฏในคำประกาศเทวดาครั้งสังคายนาพระไตรปิฎก ปี
สัมฤทธิศก พ.ศ. ๒๓๓๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๑แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีความตอนหนึ่งว่า!
---ครั้นพระพุทธศักราชล่วงไปได้ ๙๕๖พรรษา สมเด็จพระเจ้ามหานามได้เสวยราชสมบัติในลังกา!พระ
พทุธโฆษาจารยอ์อกไปแปลพระไตรปฎิ กกบั ทงั้พระอตัถกถาอนั ตงั้อยดู่ว้ยสงิหฬภาษา!เปน็ มคธภาษาบาฬี กระทาํ
ในโลหะปราสาท พระเจ้ามหานามเป็นสาสนูปถัมภก ปีหนึ่งจึงสำเร็จ!เป็นที่ชำระพระสาสนาครั้งหนึ่ง ครั้นเสร็จ
แล้วจึงเชิญเสด็จพระธรรมมายังชมพูทวีป!กุลบุตรได้เล่าเรียนสืบ ๆ!กันมา
ก่อนจะข้ามตรงนี้ไปโดยไม่ได้พิจารณาวลีทองที่ว่าครั้นเสร็จแล้วจึงเชิญเสด็จพระธรรมมายังชมพูทวีป4!
ซึ่งเราอาจจะต้องแปลไทยเป็นไทยอีกว่า คำว่า เชิญพระธรรมมายังชมพูทวีปนั้น!ให้ความรู้สึกว่า 3ชมพูทวีปอยู่ที่
ไหนเพราะถ้าเอาความรู้บวกกับความเชื่อในปัจจุบันก็ย่อมจะต้องเข้าใจโดยอัตโนมัติว่าชมพูทวีปอยู่ที่
อินเดียตามที่ได้รับการสั่งสอนมา แต่ถ้าลองเพิ่มความ เฉลียวใจสักนิด แล้วพิจารณาเหตุการณ์แวดล้อมที่
ภาษาอังกฤษเรียกว่า ที่ว่าการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งนั้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๑นั้นได้กระทำขึ้นที่
พระอุโบสถวัดพระศรีสรรเพชรดาราม ที่ประเทศไทย ดังนั้นการที่เขียนคำประกาศเทวดาที่ว่ามายังนั้น
แสดงว่าเชิญพระธรรมมายัง ประเทศไทยหาใช่ไปประเทศอินเดียไม่ เพราะถ้าเช่นนั้น คงจะใช้คำว่า ไปยัง
แต่ท่านทั้งหลายอาจจะคิดว่าเป็นการตีความเพื่อเข้าข้างความเชื่อของข้าพเจ้าที่ว่าพุทธอุบัติภูมิอยู่ที่
ประเทศไทยเลยจะหาเหตุมาสนับสนุนว่าชมพูทวีปก็อยู่ที่ประเทศไทยถ้าเช่นนั้นก็ลองอ่านความในวรรค
ถัด ๆไปของคำประกาศเทวดาที่ว่า!
ครั้นพระพุทธศักราชล่วงมาถึง ๒๐๐๐ ปีเศษนั้น!พระปริยัติสาสนาอันเป็นมูลปรนนิบัติมัคคผล!ซึ่งพระ
โมคคลีบุตรดิศเจ้าให้พระเถรเจ้าทั้งหลายไปตั้งสาสนาในปจันตชนบท!แลพระไตรปิฎกอันพระพุทธโฆษาจารย์
เจ้าไปแปลมาแต่ลังกามาไว้ในชมพูทวีป!พระเถรานุเถระในชมพูทวีปได้เล่าเรียนสร้างสืบต่อกันมา แลท้าวพระยา
เศรษฐี!คหบดีศรัทธาสร้างไว้ในกรุงสัมมาทิฏฐิทั้งปวง คือ เมืองไทย#ลาว#เขมร#พม่า#มอญ#!เป็นอักษรพิรุธส่ำสม
กันอยู่เป็นอันมาก หาท้าวพระยาสมณะผู้ใดที่จะศรัทธาสามารถ!อาจชำระพระไตรปิฎกขึ้นไว้!ให้บริบูรณ์ดุจท่าน
แต่ก่อนนั้นมิได้มี
ซึ่งประโยคข้างต้นนี้ได้บ่งบอกจุดสำคัญถึง๒ ประการ นั่นก็คือ พระปริยัติสาสนาอันเป็นมูลปรนนิบัติ
มัคคผล!ซึ่งพระโมคคลีบุตรดิศเจ้าให้พระเถรเจ้าทั้งหลายไปตั้งสาสนาในปจันตชนบท4!ประการหนึ่งกับ
พระไตรปิฎกอันพระพุทธโฆษาจารย์เจ้าไปแปลมาแต่ลังกามาไว้ในชมพูทวีป!พระเถรานุเถระในชมพูทวีปได้เล่า
เรยีนสรา้งสบื ตอ่กนั มา แลท้าวพระยาเศรษฐ!ี คหบดศีรทั ธาสร้างไว้ในกรุงสัมมาทิฏฐิทั้งปวง คือ เมอื งไทย>ลาว>
เขมร>พม่า>มอญ4!ประการหนึ่ง อันควรที่พวกเราจะได้พึงสังวรณ์ และเปิดใจรับฟัง โดยไม่เอาความรู้หลัง!พ.ศ.
๒๔๐๐ กวา่ ๆ ที่ แขกและชาวองักฤษ นาํมาเผยแพรใ่นราชอาณาจกั รไทย!ภายหลงัขดุ ค้นพบโบราณสถาน และ
โบราณวัตถุ โดยเฉพาะ เสาหินของพระเจ้าอโศกในอินเดีย!โดยประโคมว่า พุทธอุบัติภูมิอยู่ที่อินเดีย4!ด้วย
หวังลาภสักการะเพราะเห็นว่าประเทศไทย คนไทย!มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง!
! และข้าพเจ้าขอเรียนมา ณ ที่ตรงนี้เลยว่า!นับเป็นความบังเอิญอย่างที่สุด!ที่ข้าพเจ้าได้มาอ่านพบข้อความ
สำคัญนี้ในภายหลังที่ข้าพเจ้าได้มีข้อสรุปกับตัวเองว่าพุทธอุบัติภูมิอยู่ที่ประเทศไทยและ ชมพูทวีปก็อยู่ใน
ประเทศไทยไม่เช่นนั้นข้าพเจ้าก็คงจะคิดว่าเพราะถ้อยความนี้ที่ทำให้ข้าพเจ้าคิดและสรุปอย่างนั้นแต่การที่
ขา้พเจา้สรปุ อยา่งนนั้ !เป็นผลจากการทขี่ า้พเจ้าไดพ้ ยายามจบั แพะมาชนแกะเป็นระยะเวลาตลอด ๔ เดือนทผี่ ่านมา!
ซึ่งก่อนนี้ข้าพเจ้าก็ได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า สุวรรณภูมิที่คนไถ่ถามกันว่าอยู่ที่ไหนนั้นก็ปรากฏว่าใน
สมัยพุทธกาลนั้นสุวรรณภูมิก็ตั้งอยู่ที่บริเวณ ตำบลคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี!ซึ่งถือว่าเป็นเขตปัจจันต
ชนบท คือเป็นชนบทชายขอบชมพูทวีป!ซึ่งแบ่งด้วยแม่น้ำแม่กลองในปัจจุบันกับส่วนที่เรียกว่า มัชฌิมชนบท!คือ
ภาคกลางและภาคอีสานของประเทศไทย!โดยพื้นที่ภาคเหนือที่อุดมไปด้วยภูเขาคือเขตที่เรียกว่า อุตตรปถชนบท!
ตามที่ปรากฎเหตุการณ์ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จไปโปรดผู้คนแถบนั้นและประทานพระเกศา
ธาตุและรอยพระบาทเป็นอันมาก!ดังปรากฎอยู่ในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกของทางเหนือนั่นเอง!
โดยในสมัยพุทธกาลนั้น!เขตพื้นที่สุวรรณภูมิ ซึ่งใช้คำที่แท้ว่า สุวัณณภูมินั้น!คงจะจำกัดอยู่ที่ในเขต
จังหวัดราชบุรีเพราะลงไปเขตเพชรบุรีมีชื่อเรียกว่าเมืองพริบพลี และที่มาของชื่อสุวัณณภูมิ!ก็เปลี่ยนแปลง
หลงัจากพระราชาแหง่เมอืงทอง!ไดไ้ปเข้าเฝา้และฟงัพระธรรมเทศนาจากองค์สมเดจ็ พระสมัมาสมัพทุ ธเจ้าทกี่ รงุ
ราชคฤห์!แคว้นมคธ จึงนำเอาคำมคธมาเรียกเป็นชื่อ 3เมืองทอง4!ว่า สุวัณณภูมิดังปรากฏในคำอ่านจาก
กระเบื้องจารที่ได้มาจากเมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี!ที่ท่านเจ้าคุณอ่ำ ธมฺทตฺโต วัดโสมนัสวิหาร ได้อ่านไว้ เมื่อปี
พ.ศ. ๒๕๐๘ ว่า!3ทับไทยทอง กลับเมือง พุทธพัสสา ๒๔ แลปีโล ๑๑๖๙ ให้เอาคำมคธ ว่า สุวัณณภูมิ!เป็นชื่อ
เมืองทอง คนไทย เมื่อ(ปี)โลได้ ๑๑๗๐ (พุทธพัสสา ๒๕)
ดังนั้น!การที่ได้ยกเอาข้อความในคำประกาศสังคายนาพระไตรปิฎก ในสมัยรัชกาลที่ ๑ก็เพื่อเป็น
ข้อสนับสนุนว่า จำเดิมแต่โบราณกาลมาก่อนที่แขกและชาวอังกฤษ!จะมาชักจูงให้คนไทยเชื่อตามที่ว่า พุทธอุบัติ
ภูมิอยู่ที่อินเดียนั้น!คนไทยเราก็มีความเชื่อสืบ ๆ ต่อกันมา ช้านานแล้วว่าชมพูทวีปอยู่ที่ภูมิภาคอันเป็นที่ตั้งอยู่
ของประเทศไทย
แท้ที่จริงแล้วการเขียนบทความชิ้นนี้ตั้งใจเพียงจะชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งกันทางความเชื่อของนักวิชาการ
เอง!ที่เชื่อสืบ ๆ กันมาว่า ตัวลายสือไทยนั้นพัฒนามาจาก ตัวอักษรคฤนถ์หรือปัลลวะประมาณหลัง พ.ศ.
๑๐๐๐ เท่านั้น โดยจะยกเป็นข้อโต้แย้งว่า!ก่อนนั้นดินแดนแถบนี้ก็มีลายสือใช้อยู่ก่อนแล้วไม่เช่นนั้น พระพุทธ
โฆษาจารย์ที่ไปลังกาในปี พ.ศ. ๙๕๖!เพื่อแปลพระไตรปิฏกท่านจะเอาลายสือชนิดใดบันทึกพระไตรปิฎก
กลับมายังชมพูทวีป!ถ้าไม่ใช่ ลายสือบาลี-ภาษามคธที่มีใช้กันอยู่ก่อนในแถบถิ่นนี้ก่อนที่พวกปัลลวะจะมา
เผยแพร่วัฒนธรรมของพวกอารยะ!และภาษาและลายสือดังกล่าวนี้ก็คงจะใช้มานานจนชำนาญจึงสามารถแปล
ความในพระไตรปิฎกจากภาษาสงิหลลงักาเปน็ ภาษาบาลนี นั้ ไดภ้ ายในหนงึ่ เดอื น!ดไีมด่ จีะกลายเปน็ วา่พวกปลั
ลวะที่ว่านั้น!จะมาเอาลายสือและภาษาที่เราใช้กันอยู่กลับไปที่อินเดียใต้ ก็ไม่รู้ได้!

โดย : คนจร
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 5 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 15 : 39 ]


เป็นทัศนะที่น่าสนใจมากคุณ คนจร

ขอเวลากอ็บปี้ ไปอ่าน สักครู่
อาจมีข้อโต้แย้ง มากระแซะๆ

อย่างไรก็ดี
ข้าน้อยรู้สึกใกล้ชิดกับพระพุทธองค์มากขึ้น ในฐานะเครือญาติ
...ถ้าสยามอารยะ
แล้วความรุ่งเรื่องถูกบดบังไป ในช่วงเวลาแห่งประวัตฺศาสตร์

เช่นเดียวกับแรงงานทาสชาวยิวที่สร้างพีระมิด
แรงงานทาสไทที่ไปสร้างปราสาทหิน

อำนาจหมุนเวียน

และจันทาล ก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งจ้าวโลก

ในฐานะคนผิวสี ผมปลาบปลื้มใจจริง

เพราะเอาเข้าจริง
ศาสดาต่างๆ ล้วนเป็นตัวแทนของความเจ็บช้ำ และทุกข์ทรมานของมวลมนุษยชาติ

กระนั้นๆแล

ด้วยจิตคารวะ

โดย : นวลีย์...วาย
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 6 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 9 : 32 ]

ที่ชมพูทวีป ในสมัยพุทธกาลและก่อนพุทธกาล ประกอบด้วยแคว้นหลายแคว้น นครหลายนคร มีภาษา
หลายภาษา และภาษาเหล่านั้น ก็ไม่ใช่เพียงคำพูดอย่างเดียว ย่อมมีทั้งตัวอักษรด้วย โดยหลักฐานที่ทำให้
สันนิษฐานว่ามีตัวอักษรเกิดขึ้นและใช้กันแล้วนั้นมีมากมาย เช่น คำว่า “อักษรสมัย” (อกฺขรสมย) ซึ่งหมายถึง
ประมวลเรื่องตัวอักษร คำว่า “ปัณณะ” (ปณฺณ จริง ๆ แปลว่าใบไม้) ซึ่งหมายถึงหนังสือ หรือจดหมาย คำว่า
ปิฎก (ปิฏก จริง ๆ แปลว่าตะกร้า) ซึ่งหมายถึงตำรา เป็นต้น นั่นคือ หากไม่มีตัวอักษรแล้ว จะเขียนจดหมาย
เขียนหนังสือ เขียนคัมภีร์เขียนตำราได้อย่างไร
เช่น ในอรรถกถาธรรมบท ภาค 2 เกี่ยวกับโฆสกเศรษฐี (อยู่ในเรื่องสามาวดี) ซึ่งเป็นเป็นเศรษฐีมีชื่อเสียง
คนหนึ่งในสมัยพุทธกาล ผู้สร้างวัดโฆษิตาราม ผู้เป็นพ่อบุญธรรมของนางสามาวดีอัครมเหสีพระเจ้าอุเทนพระ
ราชาแห่งกรุงโกสัมพี ความย่อว่า เศรษฐีที่เป็นบิดาเลี้ยงของนายโฆสก พยายามจะฆ่านายโฆษกให้ตายด้วย
อุบายต่าง ๆ ตั้งหลายครั้ง จนเขาโตเป็นหนุ่ม ก็ยังไม่สามารถจะฆ่าได้ จึงออกอุบายใหม่ โดยเขียนจดหมาย
(ปณฺณํ) ถึงเสมียนคนเก็บส่วยว่า “ผู้นี้เป็นลูกชาติชั่วของเรา ขอท่านจงฆ่ามันแล้วโยนลงไปในหลุมคูถ เมื่อท่าน
ทำการอย่างนี้เสร็จแล้ว เราจักให้รางวัลตอบแทนลุงในภายหลัง” แล้วให้นายโฆสกถือจดหมายฆ่าตัวตาย ไป
ส่งให้แก่เพื่อนเศรษฐีนั้นที่อยู่นอกเมือง นายโฆสก ไม่รู้อักษรสมัย (หมายถึงไม่รู้หนังสือ) จึงได้ถือจดหมายนั้น
ไปโดยไม่เคลือบแคลงอันใด ....
อีกหลักฐานหนึ่ง เช่น ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในกาลามสูตร มีข้อหนึ่งว่า “ มา ปิฏกสมฺปทาเนน อย่า
เชื่อถือ โดยอ้างตำรา ”
อนึ่ง ตามคัมภีร์อรรถกถาว่าไว้ (อรรถกถาธรรมบท เรื่องพระโปฐิลเถระ) ในสมัยพุทธกาลมีพระเถระรูป
หนึ่งเก่งทางด้านปริยัติ ทรงพระไตรปิฎก แต่ทางด้านปฏิบัติยังไปไม่ถึงไหน การแสดงธรรมจึงแสดงตาม
ความจำของตน ซึ่งย่อมไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำที่ตนพูด เหมือนทัพพีตักแกง ไม่รู้รสชาติแห่งแกง
พระพุทธองค์จึงเรียกพระรูปนั้นว่า “พระใบลานเปล่า (โปฐิละ)” นั่นแสดงว่าหนังสือใบลานมีเกิดขึ้นแล้ว
อีกอย่างหนึ่ง จากอรรถกถามหาปรินิพพานสูตร กล่าวถึงตอนที่พระเจ้าอชาตศัตรูโดยคำแนะนำของพระ
มหากัสสปเถระ ให้สร้างที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุใต้แผ่นดิน มีข้อความตอนหนึ่งว่า
ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปะอธิษฐานว่า “พวงมาลัยอย่าเหี่ยว กลิ่นหอมอย่าหาย ประทีปอย่าไหม้” แล้ว
ให้จารึกอักษรไว้ที่แผ่นทองว่า “แม้ในอนาคตกาล พระกุมารพระนามว่าอโศก จักเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็น
พระเจ้าอโศกมหาราช ท้าวเธอจักทรงกระทำพระบรมธาตุเหล่านี้ให้แพร่หลายไป” ดังนี้ พระราชา(พระเจ้า
อชาตศัตรู) ทรงเอาเครื่องประดับทั้งหมดบูชา ทรงปิดประตูแล้วทรงคล้องตรากุญแจไว้ที่เชือกผูก ทรงวางแท่ง
2
แก้วมณีแท่งใหญ่ไว้ที่ตรงนั้นนั่นเอง โปรดให้จารึก อักษรไว้ว่า “ในอนาคต เจ้าแผ่นดินที่ยากจน จงถือเอา
แก้วมณีแท่งนี้ กระทำสักการะพระบรมธาตุทั้งหลายเทอญ”
และหลักฐานในที่อื่น ๆ อีกมากมาย แต่เพียงแค่นี้ก็เพียงพอแก่การสันนิษฐานว่า ในสมัยพุทธกาล มีอักษร
ใช้ มีการเขียน มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว
นั่นคือ เมื่อมีอักษรใช้แล้ว เป็นไปได้หรือที่ในสมัยนั้นจะไม่มีใครเลยที่เขียนบันทึกคำสอนของ
พระพุทธเจ้าไว้ ต้องมีบ้างที่เขียนไว้เพื่อเป็นการช่วยจำ แต่ในสมัยนั้น ไม่ได้เน้นที่การสร้างตำราเรียน แต่เน้นที่
การปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น การบันทึกจึงมีไม่มาก (เป็นการบันทึกส่วนตัว) และที่บันทึกไว้ก็กระจัด
กระจาย มีไม่ครบถ้วน
ต่อมาภายหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ๓ เดือน เมื่อมีมูลเหตุเกิดขึ้นในพุทธศาสนา (ขอไม่กล่าวถึง
มูลเหตุ) พระมหากัสสปเถระเจ้า จึงชักชวนพระเถระทั้งหลายรวม ๕๐๐ รูป ประชุมกันทำการสังคายนาพระ
ธรรมวินัย คือร้อยกรอง จัดหมวดหมู่ และจารลงใบลานด้วย ไม่ใช่สังคายนาแค่มุขปาฐะ (ปากเปล่า)และท่องจำ
อย่างเดียว ใช้เวลาสังคายนา ๗ เดือน จึงแล้วเสร็จ
ข้อสังเกต หากเป็นสังคายนาแบบมุขปาฐะ อย่างเดียว เหตุไฉน จึงใช้เวลานานถึง ๗ เดือน ทั้ง ๆ ที่พระ
เถระทั้งหลายที่ร่วมสังคายนาล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น ไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายความหมายหรือถกกัน
เรื่องอรรถะอีก ถือเอาเพียงพยัญชนะอย่างเดียว เพราะพระอรหันต์ทุกท่านเข้าใจเนื้อความดีอยู่แล้วนั่นเอง นั่น
คือหากเป็นเพียงการจัดหมวดหมู่แบบปากเปล่าอย่างเดียว ไม่น่าจะกินเวลานานถึง ๗ เดือน แต่ว่า เวลาที่ใช้ไป
๗ เดือนนั้น คือพระเถระเหล่านั้น ช่วยกันเขียน จารลงใบลาน (ฉบับหลวงอาจเป็นแผ่นทอง) และตรวจทาน
เป็นอย่างดี เพื่อเป็นคัมภีร์อ้างอิงต่อไป
สำหรับภาษาที่ใช้ในการสังคายนาและจารลงใบลานนั้น ก็คือภาษามคธ (ภาษามาคธี) หรือที่เราทั้งหลาย
เรียกกันว่าภาษาบาลีนั่นเอง ที่เรียกว่าภาษามคธ เพราะเป็นภาษาที่ชาวมคธใช้กัน ที่เรียกว่าภาษาบาลี เพราะเป็น
ภาษาที่ใช้สำหรับรักษาพระธรรมวินัย ส่วนสาเหตุที่เลือกใช้ภาษามคธในการสังคายนาครั้งแรกนั้น (ทั้ง ๆ ที่ยุค
นั้นใช้กันหลากหลายภาษา เช่น ภาษาทมิฬ ภาษาอันธกะ ภาษาโอฏฏะ ภาษากิราตะ ภาษาโยนกะ ภาษา
สันสกฤต เป็นต้น ) ก็เนื่องจากว่าการสังคายนาครั้งนั้นกระทำที่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยได้รับพระบรม
ราชูปถัมภ์จากพระเจ้าอชาตศัตรู พระราชาแห่งแคว้นมคธ และเพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าของสถานที่ ๑ เพื่อความ
ดำรงมั่นแห่งพระธรรมวินัย๑ เพื่อความอยู่ยืนนานแห่งอักษรและภาษาบาลี(ภาษาที่รักษาพระธรรมวินัย)๑
พระเถระทั้งหลายจึงเลือกใช้ภาษามคธ (ภาษามาคธี) เป็นภาษาสำหรับจารึกรักษาพระธรรมวินัย (ภาษาบาลี)
[ทางฝ่ายมหายาน ก็มีการสังคายนา เช่นกัน (ไม่ใช่ทำในเวลาเดียวกัน) แต่ทำที่เมืองอื่นซึ่งใช้ภาษาสันสกฤต
3
พระไตรปิฎกของมหายาน จึงใช้ภาษาสันสกฤตในการ บันทึก]
เมืองต่าง ๆ เมื่อได้ต้นฉบับแล้ว เจ้าอาวาสในแต่ละวัดก็จะส่งพระลูกวัดไปคัดลอกมาเก็บไว้ที่วัดของตน ๆ
(ดังนั้น ในสมัยต่อมาจึงเป็นประเพณีว่า ผู้บวชที่ต้องการศึกษาปริยัติ หรือ คันถธุระนั้น นอกจากจะท่องจำพระ
พุทธพจน์แล้ว ตอ้ งฝกึ เขยีนภาษาบาลี และคัดลอกคัมภีร์ใบลานด้วย)
การสังคายนาครั้งที่ ๒ ในเบื้องแรกก่อนสังคายนา เป็นการระงับอธิกรณ์ (คดีความที่เห็นไม่ตรงกันอัน
เป็นเหตุให้แตกแยกกัน และประพฤติไม่ตรงกัน) เกี่ยวกับความเข้าใจผิดเรื่องวัตถุ ๑๐ ประการของภิกษุ
ชาวเมืองเวสาลี เมื่อประมาณ ๑๐๐ ปี หลังพุทธปรินิพพาน การสังคายนาครั้งนี้ กระทำที่เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี
ระงับ และชี้แจง ความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับวินัยบางหัวข้อ ให้กลับมาเข้าใจอย่างถูกต้อง โดยมีพระสงฆ์ร่วม
ประชุมรับฟังและลงมติทั้งสิ้น ๗๐๐ รูป
มีข้อที่น่าสังเกตคือ ประเด็นทั้ง ๑๐ ประเด็นที่นำเข้าที่ประชุมสงฆ์นั้น แต่ละประเด็นมีการถามด้วยว่า ทรง
บัญญัติไว้ที่ไหน มีหลักฐานอยู่ในคัมภีร์ไหน หมวดไหน และคำตอบก็มีหลักฐาน ที่มาเช่นกัน ตัวอย่างเช่น
“ [๖๕๒] ครั้งนั้น ท่านพระเรวตะถามท่านพระสัพพกามีว่า สิงคิโลณกัปปะควรหรือ ขอรับ
พระสัพพกามีย้อนถามว่า สิงคิโลณกัปปะนั้น คืออะไร ขอรับ
ร. การเก็บเกลือไว้ในเขนงโดยตั้งใจว่า จักปรุงในอาหารที่จืดฉัน ควรหรือไม่ ขอรับ
ส. ไม่ควร ขอรับ
ร. ทรงห้ามไว้ที่ไหน
ส. ในเมืองสาวัตถี ปรากฏในคัมภีร์สุตตวิภังค์
ร. ต้องอาบัติอะไร
ส. ตอ้ งอาบัตปิ าจติ ตยี ์ ในเพราะอาหารที่ทำการสั่งสม
ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า วัตถุที่ ๑ นี้ สงฆ์วินิจฉัยแล้ว แม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้ จึงผิดธรรม ผิดวินัย
หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่ ๑ นี้ ข้าพเจ้าขอลงคะแนน ฯ”
แสดงว่าก่อนหน้าสังคายนาครั้งที่ ๒ นี้ ต้องมีคัมภีร์เกิดขึ้นแล้ว นั่นก็คือเกิดขึ้นในคราวสังคายนาครั้งที่ ๑
แล้ว และการระงับอธิกรณ์ครั้งนี้นั้น หากพระเถระทั้งหลายจะอ้างที่มาหรือหลักฐานจากความจำของตนเอง จะ
มีใครเชื่อถือได้เหล่า เพราะหากอ้างดังนั้น พระรูปอื่นที่เข้าใจผิดอยู่ในขณะนั้น ก็อ้างได้เช่นกันว่า “ข้าพเจ้า
เรียนมาอย่างนี้ ทรงจำมาอย่างนี้ ที่ข้าพเจ้าทรงจำมาถูกต้องแล้ว” หากเป็นดังนี้ ทั้งสองฝ่าย คงเถียงกันไม่จบ
อธิกรณ์ก็ระงับไม่ได้แน่นอน ดังนั้นการเอาความทรงจำมาอ้าง จึงเชื่อถือได้ยาก ที่นำมาอ้างได้ดีที่สุดก็คือ
หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร นั่นเอง
4
ในการสังคายนาครั้งที่ ๒ นี้ นอกจากจะชำระ ความเข้าใจผิดเรื่องวินัยแล้ว ยังมีการชำระปิฎกทั้งหมด
อีกด้วย และมีการเขียนจารลงในใบลานใหม่ทดแทนของเดิมซึ่งเขียนไว้เมื่อ ๑๐๐ ปีก่อน โดยพระเถระ ๗๐๐
รูป กระทำอยู่ ๘ เดือน จึงแล้วเสร็จ ( หากไม่มีการจารบันทึกแล้ว ไฉนใช้เวลานานถึง ๘ เดือนเล่า)
[ในช่วงสังคายนาครั้งที่ ๒ พวกภิกษุซึ่งเป็นชาววัชชี ยังเห็นว่าความฝ่ายตนถูก จึงรวมเอาพระสงฆ์ประมาณ
๑๐,๐๐๐ รูปทำสังคายนาบ้าง ที่เมืองกุสุมปุระ เพราะเป็นกลุ่มใหญ่จึงเรียกว่า มหาสังฆิกะ และชาววัชชีใช้ภาษา
สันสกฤต ในการสังคายนาครั้งนี้จึงบันทึกเป็นภาษาสันสกฤต แม้จะยังไม่ใช่มหายานโดยตรง แต่นับได้ว่าเป็น
เบื้องต้นแห่งการแตกแยกจากเถรวาทสู่มหายาน ซึ่งต่อมามหายานจึงใช้ภาษาสันสกฤตจารึกพระไตรปิฎก]
การสังคายนาครั้งที่ ๓ กระทำที่เมืองปาตลีบุตร แคว้นมคธ ในความอุปถัมภ์ของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช
เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๔ โดยพระเถระ ๑,๐๐๐ รูป นำโดยพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ กระทำอยู่ ๙ เดือน จึง
แล้วเสร็จ วัตถุประสงค์ครั้งนี้ เนื่องจากสมัยนั้น มีพระปลอมบวชมากมาย บวชเพราะหวังลาภสักการะ ซึ่งไม่
เข้าใจพระธรรมวินัย สอนและเขียนพระธรรมวินัยตามความเชื่อเดิมของตนซึ่งเป็นการบิดเบือนไปจากพระ
ธรรมวินัยเดิม จึงต้องชำระออกเสียทั้งบุคคล(จับสึก)และคำสอนที่ผิดเพี้ยนเหล่านั้น โดยสังคายนา ชำระให้
หมดจด สร้างคัมภีร์(ใบลาน)ขึ้นใหม่ ทดแทนของเก่า
นอกจากนั้น พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ยังได้รจนาคัมภีร์ใหม่เพิ่มเติมเพื่อชี้แจงหรือตอบปัญหาความ
เข้าใจผิดในสมัยนั้น ชื่อว่าคัมภีร์กถาวัตถุ (การรจนานี้ คงไม่ได้เป็นมุขปาฐะกระมัง เพราะในอรรถกถาก็ระบุ
ชัดเจนว่าคัมภีร์กถาวัตถุ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ เป็นผู้แต่ง..... นั่นคือ คัมภีร์กถาวัตถุยังถูกเขียนจารได้
พระไตรปิฎก ไฉนจะไม่มีการจารบันทึกเล่า)
ในการสังคายนาครั้งนี้ ก็มีการจารึกพระธรรมวินัยลงในใบลาน และฉบับหลวงเป็นแผ่นทองด้วย
เหมือนเดิม ฉบับใบลานทำขึ้นมาหลายชุดด้วยกัน จากนั้น ก็ให้พระเถระทั้งหลายนำคัมภีร์เหล่านั้นไปแจกจ่าย
ทดแทนของเก่า ยังเมืองต่าง ๆ นั่นคือการเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ ของพระเถระทั้งหลายตอนนั้น ไม่ใช่ไป
ประกาศพระศาสนาในลักษณะแรกเริ่มประกาศ แต่เป็นการนำคัมภีร์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ได้สังคายนาใหม่
ไปแจกจ่าย เพราะเมืองต่าง ๆ เหล่านั้นพระพุทธองค์ได้เคยเสด็จไปประกาศพระศาสนามาแล้วในสมัยพุทธกาล
(ที่คนโดยมากทราบกันดี ก็คือ กลุ่มพระโสณเถระ กับพระอุตตรเถระ เดินทางไปสุวรรณภูมิ กลุ่มพระมหินท
เถระ เดินทางไปตัมพปัณณิทวีปหรือเกาะลังกา)
เมืองต่าง ๆ เมื่อได้ต้นฉบับแล้ว เจ้าอาวาสในแต่ละวัดก็จะส่งพระลูกวัดไปคัดลอกมาเก็บไว้ที่วัดของตน ๆ
นอกจากแดนสุวรรณภูมิเป็นต้นแล้ว หนึ่งในเมือง(ประเทศ) เหล่านั้น ก็คือเกาะแห่งบุคคลผู้มีฝ่ามือแดง
(ตัมพปัณณิทวีป) หรือเกาะลังกาในปัจจุบัน ก็ได้รับแจกเช่นกัน จากนั้นไม่นาน ประมาณ พ.ศ.๒๓๘ ที่ลังกาก็
ได้ทำการสังคายนาพระธรรมวินัย โดยพระเถระ ๑,๐๐๐ รูป กระทำอยู่ ๑๐ เดือน ในความอุปถัมภ์ของพระเจ้า
5
เทวานัมปิยติสสะ คือ คัมภีร์ที่ได้รับแจกนั้นเป็นภาษา มคธ ประชาชนทั่วไปไม่เข้าใจ จึงต้องมีการแปลเป็น
ภาษาสิงหลหรือภาษาของชาวลังกา พระเถระทั้งหลายที่เข้าใจภาษามคธจึงได้ประชุมร่วมกันทำการสังคายนา
พระธรรมวินัย คือการแปลเป็นภาษาสิงหล เมื่อได้ต้นฉบับแล้ว เจ้าอาวาสในแต่ละวัดก็จะส่งพระลูกวัดไป
คัดลอกมาเก็บไว้ที่วัดของตน ๆ
( ข้อสังเกต หากการเดินทางไปลังกาของกลุ่มพระมหินทเถระ เป็นการไปเพื่อประกาศพระศาสนาเป็นครั้ง
แรกแล้วไซร้ ไฉน ระยะเวลาแค่ประมาณ ๔ ปี จึงเกิดมีพระเถระชาวลังกาที่มีความรู้ความสามารถทาง
พระไตรปิฎกมากมายเป็นพันรูป พอที่จะทำสังคายนาได้เล่า แท้จริงพระเถระเหล่านั้นทรงพระไตรปิฎกมาก่อน
หน้านั้นแล้ว ที่ลังกาพระพุทธศาสนาประดิษฐานมั่นคงมาก่อนแล้ว )
ต่อมา ราวปีพ.ศ.๔๓๓ สมัยที่พระเจ้าวัฏฏคามนีอภัยครองราชย์ เมื่อคนอ่านพระบาลี (หมายถึงหลักฐาน
ชั้นแรกสุดแม้จะแปลเป็นภาษาอื่นแล้ว โดยนับเป็น พระบาลี อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา เกจิอาจารย์ ) แล้วเข้าใจ
ยาก หรือไม่ค่อยเข้าใจ พระเถระทั้งหลายในลังกาจึงประชุมกันประมาณ ๑,๐๐๐ รูป แต่งคัมภีร์อรรถกถา
อธิบายพระบาลีในจุดที่เข้าใจยาก ขึ้นมา โดยแต่งเป็นภาษาสิงหลทั้งหมด และได้ทำการจารลงใบลานทั้งใน
ส่วนพระบาลีเดิม และส่วนที่เป็นอรรถกถาที่แต่งขึ้นใหม่ด้วย ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน ที่แคว้นมคธยังไม่มีการ
แต่งคัมภีร์อรรถกถามาอธิบายพระบาลี อาจเนื่องจากเป็นภาษามคธอยู่แล้ว ชาวมคธจึงเข้าใจไม่ยากเหมือนคนที่
ใช้ภาษาอื่น (แต่การอธิบายด้วยปากเปล่าย่อมมีเป็นแน่แท้)
ในการแต่งคัมภีร์อรรถกถาและจารพระบาลีใหม่ครั้งนี้ มีรายละเอียดที่เกี่ยวกับเหตุผลที่สังคายนาด้วย เช่น
เพื่อเป็นการรักษาพระธรรมวินัยให้คงอยู่ยืนนาน เพื่อเป็นการชำระสะสางพระธรรมวินัยให้ถูกต้อง การท่องจำ
หรือความจำของคนอาจผิดเพี้ยน จำต้องมีคัมภีร์เป็นหลักฐานอ้างอิง เป็นต้น
จริง ๆ แล้ว การทำสังคายนาก่อนหน้านี้ทุกครั้ง ก็มีเหตุผลเหมือนกันหรือคล้ายกัน แต่ไม่ได้เขียนจารึกบอก
ถึงเหตุผลเหล่านั้น (เป็นพระบาลี มใิชอ่รรถกถา จึงไม่มีคำอธิบาย) คือไม่ได้เขียนบอกไว้ในพระไตรปิฎกว่ามี
การเขียน ใช้คำศัพท์คำเดียว คือสังคีติ หรือ สังคายนา ครอบคลุมถึงการเขียนด้วย เมื่อไม่มีลายลักษณ์อักษรว่า
เขียน สำหรับการสังคายนา ครั้งที่ ๑ , ๒, ๓ ,๔ (เถรวาท) คนทั้งหลายจึงลงความเห็นว่าไม่มีการเขียนจาร แต่มี
หลักฐานว่าเขียนในสมัยของพระเจ้าวัฏฏคามนีอภัยที่ลังกาในคราวแต่งอรรถกถา คนทั้งหลายจึงลงความเห็น
ว่าเริ่มเขียนจารึกพระไตรปิฎกนับแต่นั้นเป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม จากเหตุผลและหลักฐานต่าง ๆ ที่ได้อ้างไว้
ข้างต้นนั้น ท่านทั้งหลายคิดว่า ปฐมสังคายนา ไม่มีการบันทึก จริงหรือ ในสมัยพุทธกาล ไม่มีตัวหนังสือใช้จริง
หรือ ภาษาบาลี มีแค่เสียง ไม่มีตัวอักษรจริงหรือ...
6
อักษรธรรม คือ อักษรขอม
นับแต่ภาษามาคธี ถูกเลือกให้เป็นภาษาสำหรับรักษาพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ในคราวปฐม
สังคายนา ภาษามาคธีทั้งตัวอักษร ไวยากรณ์ คำศัพท์ เป็นต้น ได้รับการศึกษาเล่าเรียนอย่างกว้างขวางในหมู่
พระภิกษุผู้บวชและศึกษาปริยัติ นั่นคือผู้บวชหากต้องการศึกษาด้านคันถธุระ แม้มิได้เป็นชาวมคธ ก็ต้องเรียน
ภาษาของชาวมคธ เพื่อเป็นทุนสำหรับศึกษาพระไตรปิฎกนั่นเอง
การคัดลอกคัมภีร์ใบลานถือเป็นกิจ เป็นงานปกติก็ว่าได้ ภาษามาคธีซึ่งติดมากับพระพุทธพจน์ใน
พระไตรปิฎก ได้ผ่านการถ่ายทอดรุ่นแล้วรุ่นเล่า แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านเวลานานเข้า ผู้นำแต่ละประเทศแต่
ละดินแดน ซึ่งมีสิทธิ์ที่จะเลือกภาษาสำหรับสังคายนาและจารึกพระไตรปิฎกอาจพิจารณาเห็นว่า ภาษามาคธี
ยาก กุลบุตรผู้ใคร่ศึกษาพระธรรมต้องเสียเวลาเล่าเรียนตัวอักษร ผู้นำนั้น ๆ อาจเปลี่ยนเป็นใช้ตัวอักษรแห่ง
ประเทศของตน ๆ ในการเขียนภาษาบาลี โดยคงไว้แค่สัททนิรุตติหรือเสียง จึงทำให้ตัวอักษรมาคธีในปัจจุบัน
แทบไม่มีใครใช้ แทบไม่มีใครทราบ
ทว่า ประเทศไทยเองซึ่งเป็นแดนเกิดและรุ่งเรืองแห่งพุทธศาสนานั้น ผู้นำทั้งทางการเมืองและทางศาสนา
ได้เห็นความสำคัญยิ่งในการธำรงรักษาไว้ซึ่งภาษามาคธีทั้งที่เป็นตัวอักษรและเสียง(ซึ่งรวมถึงไวยากรณ์) จึงได้
ใช้ตัวอักษรมาคธีแบบดั้งเดิมจารใบลานในส่วนที่เป็นภาษาบาลีเสมอมา
ในแถบประเทศไทย อักษรขอมโบราณ ถูกใช้สำหรับจารภาษาบาลีมาโดยตลอด จนภาษาชาวบ้านเรียก
อักษรขอมโบราณนั้นว่า “อักษรธรรม” หรือ “ตัวธรรม” เพราะพบเห็นว่าใช้เขียนพระธรรมของพระพุทธเจ้า
แม้ในปัจจุบันเองในวัดบางแห่งคัมภีร์ใบลานที่จารด้วยอักษรธรรมยังมีหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ส่วนมากก็เปื่อย ผุ
พัง ถูกปลวกกิน หาผู้อ่านออกเขียนได้น้อยมาก เพราะปัจจุบันภาษาบาลีเขียนด้วยอักษรไทยแล้ว ตามเหตุผลที่
อธิบายไปข้างต้นซึ่งหลายประเทศอื่น ๆ ได้นำปฏิบัติไปก่อนหน้าไทยแล้ว แต่ไทยเพิ่งเริ่มใช้อักษรไทยเขียน
ภาษาบาลีในสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งราชวงศ์จักรี ซึ่งตอนนั้นมีโรงพิมพ์เกิดขึ้นแล้ว หลังจากนั้นเป็นต้นมา ใบลาน
จารตัวธรรม (ของหลวง) ก็ไม่มีการจารใหม่ อาจจะมีจารใหม่บ้างตามวัดต่าง ๆ แล้วแต่เจ้าอาวาส คนที่อ่าน
ออก เขียนได้ เข้าใจตัวธรรมจึงเริ่มน้อยลง ๆ ไปตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตามคนที่ศึกษาพระพุทธศาสนาก็มิได้
น้อยลงไปด้วย
ตามประวัติศาสตร์ จะเห็นว่าลายสือไทยกำเนิดขึ้นนานแล้วตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหง(ซึ่งดัดแปลงมา
จากอักษรขอม) สมัยสุโขทัยก็มีอักษรไทยแล้ว อยุธยาก็มีอักษรไทย ลาวก็มีอักษรลาวแล้ว เหตุไฉนไม่ใช้อักษร
แห่งประเทศตนเหล่านั้นจารใบลานเล่า จริง ๆ แล้ว คนไทยโบราณทราบดีว่าอักษรธรรมคืออักษรภาษาบาลี
ดังนั้น เมื่อจะจารึกภาษาบาลีจึงได้ใช้ตัวอักษรของภาษาบาลีโดยตรง ไม่ใช้อักษรไทยซึ่งประดิษฐ์ขึ้นใหม่ใน
การจารภาษาบาลี
7
อักษรธรรม คือ อักษรมาคธี
อักษรขอม เมื่อใช้เขียนจารพระธรรมของพระพุทธเจ้า จึงเรียกกันว่าอักษรธรรม หรือ ตัวธรรม เมื่อตัว
ธรรมคือ อักษรภาษาบาลี อักษรขอมก็คือ อักษรของชาวมคธแห่งกรุงราชคฤห์ ชาวขอมหลวงก็คือ ชาวเมือง
ราชคฤห์นั่นเอง
ราชคฤห์ มาจากภาษาบาลีว่า ราชคห เมื่อลงวิภัตติ เป็น ราชคหํ เสียง _ ํ นิคหิต เป็นเสียงนาสิก คือขึ้นจมูก
ออกเสียงได้สามอย่างคือ ม น ง ขึ้นอยู่กับพยัญชนะที่ตามหลังมา ดังนั้น ราชคหํ จึงออกเสียงได้เป็น ราชะ
คะหัม ราชะคะหัน ราชะคะหัง (สำหรับภาษาที่มีอักษร ฤ อาจเป็น คฤหมฺ, คฤหนฺ, หรือ คฤหงฺ)
ดังได้กล่าวแล้วตอนต้นว่า ชมพูทวีปมีหลายเผ่าพันธุ์ มีหลายภาษา คนเผ่าไท (ซึ่งใช้ไวยากรณ์แตกต่างกัน)
อาจพูดสำเนียงว่า ราชะคะหัม ราช = หลวง เรียกชาวเมืองราชคฤห์นั้นว่า คหัมหลวง (หรือคฤหัมหลวง) คหัม
หรือคฤหัม พูกยาก สำเนียงจึงกลายมาเป็นขอมหลวง ต่อมาเมื่อขอมหลวงแห่งราชคฤห์ล่มสลาย จึงตัดคำหน้า
ว่า ราช ออกเสีย เหลือเพียง คหมฺ ( คะหัม ) เมื่อเขียนใหม่ตามลายสือไทยโดยจับเอาแค่เสียง จึงออกมาเป็น
ขอม (ภาษาไทยมีสระออ บาลีไม่มีสระออ)
[ ปัจจุบันที่เราใช้อยู่ ราชคห ยังเป็น ราชคฤห์ เลย ไม่ต้องสงสัยว่ามาได้อย่างไร โปรดเข้าใจว่า ลักษณะของ
ภาษาหนึ่งสู่อีกภาษาหนึ่ง มันเป็นไปได้ก็แล้วกันครับ ...(สันสกฤต มี ฤ บาลีไม่มี ฤ) ]
ในอรรถกถาวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปฐมภาค มีกล่าวถึงเมืองราชคฤห์ว่า
คำว่า “ ราชคฤห์” นี้ เป็นชื่อของเมืองนั้น. แต่เมืองนี้นั้นเป็นเมืองในครั้งพุทธกาล และจักรพรรดิกาล.
ในกาลที่เหลือ เป็นเมืองร้าง ถูกยักษ์หวงห้าม คือเป็นป่าเป็นที่อยู่ของพวกยักษ์เหล่านั้น
(แสดงว่าในช่วงแต่งอรรถกถาประมาณพ.ศ.๔๓๓ เมืองราชคฤห์ น่าจะกลายเป็นเมืองร้างแล้ว)
เมื่ออาณาจักรขอมโบราณหรือขอมหลวงล่มสลาย ตกเป็นเมืองขึ้นของชนเผ่าไทซึ่งใช้ภาษาและไวยากรณ์
ต่างกัน ภาษาพูดในชีวิตประจำวันของชาวขอมหลวงจึงค่อย ๆ ถูกกลืนและเลือนหายไป แต่คำศัพท์ต่าง ๆ ก็
ยังคงมีปรากฏปนอยู่เพียงแต่ใช้ไวยากรณ์ที่แตกต่างไปเท่านั้น จนในที่สุดคำภาษาขอมหลวงหรือภาษาบาลีบาง
คำ ได้กลายมาเป็นคำไทยไป แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภาษาบาลีเป็นภาษารักษาพระธรรมวินัย ภาษาบาลีจึง
ยังคงมีคนศึกษาเล่าเรียนสืบทอดคำศัพท์และไวยากรณ์มาจวบจนปัจจุบัน
ดินแดนไทยมีหลายชนชาติอาศัยอยู่ ต่างผลัดเปลี่ยนกันครองอำนาจ แต่เผ่าไทหลังจากครองอำนาจแทน
ขอมหลวงแล้ว ก็สามารถครองอำนาจครองเอกราชมาได้นานจนปัจจุบัน ภาษาจึงไม่ถูกกลืนในลักษณะ
ไวยากรณ์ แต่อย่างไรก็ตาม ภาษาของชนชาติต่าง ๆ ที่เคยอยู่ร่วมกัน เคยติดต่อกัน ก็มีปนมาในรูปคำศัพท์ เช่น
คำบาลี คำสันสกฤต คำเขมร เป็นต้น ในปัจจุบันยิ่งติดต่อกับต่างชาติต่างภาษามากขึ้น คำศัพท์ที่ปนเข้ามาก็ยิ่งมี
8
มากมาย โดยที่ไวยากรณ์ทางภาษาก็ยังคงเป็นแบบไทย

โดย : คนจร
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 6 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 17 : 30 ]

ท่าน คนจรมีข้อมูลมีน้ำหนัก
ให้ข้อคิด เหมือน จิตร ภูมิศักดิ์ ปราชญ์ที่ข้าน้อย
ชื่นชมยิ่ง เป็นไปได้ ในหลายๆเรื่องที่เราไม่คาดคิดเสมอ
มุมมองใหม่ หลักฐานใหม่ที่เราขุดค้น เสาะพบ
อาจเป็นสมมุติฐาน ที่ใกล้เคียงความจริงของประวัติศาสตร์ก็ได้
เราท่านมิควรมองข้าม.


โดย : เทวาลัย
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 8 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 12 : 30 ]

ท่านเทวาลัยยกย่องข้าพเจ้าเกินไปแท้จริงแล้วข้อมูลที่ข้าพเจ้านำเสนอนั้นได้มาจากผลการวิจัยที่มีการค้นคว้ามากว่า 10 ปี
ประกอบกับข้อมูลเพิ่มเติมที่ข้าพเจ้าพยายามค้นคว้ามา
เพื่อมานำเสนออีกแง่มุมหนึ่งซึ่งบางครั้งเรามองข้ามไป
น่าเสียดายที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่ให้ความสำคัญกันเรื่องนี้
และอีกหลายๆเรื่องเกี่ยวกับชาติพันธุ์ของเรา
หากอนาคตผู้คนตื่นตัวกันมากๆไม่แน่ประเทศไทยอาจกลายเป็นแหล่งอารยธรรมโลกก็ได้

โดย : คนจร
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 10 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 21 : 15 ]

ท่านคนจร..เยี่ยมยุทธสมคำล่ำลือจริงๆ...
แต่..ข้าพเจ้าแอบรู้มานิดนึง..ว่า..พระสูตร ซึ่งเป็น1ใน3ของ
ตะกร้า3ใบ..ส่วนใหญ่พระอานนท์ อัครสาวกเบื้องขวา พุทธอนุชา เป็นเอตทัคคะ(ผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย) ถึง5สถาน
1ใน5คือ เลิศในทางพหูสูตร...เป็นผู้แสดงให้ภิกษุฟัง...
ดังนั้นผู้ที่ได้ฟังเรื่องราวที่พุทธองค์กล่าวมากที่สุดย่อมเล่าต่อให้ผู้อื่นฟังได้มากเช่นกัน..ใช่หรื่อมิใช่..ขอรับ..


โดย : ชายไร้รัก
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 11 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 21 : 19 ]

เราจะทำไงดีล่ะทีนี่....

โดย : นวลีย์...วาย
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 12 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 9 : 36 ]


...อ่านแล้ว อิ่ม ครบถ้วนกระบวนความจริงๆครับ

...จะคอยติดตามต่อครับ...

โดย : จอมมารกระบี่หัก
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 17 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 0 : 17 ]

เพิ่มเติมอีกเล็กน้อยนะครับ
มีหลักฐานยืนยันในพงศาวดารเหนือว่า บ้านพระโมคัลลานะและพระสารีบุตรอยู่ทางเหนือของไทย

ในพงศาวดารเหนือ ของพระเชียรปรีชา (น้อย) แสดงชัดเจนว่า ชมพูทวีปเป็นที่ตั้งของไทยและลาว และมีชื่อเมืองต่างๆ ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก รวมทั้งที่ระบุว่า เป็นบ้านเกิดของพระโมคคัลานะและพระสารีบุตร

ในหน้า ๓๒๕ มีระบุพระโมคคัลานะกับพระสารีบุตร อยู่ทางเหนือของไทย ที่ระบุว่า “...ชะพ่อชีพราหมณ์ทั้งหลายอยู่ในปัญจมัชคาม อันเป็นหลานแห่งนางโมคคัลลี อันเป็นพระมารดาพระโมคคัลลานะ และนางสารี เป็นมารดา พระสารีบุตร อันอยู่ในปัญจมัชคาม ก็กลายมาเป็นเมืองสวรรคโลก พระธาตุพระสารีบุตรเจ้าบรรจุไว้ในเจดีย์พระธาตุข้างเหนือ และพระธาตุพระโมคคัลานะก็บรรจุ ไว้ในบ้านนางโมคคัลลี ทั้งสองนางก็เป็นญาติกัน...” อีกตอนหนึ่งในหน้า ๓๒๓ กล่าวว่า “พระธรรมราชา จึงตั้งนางท้าวเทวี อันเป็นหลานสาวแห่งนางโมคัลลี บุตรนายบ้านหริภุญชัย...”

เมื่อถึงสมัยพระร่วง ได้กล่าวถึง เรื่องเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอรุณราชกุมาร ขึ้นเป็นใหญ่ในเมือง สัชนาลัย พ.ศ. ๑๐๐๐ ปีมะโรง นพศก ในหน้า ๓๒๘ มีความว่า “...ท้าวพระยา ประเทศเมืองใดๆ จะทนทานอานุภาพพระองค์ก็หามิได้ มาถวายบังคมทั่ว สกลชมพูทวีป เพราะพระองค์ต้องต้องพระพุทธทำนาย พระพุทธเจ้า ....” ในหน้า ๓๒๙ กล่าวต่อว่า “...พระอรหันตเจ้าทั้งหลาย ๕๐๐ พระองค์ทั้งพระพทธโฆษาจารย์ มาชุมนุม ณ วัดโคกสิงคารามกลางเมืองสัชนาลัย และท้าวพระยาในชมพูทวีป คือไทยและลาว .....

หลักฐานเดียวกันยืนยันว่า พระยากาฬวรรณดิศราชแห่ง เมืองตักกสิลา มหานคร เป็นผู้ให้พราหมณ์ทั้งหลายยกพลไปสร้างเมืองละโว้ เมื่อ พ.ศ. ๑๐๐๒ แล้วได้ให้พระยาทั้งหลายขึ้นไปถึงเมืองทวารบุรี เมืองสันตนาหะ เมืองอเส และเมืองโกสัมพี แล้วมานมัสการ ที่พระพุทธเจ้าตั้งบาตรตำบลแม่ซ้องแม้ว พระยากาฬวรรณดิศก็ถอยลงมาเมืองสวางคบุรีที่บรรจุพระรากขวัญ กับพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว ... เป็นการแสดงว่า ตักสิลา ก็อยู่ในประเทศไทย คือ อำเภอบ้านตากในปัจจุบัน. (อ่านภาพถ่ายเอกสาร โปรดคลิก๊ก

โดยสรุป พระเสนาบดีทั้งสององค์ ล้วนเกิด ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งในสมัยพระพุทธกาลเรียกว่า ชมพูทวีปทั้งสิ้น

ท่านทั้งหลายโปรดพิจารณา

โดย : คนจร
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 26 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 15 : 23 ]

ข้อมูลเพิ่มเติมครับ

ในรัชสมัยพระปิยมหาราช มีพระเถระรูปหนึ่ง คือ พระเดชพระคุณพระธรรมเจดีย์ (ปาน) แห่งวัดมหรรณพาราม ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่พระปิยมหาราช ครองราชย์ได้ ๒๙ ปี เนื้อหาของหนังสือ ประท้วงคณะสงฆ์ที่ยอมเชื่อว่า พระพุทธองค์ประสูติในอินเดีย ตามที่แขกจากเมืองกาสี ๘ คน นำเสนอ แขกทั้ง ๘ คนนี้หลวงพ่อกล่าวหาว่า ได้นำพระไตรปิฎก อภิธานศัพท์ และคำสอนในพระพุทธศาสนากลับประเทศอินเดีย นัยว่า คงนำไปประกอบประวัติพระพุทธศาสนาที่ Sir Alexander Cunningham ได้เขียนขึ้นในก่อนหน้านี้ไม่นาน เมื่อแขกพวกนี้กลับมากรุงเทพ ก็นำแผนที่ประเทศฮินดูสถานฉบับใหม่ ที่มีชื่อเมือง แม่น้ำ ภูเขา ฯลฯ ตามที่ปรากฏในประไตรปิฎก ก็ยิ่งทำให้คนไทยเชื่อว่า พระพุทธอุบัติขึ้นในอินเดียมากยิ่งขึ้น โดยให้การต้อนรับอย่างดี ได้ขายนมเนย ภายหลังก็ได้มีการเรี่ยรายเงินทองเพื่อไปเสริมสร้างปฏิสังขรณ์โบสถ์พราหมณ์ ณ พุทธคยา ซึ่งเป็นสถานที่ฝรั่งสองคนคือ Francis Buchanan (1812) และAlexander Cunningham (1862) ระบุว่า เป็นโบสถ์พุทธและเป็นที่ตรัสรู้ ก็เป็นข้อมูลที่ต้องศึกษาให้แจ้ง เดี๋ยวนี้พวกพราหมณ์ก็ยังถือว่า มหาเจดีย์ที่พุทธคยาเป็นของเขาและไม่ยอมขายกรรมสิทธิที่ดินให้ชาวพุทธ

นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๓ มีนักวิชาและกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรม ๓ กลุ่ม ได้รับการจุดประกายจากหนังสือ ชื่อ "อ้อย-ต้นจืดปลายหวานฯ" ของพระธรรมเจดีย์ (ปาน) และความสงสัยที่มีมายาวนานเกี่ยวกับคติที่ว่า พระพุทธเข้าอุบัติขึ้นในอินเดีย จึงได้เริ่มศึกษาค้นคว้า ประวัติพระพุทธศาสนาตามคติเดิม เกี่ยวกับที่ประทับ และการเทศนาขององค์พระศาสดาในช่วงเวลา ๘๐ พรรษา จนเสด็จดับขันธปรินิพพาน

การแสวงหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ดำเนินมาหลายปีแล้ว จนคณะผู้วิจัยมีความเชื่อมั่นว่า พระพุทธอุบัติภูมิอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิซึ่งเป็น"ชมพูทวีป" ที่แท้จริง จึงใคร่ขอเชิญผู้สนใจได้เข้ามาอ่านข้อสังเกต และเหตุผลต่างๆ เพื่อจะได้ช่วยกันทำความจริงให้ปรากฏ และหาทางสนับสนุนทั้งแรงกาย แรงใจ และทุนทรัพย์เพื่อว่า นับจากนี้ไป จะเป็นสิบปีหรือร้อยปีในอนาคต ความจริงเกี่ยวกับพระพุทธอุบัติภูมิจะได้กระจ่างขึ้น ตรงตามความเป็นจริง.
ท่านทั้งหลายโปรดพิจารณา

โดย : คนจร
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 26 พ.ย. ปี 2008 [ เวลา 15 : 36 ]

จากตำนานพระพุทะเจ้าเลียบโลกก็มีข้อมูลและหลักฐานว่าพระพุทธเจ้าว่าเคยเสด็จมายังเมืองตากถึง2ครั้ งทั้งยังมีหลักฐานยืนยันเป็นคัมภีร์โบราณเป็นภาษาเหนือซึ่งคัมภีร์ผูกนี้ก็ยังอยู่ที่วัดพระบรมธาตุ ตำบลเกาะตระ เภา จ.ตาก

โดย : อินทรีย์เดี่ยวทรนง
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 6 ธ.ค. ปี 2008 [ เวลา 13 : 28 ]

ความจริงแบ่งออกเป็นสองระดับ
คือ ความจริงระดับสมมุติ กับความจริงระดับที่ลึกกว่า
เช่น
คำว่า บ้าน รถ ต้นไม้ ในภาษาอื่นๆก็มีชื่อเรียกต่างๆไป
เรียกสิ่งเดียวกันแท้ๆ
นี่เรียกว่าความจริงระดับสมมุติ
ส่วนความจริงอีกระดับคือ ระดับเหตุและปัจจัย
ง่ายๆที่ตัวคนมี้เซลล์เป็นองค์ประกอบมากมาย
เซลล์ก็ประกอบด้วยโครงสร้างโมเลกุล
โครงสร้างก็ประกอบด้วยพลังงานและสสาร
สสารก็ประกอบด้วยอะตอม
อะตอมก็ประกอบด้วย...
เป็นสังสารวัฏ
เป็นกระแส

ภาษาถูกสร้างขึ้นเพื่อรับใช้สังคม
ประวัติศาสตร์ที่ผ่านพ้นแม้เพียงแง่มุมเดียว
แต่สามารถตีความได้หลายหลาก
ขึ้นอยู่กับว่าจะรับใช้ผู้ใด

ไฉนจึงยึดอยู่แค่ความจริงโดยสมมุติ
คนเราจะเกี่ยวข้าวได้ไม่ใช่มายืนถกเถียงกันว่าเป็นข้าวชนิดไหน
ต้องเกี่ยวเวลาไหน ต้องใช้ท่าทางไหน อุปกรณ์ต้องเป็นอย่างไร
ก็แค่ใช้มือข้างหนึ่งกำกอข้าวเอาไว้
และมืออีกข้างใช้เคียวเกี่ยว
แค่นั้นเอง

นี่ก็แค่ความจริงระดับสมมุติเช่นกัน
ร่วมแรกเปลี่ยน
ด้วยมิตร

โดย : ดุจดังคนจร
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 14 ธ.ค. ปี 2008 [ เวลา 10 : 23 ]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com