บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

กฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยครอบครัวแห่งข้าราชการในพระราชสำนัก
    


กฎมณเฑียรบาล
ว่าด้วยครอบครัวแห่งข้าราชการในพระราชสำนัก

ศุภมัศดุ พระพุทธศาสนายุกาล เป็นอดีตกาล 2457 พรรษา เมษายนมาศ วีสติมสุรทิน จันทวาร โดยกาลนิยม

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวิชิราวุธ เอกอรรคมหาบุรุษ บรมนราธิราช พินิตประชานารถ มหาสมมตวงศ์ อดิศัยพงศ์วิมลรัตน์ วรขัตติยราชนิก โรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร์ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า อันเหล่าเสวกามาตย์ราชบริพาร ผู้ที่มีหน้าที่รับราชการในกระทรวง และกรมในพระราชสำนักนั้น ย่อมเป็นผู้ที่ปฏิบัติราชการอยู่ในหน้าที่ใกล้ชิดพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงสมควรที่จะเป็นผู้ที่ดีไม่เป็นที่ทรงรังเกียจ และทั้งเป็นผู้ที่ประพฤติ สัมมาจารี ไม่ควรที่จะให้มีผู้ติฉินนินทาได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชุบ เลี้ยงตั้งแต่งคนที่ไม่ดีไว้ในที่ใกล้ชิดพระองค์ ซึ่งถ้าแม้มีผู้กล่าวได้เช่นนี้ ก็ย่อมเป็น ที่ทรงรำคาญพระราชหฤทัย ทั้งอาจที่จะมีผลให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศได้ด้วย ข้าราชการในพระราชสำนักเป็นบุคคลจำพวกที่สุดที่จะควรกล่าวว่า กิจส่วนตัวไม่เกี่ยวแก่หน้าที่ราชการ เพราะถ้าจะว่ากันอย่างสามัญชนคนใช้ที่ประ พฤติตนไม่ให้เป็นที่ต้องอัธยาศัยเจ้านายแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีสติปัญญาสามารถฉลาด เฉลียวสักปานใด ก็คงไม่สามารถจะอยู่ร่วมเคหะสถานกันได้ ดังนี้ฉันใด ส่วนข้า ราชการในพระราชสำนักก็เป็นฉันนั้น เมื่อราชเสวกผู้ใดทราบอยู่แล้วว่าสิ่งไรไม่เป็น ที่ต้องด้วยพระราชอัธยาศัยนิยม แต่ขืนประพฤติสิ่งนั้นเพื่อความพอใจแห่งตนเอง โดยถือว่าเป็นกิจส่วนตัวไม่เนื่องด้วยหน้าที่ราชการ ดังนี้ ก็คงเป็นอันว่าเป็นผู้ที่ ไม่สมควรจะคงรับราชการอยู่ในพระราชสำนัก ควรจะต้องย้ายไปแห่งอื่นดีกว่า ทางที่จะให้ทรงรังเกียจในส่วนตัวราชเสวกผู้หนึ่งผู้ใดนั้น นอกจาก ความประพฤติเป็นคนขี้เมาหรือนักเลง หรือคนมักพูดปด ซึ่งเป็นความเสียในส่วนตัวเอง ยังอาจจะเป็นไปได้ โดยมีครอบครัวอันเป็นที่ทรงรังเกียจได้อีก ในเรื่องการสมพาสแห่งคนในสมัยนี้ ทรงสังเกตว่าดูเป็นไปโดยอาการ อันสำส่อน ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ใคร่เลือกหญิงที่เรียบร้อยแท้จริง ชายหนุ่ม มักพอใจสมจรด้วยหญิงแพศยาหาเลี้ยงชีพโดยทางบำเรอกามคุณ และมักเข้าใจไปว่า การสมจรเช่นนี้เป็นของควรนิยม เพราะคล้ายคลึงกับแบบแผนแห่งยุโรปประเทศ ซึ่งเป็นความเข้าใจเอาเอง โดยพอใจใคร่ให้เป็นเช่นนั้น และการมีภรรยาแต่งงาน สมรสอย่างโบราณประเพณีมักถือกันว่าเป็นของพ้นสมัยเสียแล้ว แม้ใครประพฤติก็ ได้ชื่อว่าคนภูมิเก่าคร่ำคร่าหรือโง่เง่าเต่าปูปลา ไม่รู้จักประเพณีนิยมอย่างสมัยใหม่ ดังนี้เป็นต้น โดยปกติในประเทศมีสมเด็จพระราชาธิบดีเป็นผู้ทรงปกครอง ความนิยม ในทางจริยาต่าง ๆ มหาชนมักเพ่งเล็งดูตามพระราชนิยมเป็นที่ตั้ง แต่ผู้ที่มิได้มี โอกาสได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในที่ใกล้เคียงเพียงพอ มิอาจที่จะทราบ พระราชนิยมได้โดยถนัด ก็ต้องเพ่งเล็งดูทางปฏิบัติและจรรยาแห่งข้าราชการใน พระราชสำนักเป็นหลัก เพื่อสันนิษฐานทางแห่งพระราชนิยม ความจริงมีอยู่ดังนี้เหมือน กันหมดไม่ว่าในประเทศใด ๆ ทั้งในบุรพทิศและปัจฉิมทิศ พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวทรงเข้าพระราชหฤทัยในข้อนี้ชัดเจนอยู่แล้ว จึงได้ทรงพระอุตสาหะพระราช ทานพระบรมราโชวาทแก่ข้าราชการในพระราชสำนักอยู่เนือง ๆ ในเรื่องจรรยา และความประพฤติอันควรแก่ราชเสวก ซึ่งแท้จริงบรรดาราชเสวกควรที่จะรู้สึกพระ มหากรุณาธิคุณ และที่แท้ควรที่จะมีใจรู้สึกความกตัญญูกตเวที ตั้งใจปฏิบัติให้ตรงตาม พระบรมราโชวาทและพระราชนิยม อันได้ทรงแสดงให้ปรากฏมาหลายคราวแล้วนั้น

โดยความเคารพต่อพระบรมเดชานุภาพ ฝ่ายผู้ใหญ่อันเป็นผู้มีหน้าที่บังคับบัญชา ราชการต่างพระเนตรพระกรรณ ก็ควรที่จะหมั่นเอาใจใส่ว่ากล่าวตักเตือนผู้น้อย ที่ไร้สติ ให้อุตสาหะพยายามประพฤติตนให้เป็นที่พอพระราชอัธยาศัย เช่นนี้จึงจะถูก แต่การหาเป็นไปเช่นนี้ทั่วถึงไม่ เพราะราชเสวกที่เป็นคนหนุ่มคะนอง เมื่อมีความปรารถนาจะใคร่ประพฤติตามใจตนเอง ก็พอใจอวดดีทำตนเป็นคนสมัย ใหม่ ประพฤติสงบเสงี่ยมอยู่แต่เฉพาะเวลาที่อยู่หน้าพระที่นั่ง พอลับหลังไปแล้วก็ไป เที่ยวประพฤติสำมะเลเทเมาตามนิสัยอันทรามของตน และที่ผู้น้อยประพฤติอยู่ได้เช่นนี้ ก็เพราะผู้ใหญ่บางคน ซึ่งรู้แล้วว่าผู้น้อยประพฤติเป็นลิงหลอกเจ้าอยู่นั้น ก็หาว่ากล่าว ตักเตือนโดยอาการอันเข้มงวดอย่างผู้ใหญ่ไม่ กลับไปพูดจาและแสดงกิริยาอาการให้ เห็นปรากฏว่า การที่ว่ากล่าวนั้นโดยเสียไม่ได้ คือ ขัดพระราชบริหารไม่ได้เท่านั้น แท้จริงเห็นใจกัน ดังนี้ จึงทำให้ผู้น้อยกำเริบได้ใจ ฝ่ายผู้ใหญ่จะว่าผู้น้อยไม่ได้เต็มปาก ก็เพราะตนเองก็ประพฤติเหลวไหลอยู่เช่นนั้นเหมือนกัน ตรงกับโบราณภาษิตว่า "ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่" ไม่มีใครกล้าทำอะไรใครได้ การที่ประพฤติผิดพระราชนิยมในข้อใด ๆ ก็ไม่สำคัญเท่าในข้อที่เกี่ยวด้วย การมีครอบครัว เพราะหญิงดีย่อมเป็นศรีแก่ชาย แต่หญิงร้ายย่อมนำความ พินาศฉิบหายมาสู่ผู้ที่สมพาส หาเสนียดจัญไรอย่างใดเสมอเหมือนได้โดยยาก เพราะ ฉะนั้น จึงทรงพระราชดำริว่า เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องกวดขันเรื่องครอบครัว แห่งข้าราชการในพระราชสำนักให้ยิ่งขึ้น เพื่อมิให้เป็นที่ติฉินนินทาแห่งผู้อื่นได้ แต่ครั้นว่าจะเป็นแต่เพียงพระราชทานพระบรมราโชวาทอย่างเช่นที่เคยมาแล้วนั้น ถ้าราชเสวกบางคนที่อวดฉลาดอวดดีก็จะหาหนทางหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกระแสพระ บรมราโชวาท ก็จะเป็นเครื่องเสื่อมเสียพระบรมเดชานุภาพ ทั้งจะเป็นหนทางให้ คนอวดดีอวดฉลาดมีความกำเริบได้ใจยิ่งขึ้น จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องจัดวาง ระเบียบลงไว้ให้เป็นหลักฐานมั่นคง อันจะไม่มีหนทางหลีกเลี่ยงได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เจ้าพระยาธรรมา ธิกรณาธิบดี ศรีรัตนมณเฑียรบาล บรมราโชประการกิจจาภิรมย์ สรรโพดมราช ธุรานุประดิษฐ์ ธรรมสุจริตวิบุลย์ มาลากุลวิวัฒน์ บำรุงรัตนราชประเพณี นิตยภักดี นฤปนารถ อันเตปุริกามาตย์มหานายก อรรคเสวกนทิพาหมุรธาธร กิติขจรเสนาบดี

ศรีรัตนไตรสรณธาดา อุดมอาชวายาศัย อภัยพิริยบรากรมพาหุ เสนาบดีกระทรวงวัง รับพระบรมราชโองการใส่เกล้า ฯ ประกาศกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยครอบครัวแห่ง ข้าราชการในพระราชสำนัก ดังต่อไปนี้

หมวดที่ 1
ว่าด้วยนามและลักษณะใช้กฎมณเฑียรบาล
_______

มาตรา 1 กฎนี้ให้เรียกว่า "กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยครอบครัวแห่ง ข้าราชการในพระราชสำนัก พระพุทธศักราช 2457"

มาตรา 2* ให้เริ่มใช้กฎนี้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พระพุทธศักราช 2457 เป็นต้นไป *[รก.2457/-/277/1 สิงหาคม 2457]

มาตรา 3 บรรดากฎ ข้อบังคับซึ่งมีอยู่แล้วสำหรับพระราชสำนักข้อใด ที่ขัดกับข้อความในกฎนี้ ให้ยกเลิกเสีย

มาตรา 4 ต่อไปภายหน้า ถ้าแม้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้แก้ไข หรือเพิ่มเติมข้อใดข้อหนึ่งในกฎนี้ และเสนาบดีกระทรวงวังได้ประกาศโฆษณาให้ ข้าราชการในพระราชสำนักทราบทั่วกันแล้ว ให้นับว่าข้อที่แก้ไขหรือเพิ่มเติมใหม่นั้น เป็นส่วนหนึ่งแห่งกฎนี้

หมวดที่ 2
ว่าด้วยผู้ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎนี้
_______

มาตรา 5 ผู้ที่นับว่าอยู่ในกฎนี้ และจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎนี้ มีอยู่คือ
1. ข้าราชการและราชบุรุษในกระทรวงวัง
2. พระตำรวจ ขุนตำรวจ นายตำรวจ นายเวร และพลใน กรมพระตำรวจ
3. ข้าราชการและราชบุรุษในกรมศิลปากร
4. นายทหารชั้นสัญญาบัตร ชั้นประทวน และนายสิบในกรมทหารรักษา วังของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
5. ข้าราชการและราชบุรุษในกรมราชเลขานุการ
6. ข้าราชการและราชบุรุษในกรมพระคลังข้างที่
7. ข้าราชการและมหาดเล็กทุกชั้นในกรมมหาดเล็กหลวง
8. ข้าราชการและนักเรียนในโรงเรียนมหาดเล็กหลวง
9. ข้าราชการและมหาดเล็กในกรมมหรสพ
10. ข้าราชการและมหาดเล็กในกรมชาวที่
11. ข้าราชการและมหาดเล็กในกรมพระอัศวราช
12. ข้าราชการในกรมตำรวจ

มาตรา 6 ผู้ที่อยู่ในกฎนี้ ให้พึงเข้าใจว่าเป็นแต่เฉพาะผู้ที่รับราชการ ประจำอยู่เท่านั้น ผู้ที่เป็นกองหนุนหรือนอกราชการ หรือซึ่งได้ย้ายไปรับราชการอยู่ ในกระทรวง ทบวง การอื่นแล้ว ไม่นับว่าอยู่ในกฎนี้

หมวดที่ 3
อธิบายคำในกฎนี้
_______

มาตรา 7 เพื่อมิให้ต้องลำบากในข้อที่จะต้องกล่าวความให้ยืดยาว ในที่บางแห่ง ให้พึงเข้าใจคำที่ใช้ย่อในกฎนี้บางคำ ดังต่อไปนี้
1. คำว่า "เสนาบดี" ให้เข้าใจว่า เสนาบดีกระทรวงวัง
2. คำว่า "ข้าราชการ" ให้เข้าใจว่า บรรดาบุคคลซึ่งอยู่ในกฎนี้ ดังได้กล่าวมาแล้วในหมวดที่ 2
3. คำว่า "ผู้บังคับบัญชาโดยตรง" ให้เข้าใจว่า ผู้ที่มีอำนาจบังคับ บัญชาในกรมใดกรมหนึ่ง ซึ่งเป็นกรมขึ้นต่อกรมใหญ่อีกชั้นหนึ่ง
4. คำว่า "ผู้บังคับบัญชาสูงสุด" ให้เข้าใจว่า ผู้ที่มีอำนาจบังคับบัญชา เป็นใหญ่ในแผนกใดแผนกหนึ่งในพระราชสำนัก กล่าวคือ
(ก) ในกระทรวงวังและกรมขึ้น คือเสนาบดี
(ข) ในกรมมหาดเล็กและกรมขึ้น คือ สภาจางวาง
(ค) ในกรมราชเลขานุการ คือ ราชเลขานุการ
(ง) ในกรมพระคลังข้างที่ คือ อธิบดีกรมพระคลังข้างที่
5. คำว่า "เจ้าพนักงาน" ให้เข้าใจว่า เจ้าพนักงานทะเบียน เว้น ไว้เสียแต่ที่จะมีข้อความกล่าวไว้อย่างอื่น จึงให้เข้าใจไปตามข้อความในที่นั้นโดย เฉพาะ
6. คำว่า "หญิงนครโสเภณี" ให้เข้าใจว่า หญิงที่ได้รับใบอนุญาตจาก เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่ ตามพระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค
7. คำว่า "หญิงแพศยา" ให้เข้าใจว่า หญิงที่มิใช่หญิงนครโสเภณี แต่มักสมจรกับชายหลายคนโดยอาการอันสำส่อนไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย

หมวดที่ 4
ว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัวและเคหะสถาน
_______

มาตรา 8 ให้ผู้บังคับบัญชาสูงสุดในกรมต่าง ๆ จัดเจ้าพนักงานไว้ เป็นผู้ถือทะเบียนครอบครัว และเคหะสถานแห่งข้าราชการในบังคับบัญชาของตน กล่าวคือ ให้มีที่กระทรวงวังแห่งหนึ่ง ที่ที่ทำการสภาจางวางกรมมหาดเล็กแห่งหนึ่ง ที่กรมราชเลขานุการแห่งหนึ่ง ที่กรมพระคลังข้างที่แห่งหนึ่ง กับให้เสนาบดีจัดตั้ง เจ้าพนักงานไว้คนหนึ่งเป็นนายทะเบียนใหญ่สำหรับพระราชสำนักทั่วไป มาตรา 9 ในสมุดทะเบียนให้มีรายการ ดังต่อไปนี้
1. ยศ บรรดาศักดิ์
2. นามเดิม
3. นามสกุล
4. ตำแหน่งราชการ
5. นามบิดามารดา (แห่งตน)
6. เคหะสถาน (ถ้ามีกว่าหนึ่งแห่ง ต้องจดไว้ให้ปรากฏ และต้อง บอกให้ชัดเจนว่า อยู่ถนนใด เลขที่เท่าใด ฯลฯ ตัวเป็นเจ้าของเอง หรืออาศัยใคร หรือเช่าใคร)
7. นามภรรยา (ถ้ามีกว่าหนึ่งคน ต้องจดทุกคน)
8. นามบิดามารดา (แห่งภรรยา)
9. นามบุตร (ต้องจดเรียงตามลำดับอายุ และถ้าเกิดด้วยภรรยา หลายคน ให้จดแบ่งเป็นท้อง ๆ ไป ให้เข้าใจง่าย ๆ )
10. หมายเหตุ (ในช่องนี้สำหรับกรอกรายการเบ็ดเตล็ด ดังจะได้กล่าว ต่อไปข้างหน้า)

มาตรา 10 บรรดาข้าราชการ ซึ่งมีครอบครัวและเคหะสถานอยู่แล้ว เมื่อประกาศใช้กฎนี้ ต้องรีบไปลงทะเบียนที่เจ้าพนักงานสำหรับกรมซึ่งตนสังกัดขึ้นอยู่ นั้น ภายในกำหนดวันเวลาซึ่งผู้บังคับบัญชาสูงสุดจะได้แจ้งความให้ทราบ และถ้ายัง ไม่มีครอบครัว มีแต่เคหะสถานก็ให้ไปจดแต่ในส่วนเคหะสถาน

มาตรา 11 ให้เป็นหน้าที่ผู้บังคับบัญชาสูงสุด ที่จะกำหนดวัน เวลา ที่จะให้เจ้าพนักงานรับจดทะเบียน และให้กำหนดด้วยว่าเมื่อใดจะเป็นอันหมดเขต เวลาที่จะรับจดทะเบียนของผู้ที่มีครอบครัวและเคหะสถานอยู่แล้วแต่เมื่อก่อนประกาศ ให้ใช้กฎนี้

มาตรา 12 เมื่อพ้นกำหนดเวลาอันกล่าวแล้วในมาตรา 11 นั้น ผู้ใดยังมิได้ไปลงทะเบียนครอบครัวหรือเคหะสถาน ให้ถือว่าผู้นั้นยังไม่มีทั้งครอบ ครัวและเคหะสถาน เป็นโสดอยู่ จนกว่าจะได้มาจดอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปภายหน้า

มาตรา 13 ผู้ที่มีภรรยาแล้ว แต่ภรรยานั้นถึงมรณภาพแล้ว หรือได้หย่าร้าง กันไปแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่ประกาศใช้กฎนี้ ไม่ต้องจดนามภรรยาผู้นั้นลงในช่องที่ สำหรับจดชื่อภรรยาในทะเบียน แต่ถ้าแม้ได้มีบุตรด้วยภรรยานั้น จึงให้จดนามมารดา แห่งบุตรไว้ในช่องสำหรับจดนามบุตร ดังได้กำหนดไว้ในมาตรา 9 ข้อ 9 นั้น

มาตรา 14 ผู้ที่ยังมิได้มีครอบครัวหรือเคหะสถานเลยในขณะเมื่อ ประกาศใช้กฎนี้ ถ้าต่อไปเมื่อหน้ามีครอบครัวหรือเคหะสถานเมื่อใดให้ไปจดทะเบียน ที่กรมตนสังกัด ภายในกำหนดปักษ์หนึ่ง (กึ่งเดือน)

มาตรา 15 ผู้ใดที่มีครอบครัวหรือเคหะสถาน อันได้จดทะเบียนแล้ว ถ้ามีเหตุเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ กล่าวคือ 1. ภรรยาหรือบุตร ถึงมรณภาพ 2. หย่ากับภรรยาตามกฎหมาย หรือไม่หย่าแต่แยกเคหะสถานกัน

3. ย้ายเคหะสถาน

ถ้ามีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดในสามอย่างนี้ ต้องไปแจ้งความแก่เจ้าพนักงาน ภายในกำหนดปักษ์หนึ่ง นับแต่วันที่การเปลี่ยนแปลงนั้นได้เป็นไปแล้ว เป็นต้นไป การที่จะแจ้งความในเรื่องหย่ากับภรรยา หรือแยกเคหะสถานกันนั้น ต้องชี้แจงด้วยว่า บุตรที่มีด้วยกันนั้น ได้ตกลงจะให้อยู่กับใคร และถ้าภรรยา มิได้หย่ากัน เป็นแต่แยกเคหะสถานกัน ต้องชี้แจงว่าภรรยาอยู่แห่งใด อาศัยผู้ใดอยู่ หรืออยู่โดยลำพัง

มาตรา 16 ผู้ใดที่มีภรรยาหรือเคหะสถาน อันได้จดทะเบียนแล้ว ถ้าจะมีภรรยาหรือเคหะสถานเพิ่มขึ้นมากกว่าเก่า ต้องไปจดทะเบียนเพิ่มเติมภายใน กำหนดปักษ์หนึ่ง นับแต่วันที่ได้ภรรยาใหม่ หรือได้เป็นเจ้าของเคหะสถานใหม่นั้น เป็นต้นไป

หมวดที่ 5
ว่าด้วยหน้าที่เจ้าพนักงานทะเบียน
_______

มาตรา 17 เจ้าพนักงานทะเบียนประจำกรม มีหน้าที่รับจดทะเบียน ครอบครัวและเคหะสถานแห่งข้าราชการที่สังกัดในกรมของตน ตามข้อความอันกล่าว มาแล้วในหมวดที่ 4 นั้นทุกประการ และให้ทำการติดต่อกับนายทะเบียนใหญ่ ตาม ระเบียบซึ่งเสนาบดีจะได้กำหนดให้ตามที่สะดวกแก่ราชการ

มาตรา 18 นายทะเบียนใหญ่ไม่มีหน้าที่รับจดทะเบียนโดยตรงเลย ให้เป็นแต่ผู้รวมทะเบียนกรมทั้งสี่นั้นไว้เป็นแห่งเดียวกันเท่านั้น เพราะฉะนั้น แปลว่า ทะเบียนซึ่งนายทะเบียนใหญ่รักษาอยู่นั้น เป็นแต่สำเนาแห่งทะเบียนกรมเท่านั้น และ ต้องหมั่นคอยแก้ไขให้ถูกต้องตรงกับทะเบียนกรมอยู่เสมอ

มาตรา 19 การรับจดทะเบียนครอบครัวก็ดี หรือเคหะสถานก็ดี มีเกณฑ์อันเจ้าพนักงานจะต้องปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ 1. ภรรยา คือ หญิงที่ได้กระทำการแต่งงานสมรสตามประเพณีเมือง หรือที่ชายเลี้ยงดูโดยให้อยู่ร่วมเคหะสถานและยกย่องเชิดหน้าชูตาโดยเปิดเผย เพราะฉะนั้น ห้ามมิให้รับจดทะเบียนหญิงนครโสเภณี หรือหญิงแพศยา หรือหญิง ซึ่งชายสมจรด้วยเป็นครั้งคราวนั้น เป็นอันขาด อนึ่ง หญิงที่ชายสมจรอยู่ด้วยโดยอาการที่เรียกว่าเป็น "เมียลับ" คือ ไม่ออกหน้า และไม่อยู่ร่วมเคหะสถานกัน ห้ามมิให้รับลงทะเบียนเป็นภรรยา เป็นอันขาด 2. เคหะสถาน คือ ที่อันสำนักอาศัยเป็นหลักแหล่งแน่นอน อันจะเป็นที่ซึ่ง สารวัตรและนักการจะไปตามข้าราชการผู้เจ้าของนั้นได้ในเมื่อมีราชการ หรือจะนับว่าเป็นเคหะสถานไม่ได้ นอกจากที่จะได้รับอนุญาตพิเศษ จากผู้บังคับบัญชาสูงสุดให้ถือเช่นนั้น

มาตรา 20 ถ้าผู้ใดปรารถนาจะให้จดทะเบียนหญิงอันต้องด้วย ข้อห้ามในมาตรา 19 นั้นเป็นภรรยา และเมื่อนายทะเบียนชี้แจงข้อห้ามให้เข้าใจ แล้ว ก็ยังจะขืนยืนยันขอจดทะเบียนอยู่กระนั้น ให้นายทะเบียนรายงานข้อความ ต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรงของตน เพื่อนำเสนอขึ้นไปเป็นลำดับสุดแท้แต่ผู้บังคับบัญชา สูงสุดจะวินิจฉัย และในระหว่างที่คำสั่งยังไม่ตก ห้ามมิให้รับจดทะเบียนเป็นอันขาด อนึ่ง ความในมาตรา 19 และมาตรา 20 นี้ ให้พึงเข้าใจว่าใช้สำหรับ ผู้ที่มีครอบครัวและเคหะสถานอยู่แต่เมื่อก่อนที่ประกาศใช้กฎนี้แล้วเท่านั้น ส่วนผู้ที่ยังมิได้มีครอบครัวหรือเคหะสถานอยู่ก่อนนี้ ถ้าแม้จะมาขอจดทะเบียนต่อไป ให้เจ้าพนักงานปฏิบัติดังได้กำหนดไว้ในมาตรา 21 ต่อไปนี้

มาตรา 21 บรรดาข้าราชการที่ยังมิได้มีครอบครัวหรือเคหะสถานอยู่แล้ว ตั้งแต่ก่อนที่ประกาศใช้กฎนี้ ถ้าต่อไปจะมาขอจดทะเบียนภรรยาหรือเคหะ สถาน ให้เจ้าพนักงานเรียกเอาใบอนุญาตซึ่งผู้บังคับบัญชาจะได้ทำให้ตามระเบียบ อันกำหนดไว้ในหมวดที่ 6 แห่งกฎนี้ ถ้าผู้ใดไม่มีใบอนุญาตมายื่นแล้ว ห้ามมิให้เจ้า พนักงานรับจดทะเบียนเป็นอันขาด มาตรา 22 นอกจากข้อที่ได้บัญญัติไว้แล้วในหมวดนี้ ให้เจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามข้อความอันมีอยู่ในหมวดอื่น ๆ แห่งกฎนี้ และถ้า แม้เสนาบดีจะได้ออกกฎหรือข้อบังคับเพิ่มเติมต่อไป ก็ให้ปฏิบัติให้ถูกต้องจงทุกประการ

หมวดที่ 6
ว่าด้วยการอนุญาตให้มีครอบครัวและเคหะสถาน
________

มาตรา 23 บรรดาข้าราชการในพระราชสำนัก ที่ยังมิได้มีครอบครัว หรือเคหะสถานของตนเองแต่เมื่อก่อนประกาศใช้กฎนี้ เมื่อต่อไปจะมีครอบครัวหรือ เคหะสถานต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาสูงสุดในกรมของตนก่อน จึงจะมีได้

มาตรา 24 การขออนุญาตให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรง ของตน เพื่อนำเสนอเป็นลำดับ ดังจะได้กล่าวต่อไป และถ้าเมื่อใบอนุญาตยังไม่ตกมา ห้ามมิให้ไปมีภรรยา หรือไปอยู่ ณ เคหะสถานใหม่นั้นเป็นอันขาด

มาตรา 25 ข้าราชการที่มีครอบครัวหรือเคหะสถาน อันได้จด ทะเบียนตามกฎนี้แล้ว ถ้าต่อไปเมื่อหน้า จะมีภรรยาเพิ่มเติมใหม่อีกก็ดี หรือจะมี เคหะสถานเพิ่มขึ้นอีกก็ดี ต้องขออนุญาตอย่างเดียวกันกับที่กล่าวมาแล้วในมาตรา 23 และมาตรา 24

มาตรา 26 ในหนังสือขออนุญาต ให้มีข้อความละเอียด คือ
(ก) ขออนุญาตมีภรรยา ให้มีข้อแสดงดังต่อไปนี้
1. ยศ บรรดาศักดิ์ และนามเดิม นามสกุล กับตำแหน่งราชการ
2. อายุ ปีเกิด
3. รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละเท่าใด
4. ได้รับผลประโยชน์นอกจากทางราชการอย่างใดบ้าง
5. ได้มีภรรยาอยู่แล้วหรือไม่ ถ้ามีชื่อไร
6. ผู้ที่จะตกแต่งหรือเป็นภรรยาใหม่นั้น ชื่อไร
7. นามบิดามารดาของหญิง และชาติใด ในบังคับรัฐบาลใด
8. หลักฐาน คือ บิดามารดาหรือตัวหญิงนั้น มีทางทำมาหาเลี้ยง ชีพอย่างไรอยู่หรือไม่ มีทรัพย์สมบัติอย่างไรบ้าง
9. หญิงนั้นมีอายุเท่าไร เกิดปีอะไร
10. หญิงนั้นเคยมีผัวแล้วหรือยัง ถ้าเคยมีแล้ว ให้ชี้แจงด้วยว่า ผัวหย่าหรือเป็นหม้ายโดยมรณภาพแห่งผัว
11. ความประพฤติของหญิงนั้น เท่าที่รู้เห็นอยู่เป็นอย่างไร
(ข) ขออนุญาตมีเคหะสถาน ให้มีข้อแสดงดังต่อไปนี้
1,2,3, และ 4 เหมือนอย่างขออนุญาตมีภรรยา
5. เป็นคนโสด หรือมีครอบครัว
6. ในขณะนี้อยู่ที่ไหน คือ อยู่ประจำในสถานที่ภายในพระราชฐาน หรือเรือนหลวงแห่งใด หรือเช่าอยู่ หรืออยู่กับบิดามารดา หรืออาศัยผู้ใด และที่อยู่นั้น อยู่แห่งใด
7. บ้านที่จะไปอยู่ใหม่นี้ สร้างขึ้นใหม่ด้วยทุนทรัพย์ของตนเอง หรือซื้อ หรือเช่า หรือใครให้ หรือจะอาศัยอยู่กับผู้ใด
8. บ้านใหม่นี้อยู่แห่งหนตำบลใด ต้องบอกนามถนน และเลข (ถ้ามี)
9. เมื่อย้ายไปอยู่ที่บ้านใหม่แล้ว บ้านเก่าจะยังคงเป็นบ้าน ของตนอยู่หรือจะไม่ใช้เป็นที่สำนักอีกต่อไป

มาตรา 27 ระเบียบการที่จะพึงปฏิบัติในเรื่องขออนุญาตมีภรรยาหรือ มีเคหะสถานนี้ เมื่อผู้ขออนุญาตได้ยื่นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรงแล้ว เป็นหน้าที่ แห่งผู้บังคับบัญชาโดยตรงที่จะต้องสอบสวนดูให้ได้ความแน่นอนว่า ตามรายการที่มี อยู่ในหนังสือนั้น เป็นการถูกต้องแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ถูกต้องให้พูดจาว่ากล่าว ให้ผู้ขออนุญาตแก้ไขข้อความเสียให้ถูกต้อง เมื่อถูกต้องแล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาโดยตรง ลงความเห็นของตนกำกับลงในหนังสือนั้นว่า "เห็นสมควร" หรือ "ไม่เห็นสมควร" สุดแท้แต่ความเห็น แต่ถ้าไม่เห็นสมควรต้องอธิบายด้วยว่าเพราะเหตุใด และถ้า ความเห็นนั้นจะมีข้อความยืดยาว ก็ให้เขียนลงในกระดาษอีกแผ่นหนึ่งต่างหาก แนบไป กับหนังสือขออนุญาต เมื่อได้ตรวจและลงความเห็นแล้ว จึงส่งหนังสือพร้อมด้วยความ เห็นนั้นขึ้นไปยังผู้บังคับบัญชาโดยตรงเหนือตนขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งนั้น และให้ปฏิบัติเช่นนี้ เป็นลำดับไปจนถึงผู้บังคับบัญชาชั้นสูงสุด ในกรณีแห่งผู้ขออนุญาต

มาตรา 28 ผู้ที่มีอำนาจอนุญาตได้นั้น ถ้าผู้ขอเป็นข้าราชการตั้งแต่ชั้นเสวกเอก หรือนายพันเอก หรือหัวหมื่นลงมา ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงสุดในกรมนั้น มีอำนาจอนุญาตได้ แต่ถ้าผู้ขอเป็นข้าราชการชั้นเสวกเอก หรือตั้งแต่ชั้นเสวกเอก หรือนายพันเอก หรือหัวหมื่นขึ้นไป ต้องได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ผู้อื่นจะอนุญาตมิได้เป็นอันขาด อนึ่ง มหาดเล็กกองห้องที่พระบรรทม ไม่ว่าจะเป็นยศ บรรดาศักดิ์ชั้นใด ต้องได้รับพระบรมราชานุญาต ผู้อื่นจะอนุญาตมิได้เป็นอันขาด

มาตรา 29 ผู้ที่มีหน้าที่จะอนุญาตตามมาตรา 28 นั้น เมื่อได้รับหนังสือ ขออนุญาตแล้ว และก่อนที่จะอนุญาต ต้องพิจารณาดูให้เห็นชัดแล้วว่า ผู้ขออนุญาตนั้น เป็นผู้ที่สมควรจะได้รับอนุญาตแล้ว จึงค่อยอนุญาต ในข้อควรมิควรให้ถือเอาพระราช นิยมเป็นเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(ก) ในส่วนที่จะขอมีภรรยา  
1. ผู้ขอเป็นผู้ที่มีหลักฐานมั่นคงพอควรแก่ยศ บรรดาศักดิ์ และตำแหน่ง  
2. ได้รับพระราชทานเงินเดือนพอสมควรจะเลี้ยงครอบครัวได้
3. มีอายุเกินกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ย่างเข้าปี 19 แล้ว  
4. เป็นผู้ที่รู้จักผิดและชอบ ไม่เหลวไหลลังเล  
5. เป็นผู้ที่มีเคหะสถานเป็นหลักแหล่งหรือจะได้มี เมื่อมีภรรยา  
6. เป็นผู้ที่ไม่มีกามโรคเรื้อรังประจำตัวอยู่ยังไม่หาย  
7. หญิงที่จะเป็นภรรยาเป็นผู้มีหลักฐาน ไม่ใช่หญิงนครโสเภณี หรือหญิง แพศยา หรือหญิงที่มักสมจรสำส่อน  
8. หญิงนั้นมีอายุเกินกว่า 16 ปีบริบูรณ์ ย่างเข้าปีที่ 17 แล้ว  
9. หญิงนั้นมิใช่เป็นภรรยาผู้อื่นอยู่ในขณะที่ขออนุญาต  
10. หญิงนั้นมิใช่ผู้ที่หย่ากับสามีเพราะมีชู้

(ข) ในส่วนขอมีเคหะสถาน  
1,2,3 และ 4 เหมือนการขอมีภรรยา  
5. ถ้าผู้ขอมีภรรยาแล้ว หรือได้ขออนุญาตจะมีภรรยาอยู่แล้ว ควรอนุญาต  
6. คนโสด คือ ไม่มีภรรยาและครอบครัว ถ้าจะอนุญาตได้ก็แต่ที่เห็น ปรากฎชัดว่า เป็นผู้มีหลักฐานมั่นคง เป็นผู้สมควรครองเรือนได้อย่างแท้จริง และมีอายุ ครบ 20 ปีบริบูรณ์ ย่างเข้าปีที่ 21 แล้ว  
7. เคหะสถานต้องตั้งอยู่ในที่ซึ่งเป็นหลักแหล่ง มีทางไปมาได้โดยสะดวก พอควร

มาตรา 30 เมื่อผู้บังคับบัญชาได้พิจารณาดูโดยถ้วนถี่แล้ว ถ้าแม้ไม่เห็น เป็นการสมควรด้วยประการทั้งปวง หรือเพื่อเหตุหลายประการก็ดี ให้เขียนลงไปใน หนังสือขออนุญาตนั้นว่า "ไม่อนุญาต" และให้ลงนามกำกับไว้เป็นสำคัญ แต่ถ้ามีข้อ ขัดข้องอยู่เพียงแต่เล็กน้อย ซึ่งเห็นว่าพอจะกล่าวให้แก้ไขได้ ก็ให้เรียกตัวผู้ขอ อนุญาตขึ้นมาชี้แจงให้เป็นที่เข้าใจ ถ้าแม้เขายอมรับรองจะแก้ไขข้อขัดข้องนั้นให้ หมดไป ก็จงยอมให้โอกาสให้เขามีเวลาแก้ไข แต่ถ้าเขาไม่ยอมที่จะแก้ไขก็ให้ สลักลงว่า "ไม่อนุญาต" ทีเดียว แต่ถ้าเห็นว่าเป็นการสมควรด้วยประการทั้งปวงที่จะอนุญาต ก็ให้ทำ ใบอนุญาตให้เป็นสำคัญ ลงนามและประทับตราตำแหน่งผู้อนุญาต ใบอนุญาตให้ทำ เป็นสามฉบับความต้องกัน ฉบับหนึ่งให้ผู้อนุญาตรักษาไว้ อีกสองฉบับให้ส่งลงไปเป็น ลำดับจนถึงผู้บังคับบัญชาโดยตรงของผู้ขออนุญาต ให้ผู้บังคับบัญชาโดยตรงมอบใบอนุญาต ทั้งสองฉบับให้แก่ผู้ขอ ให้ผู้ขอนำใบอนุญาตไปให้แก่เจ้าพนักงานทะเบียนเพื่อเป็นพยาน ฉบับหนึ่งในเมื่อไปขอจดทะเบียน และให้เจ้าพนักงานเก็บใบอนุญาตฉบับนั้นไว้เป็น หลักฐานสืบไป อีกฉบับหนึ่งซึ่งยังเหลืออยู่กับผู้ขออนุญาตนั้น ให้ผู้ขอรักษาไว้เองเป็น สำคัญสืบไป

มาตรา 31 ข้าราชการไม่ว่าชั้นใด ๆ ถ้าจะมีภรรยาเป็นชาวต่างประเทศ หรือคนในบังคับรัฐบาลต่างประเทศ ต้องได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ก่อนจึงจะมีได้ ผู้อื่นจะอนุญาตไม่ได้เป็นอันขาด

มาตรา 32 ให้พึงเข้าใจว่า การพระราชทานหรือไม่พระราชทาน พระบรมราชานุญาตแก่ผู้ที่ขอมีครอบครัวหรือเคหะสถาน ดังกล่าวแล้วในมาตรา 28 และมาตรา 31 นั้น ไม่จำจะต้องพระราชทานพระบรมราชาธิบายอย่างใด เป็นแต่ พระราชทานพระราชกระแสว่า "อนุญาต" หรือ "ไม่อนุญาต" เท่านั้น อนึ่ง ใบพระราชทานพระบรมราชานุญาต ซึ่งจะเป็นส่วนพระราชทาน ตามมาตรา 30 นั้น ให้เป็นหน้าที่ราชเลขานุการส่วนพระองค์รับพระบรมราชโองการ ออก ให้ลงนามและประทับตราตำแหน่งราชเลขานุการส่วนพระองค์

หมวดที่ 7
ว่าด้วยคนโสด,คนหม้าย,และคนไม่มีเคหะสถาน
_______

มาตรา 33 ผู้ซึ่งมิได้มีภรรยาอันได้กระทำงานสมรสก็ดี มิได้มีภรรยา อันอยู่กินร่วมเคหะสถานโดยออกหน้าออกตาก็ดี ท่านว่าเป็นคนโสด

มาตรา 34 ผู้ใดซึ่งยังมิได้จดทะเบียนภรรยาตามที่กำหนดไว้ในกฎนี้ ท่านว่าให้ถือเอาเป็นคนโสด

มาตรา 35 ผู้ใดได้มีภรรยาแล้ว แต่ได้หย่าร้างกับภรรยาแล้วก็ดี หรืออยู่แยกกับภรรยาโดยความยินยอมพร้อมใจกันก็ดี ท่านว่าให้ถือเอาเป็นคนโสด

มาตรา 36 ผู้ใดได้มีภรรยาแล้ว แต่ภรรยาถึงมรณภาพ และยังมิได้ มีภรรยาใหม่ ท่านว่าเป็นคนหม้าย

มาตรา 37 ผู้ใดซึ่งมิได้มีบ้านเรือนอันตนเป็นเจ้าของ คือ มิได้เป็น ผู้ถือหนังสือสำคัญสำหรับเป็นเจ้าของที่ หรือมิได้เป็นผู้เช่าที่หรือเรือน หากอาศัยผู้อื่น เขาอยู่ฉะนี้ ท่านว่าเป็นคนไม่มีเคหะสถาน

มาตรา 38 ผู้ใดซึ่งยังมิได้จดทะเบียนเคหะสถานตามที่กำหนดไว้ใน กฎนี้ ท่านว่าให้ถือเอาเป็นคนไม่มีเคหะสถาน

มาตรา 39 คนโสดและคนไม่มีเคหะสถาน ถ้าผู้บังคับบัญชาสูงสุด เห็นสมควรจะกำหนดให้อยู่ประจำในสถานที่ราชการแห่งใด ๆ เพื่อสะดวกแก่หน้าที่ ราชการแห่งผู้นั้น ผู้นั้นจำจะต้องอยู่ประจำเฉพาะแต่ในที่ซึ่งผู้บังคับบัญชากำหนด ให้อยู่จะไปเลือกอยู่แห่งอื่นไม่ได้ นอกจากที่จะได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ ดังกล่าวไว้ ในมาตรา 40

มาตรา 40 คนโสดและคนไม่มีเคหะสถาน ถ้ามีกิจจำเป็นจะต้องปฏิบัติ บิดามารดาผู้ชราทุพพลภาพและหาผู้อื่นปฏิบัติอีกมิได้ ผู้บังคับบัญชาสูงสุดจะอนุญาตให้ ไปอยู่ยังบ้านเรือนบิดามารดาก็ได้

มาตรา 41 คนโสดหรือคนไม่มีเคหะสถาน ซึ่งผู้บังคับบัญชาสูงสุดได้ กำหนดให้อยู่ในเขตสถานที่ราชการ ดังกล่าวมาแล้วในมาตรา 39 นั้น ถ้าหากจะ ไปนอนค้างอยู่แห่งใดนอกจากที่ซึ่งกำหนดให้เป็นสำนักนั้น ถึงแม้จะไปแต่คืนเดียวก็ ต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาโดยตรงก่อนจึงจะไปได้ และถ้าจะไปค้างเกิน กว่าหนึ่งคืน ต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาสูงสุดก่อนจึงจะไปได้ ห้ามมิให้ไปค้าง นอกที่สำนักโดยมิได้รับอนุญาตเป็นอันขาด

มาตรา 42 คนหม้าย ซึ่งมีอายุต่ำกว่า 30 ปีบริบูรณ์ลงมา ถ้าผู้บังคับ บัญชาสูงสุดเห็นสมควร จะกำหนดให้อยู่ประจำในสถานที่ราชการเพื่อสะดวกแก่ หน้าที่ราชการก็กำหนดได้ และต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับคนโสด ดังได้กล่าวมาแล้วใน มาตรา 39 มาตรา 40 และมาตรา 41 นั้น จงทุกประการ

หมวดที่ 8
อธิบายด้วยชั้นความผิดและการลงทัณฑ์
_______

มาตรา 43 ผู้ที่อยู่ในกฎนี้ อาจที่จะประพฤติผิดมากและน้อยต่างสถานกัน ดังจะได้แสดงต่อไปในหมวดที่ 9 แต่ในที่นี้จะได้แสดงด้วยชั้นแห่งความผิด ซึ่งมีเป็น 3 ชั้น คือ 1. ชั้นคุรุกรรม คือ เป็นความผิดอย่างหนัก 2. ชั้นมัธยมกรรม คือ เป็นความผิดอย่างกลาง 3. ชั้นลหุกรรม คือ เป็นความผิดอย่างเบา

มาตรา 44 การลงทัณฑ์แก่ผู้ประพฤติผิดด้วยกฎนี้ ท่านกำหนดให้มีเป็น หลายสถาน สุดแท้แต่ความหนักและเบาแห่งความผิด ดังจะได้แสดงต่อไปในหมวดที่ 9 แต่ในที่นี้จะได้อธิบายลักษณะแห่งทัณฑ์อันมีเป็นนานาสถาน ดังต่อไปนี้

1. ภาคทัณฑ์ คือ งดการลงโทษไว้ครั้งหนึ่งก่อน โดยฐานกรุณา ผู้ที่สมควร จะได้รับภาคทัณฑ์ คือ ผู้ที่กระทำผิดแต่เพียงเล็กน้อยโดยความโง่เขลา มิได้ มีเจตนาชั่วร้าย หรือจงใจจะฝ่าฝืนกฎนี้ และผู้ที่ได้รับภาคทัณฑ์แล้ว นับว่าเหมือนได้ ล้างบาป หาโทษติดตัวต่อไปมิได้

2. ติโทษ คือ ชี้แจงให้ผู้ผิดเข้าใจชัดเจนว่า ตนได้กระทำความผิด เช่นนั้น ๆ ควรได้รับโทษเช่นนั้น ๆ แต่หากมีข้อควรกรุณาอยู่บ้าง อย่างนั้น ๆ จึง รอการลงโทษไว้ครั้งหนึ่ง แต่ถ้าต่อไปกระทำความผิดอีก จะต้องเอาโทษเดิมนี้ บวกเข้ากับโทษที่จะพึงต้องรับใหม่

3. กัก คือ ให้ผู้ต้องโทษอยู่ภายในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง อันเป็นจังหวัด สถานที่ราชการ และต้องรายงานตนต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรงทุกวัน

4. กักเงินเดือน คือ จ่ายให้เพียงส่วนหนึ่งในสี่ หรือกึ่งหนึ่งเป็น อย่างมาก นอกนั้นให้เจ้าพนักงานแผนกปลัดบัญชีจ่ายให้เมื่อพ้นกำหนดโทษ แต่โทษนี้ ให้ลงแต่เฉพาะคนโสดซึ่งไม่ต้องเลี้ยงครอบครัว เพื่อป้องกันการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย หรือในการเที่ยวเตร่ เป็นต้น

5. ทัณฑกรรม คือ ให้ทำการงานอันต้องออกกำลังกายผิดกว่าปกติ แต่ทัณฑกรรมต้องเลือกให้กระทำการอันเป็นประโยชน์ ไม่ใช่เปลืองแรงเปล่า ทัณฑกรรมในวันหนึ่ง ห้ามมิให้กระทำเกินกว่า 3 ชั่วโมง และห้ามมิให้กระทำติด ๆ กันเกินกว่า 7 วัน

6. ขัง คือ ขังไว้ในห้องแห่งใดแห่งหนึ่งอันเป็นที่มั่นคง เช่น ที่กรม สนมพลเรือนเป็นตัวอย่าง หรือจะขังไว้ในที่ขังของกรมเองก็ได้ ในที่ห้องขังนั้น ต้องให้มีแสงสว่างและมีทางอากาศเดินได้สะดวก กับต้องให้ผู้ถูกขังมีเวลาได้ออกมา เดินนอกห้องขังวันละ 1 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย กับต้องให้ได้กินอาหารอิ่มหนำทุกวัน วันละ 2 มื้อเป็นอย่างน้อย

7. จำขัง คือ ขังด้วย และลงเครื่องพันธนาการด้วย

8. พักราชการ คือ ต้องออกจากตำแหน่งหน้าที่ประจำโดยไม่ได้รับ พระราชทานเงินเดือนเบี้ยหวัดอย่างใด ๆ แต่ยังมีหนทางที่จะได้กลับเข้ารับราชการ ได้อีกในกาลเบื้องหน้า

9. คัดออกจากราชการ คือ ให้ออกจากหน้าที่ประจำโดยไม่ได้รับ เบี้ยหวัดหรือเบี้ยบำนาญ

10. ถอดจากยศบรรดาศักดิ์

มาตรา 45 การลงทัณฑ์จัดเป็น 3 ประเภท ดังต่อไปนี้
ก. ประเภทคุรุภัณฑ์ เป็นพระราชอาญา ซึ่งจะมีพระบรมราชโองการ ให้ลงแก่ข้าราชการผู้ประพฤติผิดต่อกฎนี้ โดยสถานใดสถานหนึ่งในสิบสถาน ซึ่ง กล่าวมาแล้วในมาตรา 44 นั้น หรือเป็นโทษซึ่งศาลรับสั่งปรึกษาวางบทตามกฎนี้

ข. ประเภทมัธยมทัณฑ์ เป็นอาญาสำหรับที่ผู้บังคับบัญชาสูงสุดมีอำนาจ จะกระทำได้แก่ผู้ที่อยู่ในบังคับบัญชาของตน มีอยู่เป็นนานาสถาน ดังต่อไปนี้  
1. ภาคทัณฑ์  
2. ติโทษ  
3. กัก ไม่เกินกว่า 1 เดือน  
4. กักเงินเดือน ไม่เกินกว่า 3 เดือน  
5. ทัณฑกรรม ไม่เกินกว่า 7 วัน  
6. ขัง ไม่เกินกว่า 1 เดือน  
7. ให้พักราชการ ไม่เกินกว่า 6 เดือน   ถ้าผู้บังคับบัญชามีความปรารถนาจะลงโทษแก่ผู้ใดให้ยิ่งขึ้นไปกว่าที่ กำหนดไว้นี้ ก็ให้ส่งคดีไปยังศาลรับสั่งเพื่อพิพากษาวางบทสืบไป

ค. ประเภทลหุทัณฑ์ เป็นอาญาสำหรับที่ผู้บังคับบัญชาโดยตรงมีอำนาจ จะกระทำได้แก่ผู้ที่อยู่ในบังคับบัญชาของตน (คือ อธิบดีกรมลงโทษแก่คนใน กรมของตน) มีเป็นนานาสถาน ดังต่อไปนี้  
1. ภาคทัณฑ์  
2. ติโทษ  
3. กัก ไม่เกินกว่า 15 วัน  

4. ทัณฑกรรม ไม่เกินกว่า 3 วัน   ถ้าผู้บังคับบัญชาโดยตรงมีความปรารถนาจะลงโทษแก่ผู้ใดยิ่งขึ้นไปกว่า ที่กำหนดไว้แล้วนี้ ต้องขออนุญาตจากผู้บังคับบัญชาสูงสุด

มาตรา 46 ห้ามมิให้ผู้ใดลงอาญาแก่คนในบังคับบัญชาของตนเกิน อำนาจของตนตามที่ได้กำหนดไว้ในมาตรา 45 นั้นเป็นอันขาด ผู้มีอำนาจลงอาญา และผู้รับโทษมีกำหนดเป็นลำดับโดยละเอียด ดังแจ้งอยู่ในตารางซึ่งแนบไว้ ณ ที่นี้ ดังต่อไปนี้

มาตรา 47 ฝ่ายผู้ที่รับโทษ ถ้าแม้เห็นว่าการที่ผู้บังคับบัญชาโดยตรง ลงโทษนั้นไม่เป็นยุติธรรมหรือแรงเกินไปก็ดี อนุญาตให้อุทธรณ์ถึงผู้บังคับบัญชาสูงสุดได้ การอุทธรณ์ให้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องยื่นต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุดนั้น ภายใน 7 วัน และในระหว่างที่อุทธรณ์นี้ ให้ผู้บังคับบัญชาโดยตรงรอการลงโทษไว้ก่อน ฝ่าย ผู้บังคับบัญชาสูงสุดนั้น จะสั่งยกเรื่องราวเสียหรือจะสั่งแก้ไขโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ เพิ่มโทษให้หนักขึ้น เว้นแต่ที่เห็นว่าผู้บังคับบัญชาโดยตรงได้จับข้อความผิดนั้นผิด ประเภทหรือไม่ตรงกับความในกฎนี้ ก็ให้สั่งแก้ไขไปตามความเห็นของตนได้ ถ้าผู้ รับโทษไม่พอใจในคำวินิจฉัยแห่งผู้บังคับบัญชาสูงสุดก็ให้ทำฎีกาขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวาย เพื่อได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย หรือจะทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ศาลรับสั่งกระทรวงวังพิจารณา ก็สุดแท้จะโปรด แต่ฎีกา ต้องทูลเกล้า ฯ ถวายภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่คำสั่งของผู้บังคับบัญชาสูงสุด ตกมานั้นเป็นต้นไป และในระหว่างที่ยังมิได้มีพระราชกระแสสั่งในส่วนฎีกานั้น ให้รอ การลงโทษแก่ผู้ถวายฎีกาไว้ก่อน

มาตรา 48 ถ้าผู้ลงโทษเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นสูงสุด แม้ผู้รับโทษเห็นว่า การลงโทษนั้นไม่เป็นยุติธรรมหรือแรงเกินไป อนุญาตให้ทูลเกล้า ฯ ถวายฎีกาได้ และระเบียบการให้เป็นไปเช่นกล่าวมาแล้วในมาตรา 47 แล้วนั้น จงทุกประการ  

มาตรา 49 ศาลรับสั่งกระทรวงวังเป็นศาลสูงสุดในพระราชสำนัก เพราะฉะนั้น คดีใดซึ่งศาลรับสั่งได้วินิจฉัยเด็ดขาดไปแล้ว ทั้งโจทก์และจำเลยจะ อุทธรณ์มิได้ ถ้าจำเลยจะทูลเกล้า ฯ ถวายฎีกากราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหา กรุณาลดหย่อนผ่อนโทษนั้นได้ แต่จะคัดค้านคำพิพากษาไม่ได้เป็นอันขาด

มาตรา 50 คำพิพากษาศาลรับสั่ง ต้องได้รับพระบรมราชานุมัติก่อน จึงจะบังคับบัญชาให้ลงโทษตามคำพิพากษานั้นได้

หมวดที่ 9
ว่าด้วยการกำหนดโทษสำหรับความผิด
_______

มาตรา 51 ผู้ใดซึ่งมีครอบครัวและเคหะสถานอยู่แล้ว เมื่อประกาศ ใช้กฎนี้ มิได้รีบไปลงทะเบียนภายในกำหนดตามความในมาตรา 10 แล้ว ท่านว่า ผู้นั้นมีความผิดชั้นมัธยมกรรม ต้องระวางโทษชั้นมัธยมทัณฑ์

มาตรา 52 ผู้ใดที่มีครอบครัวหรือเคหะสถานภายหลังวันที่ประกาศ ใช้กฎนี้ มิได้ไปจดทะเบียนที่กรมตนสังกัดภายในเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 14 ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดเป็นชั้นคุรุกรรม ต้องระวางโทษชั้นคุรุทัณฑ์

มาตรา 53 ผู้ใดที่มีครอบครัวหรือเคหะสถาน อันได้จดทะเบียนแล้ว เมื่อมีเหตุเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่ว่าไว้ในมาตรา 15 แห่งกฎนี้ มิได้ไปแจ้งความแก่เจ้าพนักงานภายในกำหนดปักษ์หนึ่ง ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดเป็น ชั้นคุรุกรรม ต้องระวางโทษชั้นคุรุทัณฑ์

มาตรา 54 ผู้ใดที่ยังมิได้มีครอบครัวหรือเคหะสถานของตนเอง แต่เมื่อก่อน ประกาศใช้กฎนี้ ไปมีภรรยาหรือเคหะสถานโดยมิได้รับอนุญาตจากผู้บังคับ บัญชาสูงสุดในกรมของตนก่อนตามความในมาตรา 23 และมาตรา 24 แห่งกฎนี้ ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดชั้นคุรุกรรม ต้องระวางโทษชั้นคุรุทัณฑ์

มาตรา 55 ผู้ใดที่มีครอบครัวหรือเคหะสถานอันได้จดทะเบียนแล้ว มีภรรยาเพิ่มเติมใหม่อีก หรือมีเคหะสถานเพิ่มขึ้นอีก โดยมิได้รับอนุญาตตามความ ในมาตรา 25 ก็ดี หรือมิได้ไปจดทะเบียนภายในกำหนดปักษ์หนึ่งตามความใน มาตรา 16 ก็ดี ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดเป็นชั้นคุรุกรรม ต้องระวางโทษชั้นคุรุทัณฑ์

มาตรา 56 ผู้ใดบังอาจมีภรรยาเป็นชาวต่างประเทศหรือคนใน บังคับรัฐบาลต่างประเทศ ก่อนที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ท่านว่าผู้นั้น มีความผิดเป็นชั้นคุรุกรรม ต้องระวางโทษจำขังไม่ต่ำกว่า 12 เดือน

มาตรา 57 คนโสดและคนไม่มีเคหะสถาน หรือคนหม้าย ซึ่งผู้บังคับ บัญชาสูงสุดได้กำหนดให้อยู่ประจำในสถานที่ราชการแห่งใด ๆ แล้ว ไปเลือกอยู่ แห่งอื่นโดยมิได้รับอนุญาตพิเศษจากผู้บังคับบัญชาสูงสุด ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดชั้น มัธยมกรรมต้องระวางโทษชั้นมัธยมทัณฑ์

มาตรา 58 คนโสดและคนไม่มีเคหะสถาน หรือคนหม้าย ซึ่งผู้บังคับ บัญชาสูงสุดได้กำหนดให้อยู่ในเขตสถานที่ราชการแล้ว ไปนอนค้างอยู่แห่งอื่นโดย มิได้รับอนุญาตดังว่าไว้ในมาตรา 41 แห่งกฎนี้ ท่านว่าผู้นั้นมีความผิด ตกอยู่ใน สถานใดสถานหนึ่งในสองสถาน กล่าวคือ ถ้าไปนอนค้างอยู่แห่งอื่นเพียงคืนหนึ่ง ต้องระวางโทษชั้นลหุทัณฑ์ ถ้าเกินกว่าหนึ่งคืน ต้องระวางโทษชั้นมัธยมทัณฑ์  

มาตรา 59 ผู้ใดที่กล่าวความเท็จต่อเจ้าพนักงานหรือผู้บังคับบัญชาด้วย ข้อใดข้อหนึ่งอันเนื่องด้วยกฎนี้ เป็นต้นว่า ผู้บังคับบัญชาถามถึงเรื่องภรรยาหรือ เคหะสถานของตนเองก็ดี หรือของข้าราชการผู้อื่นก็ดี นำความไม่จริงหรือที่ไม่รู้จริง มากล่าว ท่านว่าผู้นั้นกล่าวเท็จ มีความผิดชั้นลหุกรรมหรือมัธยมกรรม ต้องระวางโทษ ชั้นลหุทัณฑ์หรือมัธยมทัณฑ์ ตามสมควรแก่เหตุผล

มาตรา 60 ผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง และการที่กระทำนั้น เป็นการละเมิดกฎนี้หลายบทด้วยกัน ท่านให้ใช้บทที่มีทัณฑ์หนักลงโทษแก่ผู้นั้น

มาตรา 61 ผู้ใดกระทำความผิดหลายกระทง ท่านว่าผู้นั้นต้องมีโทษ ตามกระทงความผิดทุกกระทง

มาตรา 62 ผู้ใดละเมิดกฎนี้ด้วยข้อใดข้อหนึ่ง และเมื่อได้พ้นโทษแล้ว ไปกระทำความผิดขึ้นอีก ท่านว่าผู้นั้นไม่เข็ดหลาบ ผู้ใดไม่เข็ดหลาบ ท่านว่าผู้นั้นต้องรับโทษเป็นทวีคูณ

ประกาศมา ณ วันที่ 1 สิงหาคม พระพุทธศักราช 2457 เป็นวันที่ 1360 ในรัชกาลปัจจุบันนี้

กฎมณเฑียรบาล
ว่าด้วยข้าราชการในพระราชสำนักเพิ่มเติม
_______

มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสั่งว่า ตามที่ได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตรากฎมณเฑียรบาลสำหรับข้าราชการในพระราชสำนัก ขึ้นไว้ ก็โดยพระราชประสงค์จะกวดขันความประพฤติของข้าราชการในพระราชสำนัก ให้งามดีในที่ทุกสถาน ทั้งให้มีการบังคับบัญชาในระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อยให้เป็นระเบียบกัน เพื่อผู้ใหญ่จะได้มีโอกาสตรวจตราความประพฤติของผู้น้อยได้ทั่วถึง แต่โดยเหตุที่ความ นิยมของบุคคลบางคนบังเกิดมีขึ้นใหม่แปลกๆ กฎมณเฑียรบาลที่มีอยู่แล้วยังไม่เพียงพอ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี เสนาบดีกระทรวงวัง ประกาศกฎมณเฑียรบาลฉบับนี้เพิ่มเติมว่า

มาตรา 1 ตั้งแต่นี้ต่อไป ข้าราชการในพระราชสำนักผู้ซึ่งต้องปฏิบัติ ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยครอบครัวแห่งข้าราชการในพระราชสำนัก พ.ศ. 2457 ตามที่ได้บัญญัติไว้ในหมวดที่ 2 มาตรา 5 จะทำการโฆษณาประกาศข้อความอย่างใดๆ ต่อสาธารณชน เช่น ลงแจ้งความในหนังสือพิมพ์ หรือประกาศไว้ในที่แห่งใดก็ดี ก่อนที่ จะทำเช่นนี้ ต้องนำความร้องเรียนขออนุญาตต่อผู้บังคับบัญชา เมื่อได้รับอนุญาตเป็น ลายลักษณ์อักษรแล้วผู้ขออนุญาตจึงจะนำความนั้นออกโฆษณาได้

มาตรา 2 ถ้าข้าราชการผู้ใดนำความที่ตนมิได้รับอนุญาตจากผู้บังคับ บัญชาออกโฆษณาให้มีโทษชั้นมัธยมทัณฑ์ ดังที่บัญญัติไว้ในหมวดที่ 8 มาตรา 45(ข) แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยครอบครัวแห่งข้าราชการในพระราชสำนัก พ.ศ. 2457 นั้น ประกาศมา ณ วันที่ 4 ตุลาคม พระพุทธศักราช 2458 เป็นวันที่ 1789 ในรัชกาลปัจจุบันนี้ [รก.2458/-/312/17 ตุลาคม 2458]

 

กฎมณเฑียรบาล
ว่าด้วยครอบครัวแห่งข้าราชการในพระราชสำนักเพิ่มเติม
(ครั้งที่ 3)
________

มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมว่า ตั้งแต่ได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยครอบครัวแห่งข้าราชการ ในพระราชสำนักขึ้นไว้แล้ว การครอบครัวเป็นระเบียบเรียบร้อยดีขึ้นเป็นลำดับมา บัดนี้ ทรงพระราชดำริว่าตามความในมาตรา 19 ข้อ 1 ซึ่งห้ามมิให้ชายนำหญิงที่ชาย สมจรด้วยเป็นครั้งเป็นคราว หรือหญิงที่เรียกว่าเมียลับลงทะเบียนนั้น ความยังบกพร่อง อยู่ เพราะบางทีชายสมสู่กับหญิงจำพวกนี้จนมีบุตร แต่หญิงนั้นต้องด้วยลักษณะ เมียลับที่จะจดทะเบียนไม่ได้ บุตรอันเกิดมาก็เลยไม่ได้จดทะเบียนและไม่ใคร่จะได้ รับความอุปถัมภ์เลี้ยงดูจากผู้เป็นบิดาตามสมควร ทรงพระกรุณาน่าสงสารแก่เด็กที่ เกิดมาเป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน และเพื่อจะบำราบมิให้การอย่างนี้มีแพร่หลายมากไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี เสนาบดีกระทรวงวัง รับพระบรมราชโองการประกาศกฎมณเฑียรบาลฉบับนี้ เพิ่มเติมว่า

มาตรา 1 บุตรอันเกิดแต่หญิง ที่ชายสมจรด้วยเป็นครั้งเป็นคราว หรือหญิงที่ชายสมจรด้วยโดยอาการที่เรียกว่าเมียลับก็ตาม ถ้าความไม่ปรากฎว่าหญิง ที่เป็นมารดานั้น ได้สมจรปะปนด้วยชายอื่น เด็กที่เกิดมาเป็นบุตรของชายผู้นั้นโดยแท้ แล้ว ให้ชายผู้เป็นบิดามีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูบำรุงรักษาให้กินอยู่นุ่งห่มและเล่าเรียนตาม สมควรแก่ฐานานุรูปจนกว่าเด็กนั้นจะมีอายุครบ 16 ปี

มาตรา 2 การเลี้ยงดูดังว่ามาในมาตรา 1 นั้น ชายผู้เป็นบิดาจะรับ ตัวเด็กมาเลี้ยงดูเสียเองก็ได้ หรือจะให้มารดาปกครองเลี้ยงดูไว้ก็ได้ แล้วแต่ความ ตกลงและเพื่อประโยชน์แก่เด็กเป็นประมาณ ถ้าเด็กต้องอยู่กับมารดาแล้ว ให้ชายผู้เป็นบิดาออกเงินค่าเลี้ยงดูให้ ตามสมควรแก่ฐานานุรูป (แต่อย่างไรก็ดีมารดาของเด็กหรือผู้ปกครองจะเรียกค่า เลี้ยงดูเกินกว่า 1 ใน 4 ของเงินเดือนไม่ได้) ประกาศมา ณ วันที่ 4 มิถุนายน พระพุทธศักราช 2460 เป็นวันที่ 2398 ในรัชกาลปัจจุบันนี้ [รก.2460/-/88/10 มิถุนายน 2460]

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook