|
|
| กฎมณเฑียรบาล
กฎมณเฑียรบาล
กฎมนเฑียรบาล
กฎมณเฑียรบาล |
ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนายุกาล เป็นอดีตภาค 2457 พรรษา พฤษภาคมมาศ เอกติงสติมสุรทิน อาทิจจวาร โดยกาลนิยม พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ เอกอรรคมหาบุรุษบรมนราธิราช พินิตประชานารถมหาสมมตวงษ์ อดิศัยพงษวิมลรัตน์ วรขัติยราชนิกโรดม จาตุ รันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร์ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า การที่ข้าราชการในพระราชสำนัก ประกอบกิจในทางค้าขายเพื่อแสวงประโยชน์ นอกเหนือผลแห่งราชการ ซึ่งกระทำอยู่แล้วตามหน้าที่นั้น ย่อมเป็นทางที่อาจนำมา ซึ่งความเสียหายได้โดยเอนกประการ สมควรจะตราบัญญัติแสดงพระราชนิยมไว้ เพื่อให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาทที่นับว่าเป็นผู้ปฏิบัติราชการในที่ใกล้ชิดพระองค์ ทราบไว้ทั่วกัน ก็วิสัยมนุษย์ที่ทำการงานใด ๆ ทั้งสิ้น ธรรมดาบังคับว่าต้องมีเวลาพักผ่อน ผู้ที่เป็นข้าราชการนั้นก็ย่อมมีราชกิจเป็นกังวลที่ควรปฏิบัติโดยเต็มสติกำลัง และความสามารถอยู่แล้ว เมื่อถึงเวลาที่เสร็จราชการชั่ววันหนึ่ง ๆ ก็ได้กลับสู่เคหะ สถานบ้านเรือน อันเป็นเวลาที่ทรงพระกรุณาให้พักผ่อนร่างกายเพื่อบำรุงกำลังและ ความคิด เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ราชการของตนในวันหน้า ก็เมื่อข้าราชการผู้ใดเอา เวลาซึ่งควรจะพักผ่อนนั้นไปทำการงานอย่างอื่น เพื่อประโยชน์พิเศษของตนเช่นนี้แล้ว ผู้นั้นก็จำจะต้องกลับใช้เวลาซึ่งควรประกอบราชกิจตามหน้าที่นั้น สำหรับพักผ่อน เป็นธรรมดา นับว่าเป็นการเอาเปรียบไม่สมควรแก่ผู้ที่เป็นข้าราชการเลย อนึ่ง พระราชประสงค์อันเป็นข้อใหญ่ในการที่ทรงพระมหากรุณาพระราชทานเบี้ยบำนาญ เลี้ยงชีพนั้นก็ด้วยทรงพระราชดำริเห็นว่า ข้าทูลละอองธุลีพระบาทมีหน้าที่ต้องรับ ราชการเต็มกำลังและเวลา ไม่มีโอกาสที่จะสะสมทรัพย์สมบัติไว้เลี้ยงตนเมื่อแก่ ชราทุพลภาพ จึงทรงพระกรุณาพระราชทานเงินเลี้ยงชีพแก่ผู้ที่มีความชอบและ เหน็ดเหนื่อย ทั้งนี้ ก็เสมอว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสะสมทรัพย์ สมบัติไว้ให้แก่ราชการ เพื่อเลี้ยงตนและครอบครัวในเวลาที่มิสามารถจะหา ผลประโยชน์ใด ๆ อื่นได้ ข้าทูลละอองธุลีพระบาทควรระลึกถึงพระมหากรุณา ข้อนี้แล้ว และตั้งหน้าปฏิบัติราชการโดยสุดกำลังจริง ๆ ไม่สมควรจะเอาเวลา ซึ่งควรจะให้เป็นประโยชน์แก่ราชการไปใช้ในการแสวงผลประโยชน์ส่วนตัวให้ นอกเหนือออกไปอีก แต่ครั้นจะทรงห้ามมิให้ข้าราชการในพระราชสำนักแสวง ผลใด ๆ นอกจากผลแห่งราชการเสียทีเดียว ก็ยังทรงพระกรุณาอยู่ว่าเป็นการ รุนแรงเกินกว่าเหตุไป เพราะทางหาผลประโยชน์บางอย่าง ที่ไม่เป็นการ เสื่อมเสียแก่ราชการและเกียรติยศก็มีอยู่บ้าง ทั้งข้าราชการนอกพระราชสำนัก ก็ประกอบการหาเลี้ยงชีพในทางค้าขายมีอยู่หลายราย จะทรงห้ามแต่ข้าราชการ ในพระราชสำนักจำพวกเดียว ก็จะเป็นการเสียเปรียบเกินไป แต่ครั้นจะไม่มี ข้อบัญญัติไว้เสียเลยในเรื่องนี้ ก็มีทางที่จะเสื่อมเสีย ทั้งประโยชน์ส่วนตัวแห่ง ข้าราชการผู้นั้นเองและประโยชน์แห่งราชการได้โดยเอนกบรรยาย และเมื่อ ข้าราชการในพระราชสำนักผู้ใดไปมีเหตุเสียหายด้วยประการใด ๆ ในการค้าขาย เข้าแล้ว เหตุนี้ย่อมกระทบกระเทือนถึงพระองค์สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินเป็นที่เสื่อม เสียพระเกียรติยศได้ โดยเหตุผลซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทาน พระราชปรารภปรากฏโดยแจ่มแจ้งชัดเจนในกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยครอบครัวแห่ง ข้าราชการในพระราชสำนัก พระพุทธศักราช 2457 นั้นแล้ว อนึ่ง การคบหาสมาคมของข้าราชการในพระราชสำนักก็เป็นข้อสำคัญ อย่างหนึ่ง ซึ่งถ้ามิเป็นไปโดยชอบแล้ว จะเป็นโทษแก่ตน ซ้ำจะมีผลอันอาจเป็นเหตุ ให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศได้ด้วยโดยมูลดุจเดียวกัน สมควรจะมีบัญญัติสกัดกั้นทาง ที่จะนำสู่ความเสียหายไว้บ้าง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าพระยาธรรมาธิกรณา ธิบดี ศรีรัตนมณเฑียรบาล บรมราโชประการกิจจาภิรมย์ สรรโพดมราชธุรานุประดิษฐ์ ธรรมสุจริตวิบุลย์ มาลากุลวิวัฒน์ บำรุงรัตนราชประเพณี นิตยภักดีนฤปนารถ อันเตปุริกามาตย์มหานายก อรรคเสวกนนทิพาหมุรธาธร กิติขจรเสนาบดี ศรีรัตนไตร สรณธาดา อุดมอาชวาธยาไศรย อภัยพิริยบรากรมพาหุ เสนาบดีกระทรวงวัง รับ พระบรมราชโองการใส่เกล้า ฯ ประกาศกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการค้าขายและการ สมาคมแห่งข้าราชการในพระราชสำนัก ดังต่อไปนี้ หมวดที่ 1 มาตรา 1 กฎนี้ให้เรียกว่า "กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการค้าขายและ การสมาคมแห่งข้าราชการในพระราชสำนัก พระพุทธศักราช 2457" มาตรา 2* กฎมณเฑียรบาลนี้ ให้เริ่มใช้แต่วันที่ 1 กันยายน พระพุทธศักราช 2457 เป็นต้นไป *[รก.2457/-/367/1 กันยายน 2457] มาตรา 3 บรรดากฎข้อบังคับซึ่งมีอยู่แล้วสำหรับพระราชสำนักข้อใด ที่ขัดกับข้อความในกฎนี้ให้ยกเลิก มาตรา 4 ต่อไปภายหน้า ถ้าทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้แก้ไข หรือเพิ่มเติมข้อใดข้อหนึ่งในกฎนี้ และเสนาบดีกระทรวงวังได้ประกาศโฆษณาแก่ ข้าราชการในพระราชสำนักทราบทั่วกันแล้ว ให้นับว่าข้อที่แก้ไขหรือเพิ่มเติมใหม่นั้น เป็นส่วนหนึ่งแห่งกฎนี้ หมวดที่ 2 มาตรา 5 ผู้ที่นับว่าอยู่ในกฎนี้และจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎนี้ คือ บรรดา ข้าทูลละอองธุลีพระบาทที่รับราชการอยู่ในกระทรวงวังและกรม กองต่าง ๆ ซึ่งนับว่า รวมอยู่ในพระราชสำนักตามที่ได้ระบุไว้โดยละเอียดในมาตรา 5 แห่งกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยครอบครัวแห่งข้าราชการในพระราชสำนัก พระพุทธศักราช 2457 มาตรา 6 ผู้ที่อยู่ในกฎนี้ ให้พึงเข้าใจว่าเป็นแต่ผู้ที่รับราชการประจำ และผู้ที่เป็นกองหนุนเท่านั้น ผู้ที่นอกราชการหรือซึ่งได้ย้ายไปรับราชการอยู่ในกระทรวง ทบวง การอื่นแล้ว ไม่นับว่าอยู่ในกฎนี้ หมวดที่ 3 มาตรา 7 2) คำว่า "การค้าขาย" ท่านให้เข้าใจว่า การลงทุนด้วยสินทรัพย์ก็ดี หรือด้วยกำลังหรือความคิดก็ดี หรือด้วยชื่อเสียงเกียรติยศเกียรติคุณก็ดี เพื่อ ประสงค์ประโยชน์นอกเหนือจากที่ได้รับพระราชทานอยู่ในหน้าที่ราชการโดยตรง 3) คำว่า "ห้างหุ้นส่วน" ท่านให้เข้าใจว่า การซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ปรองดองเข้ากันทำกิจการรวมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไร ซึ่งจะพึงได้มา แต่การนั้น 4) คำว่า "บริษัท" ท่านให้พึงเข้าใจว่า การเข้าหุ้นส่วนกันค้าขายมีต้นทุน จัดแบ่งออกเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่ากัน ผู้ถือหุ้นต่างคนต่างจำต้องออกสินใช้หนี้ โดยจำกัดแต่เพียงค่าหุ้นที่ตนถือตามจำนวนมากและน้อย หรือโดยไม่มีจำกัด 5) คำว่า "สโมสรหรือสมาคม" ท่านให้พึงเข้าใจว่า คณะคนที่มา รวมกันเข้าเพื่อกระทำความมุ่งหมายแห่งคณะนั้นให้สำเร็จ ความมุ่งหมายนี้ต้อง ชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมาย 6) คำว่า "ร้านการเล่น" ท่านให้เข้าใจว่าสถานที่ใด ๆ ซึ่งเจ้าของ จัดให้มีการเล่นไม่ว่าชนิดใด ด้วยความมุ่งหมายให้คนอื่นมาเล่นโดยเก็บเงินหรือ ประโยชน์อื่นจากผู้ที่เล่น หรือด้วยความมุ่งหมายให้เล่นเป็นการพนันดังนี้ เช่น โรงบิลเลียด เป็นต้น การเล่นโดยลักษณะที่กล่าวนี้ แม้จัดขึ้นในเคหะสถานบ้านเรือนตนเอง ก็ดี ท่านให้ฟังว่าเป็นร้านการเล่นตามความแห่งกฎนี้ หมวดที่ 4 มาตรา 8 ให้ผู้บังคับบัญชาสูงสุดในกรมต่าง ๆ จัดเจ้าพนักงานไว้ เป็นผู้ถือทะเบียนอนุญาตให้ข้าราชการในบังคับบัญชาของตนทำการค้าขายประเภทหนึ่ง ให้เข้าเป็นสมาชิกแห่งสมาคมประเภทหนึ่ง กล่าวคือ ให้มีที่กระทรวงวังแห่งหนึ่ง ที่ทำการสภาจางวางมหาดเล็กแห่งหนึ่ง ที่กรมราชเลขานุการแห่งหนึ่ง ที่กรมพระคลัง ข้างที่แห่งหนึ่ง กับให้เสนาบดีจัดตั้งเจ้าพนักงานไว้คนหนึ่งเป็นนายทะเบียนใหญ่สำหรับ พระราชสำนักทั่วไป มาตรา 9 ในสมุดทะเบียนอนุญาตให้ทำการค้าขายนั้น ให้มีรายการ ดังต่อไปนี้ 1 ยศ บรรดาศักดิ์ 2 นามเดิม 3 นามสกุล 4 ตำแหน่งราชการ 5 อายุปีเกิด 6 ลักษณะของการค้าขายที่ทำ 7 ถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ใครเป็นผู้จัดการ ใครเป็นกรรมการ 8 สำนักงานที่ทำ มาตรา 10 ในสมุดทะเบียนอนุญาตให้เป็นสมาชิกแห่งสมาคมนั้น ให้มีรายการดังต่อไปนี้ 1 ยศ บรรดาศักดิ์ 2 นามเดิม 3 นามสกุล 4 ตำแหน่งราชการ 5 อายุปีเกิด 6 ความมุ่งหมายของสมาคม 7 ใครเป็นนายกและกรรมการ 8 สำนักของสมาคม มาตรา 11 บทกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยครอบครัวแห่งข้าราชการในพระราชสำนัก พระพุทธศักราช 2457 ซึ่งบังคับไว้ด้วยหน้าที่เจ้าพนักงานทะเบียนนั้น ท่านให้พึงอนุโลมใช้ได้แก่หน้าที่เจ้าพนักงานทะเบียนในกฎนี้ ตามที่ควรแก่บทนั้น ๆ มาตรา 12 บรรดาข้าราชการซึ่งทำการค้าขายอยู่แล้วก่อนประกาศใช้กฎนี้ ต้องรีบขออนุญาตต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุดของตน และจดทะเบียนที่เจ้าพนักงาน สำหรับกรมที่ตนสังกัดขึ้นอยู่ภายในวันเวลา ซึ่งผู้บังคับบัญชาสูงสุดจะกำหนดให้ มาตรา 13 ผู้ที่ยังไม่ได้ทำการค้าขายอย่างใดเลย เมื่อขณะที่ประกาศใช้กฎนี้ ถ้าต่อไปเมื่อหน้ามีความประสงค์ที่จะทำการค้าขาย ท่านให้จัดการขออนุญาต จากผู้บังคับบัญชาสูงสุด และจดทะเบียนที่กรมสังกัดแล้ว จึงจะทำการค้าขายนั้นได้ ม าตรา 14 การเข้าห้างหุ้นส่วนใด ๆ ก็ดี การจับจองหุ้นของบริษัทใด ๆ ก็ดี ท่านให้ฟังว่าเป็นการทำการค้าขายตามความในมาตรา 12 และมาตรา 13 แห่งกฎนี้ มาตรา 15 ภรรยาข้าราชการในพระราชสำนักกระทำการค้าขาย โดยอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวแล้ว ท่านให้ฟังว่าตัวข้าราชการนั้นเองเป็น ผู้ค้าขาย เพราะสามีภริยากันท่านว่าย่อมเป็นทุนเดียวกันหรือได้รับประโยชน์ด้วยกัน มาตรา 16 ผู้ใดที่มีความประสงค์จะเข้าเป็นสมาชิกแห่งสโมสรหรือ สมาคมใด ๆ ต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาสูงสุดและจดทะเบียนที่กรมตนสังกัด เสียก่อนแล้วจึงเข้าได้ มาตรา 17 ผู้ที่เป็นสมาชิกแห่งสโมสรหรือสมาคมใดอยู่แล้วก่อนประกาศ ใช้กฎนี้ ต้องรีบขออนุญาตต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุดของตนและจดทะเบียนที่เจ้าพนักงาน สำหรับกรมที่ตนสังกัดภายในวันเวลา ซึ่งผู้บังคับบัญชาสูงสุดจะกำหนดให้ มาตรา 18 ห้ามมิให้ข้าราชการในพระราชสำนักตั้งร้านการเล่น อย่างใด ๆ เป็นอันขาด นอกจากได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต มาตรา 19 ผู้ใดที่ได้รับอนุญาตให้ทำการค้าขาย หรือเข้าสมาคมใด ๆ และได้จดทะเบียนแล้ว ถ้ามีเหตุเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่ง คือทำการต่างลักษณะ ไปกับที่ทำอยู่แล้ว หรือเข้าสมาคมอื่นอีก ท่านบังคับว่าต้องได้รับอนุญาตและ จดทะเบียนใหม่แล้วจึงทำได้ หมวดที่ 5 มาตรา 20 การขออนุญาตให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรง ของตนเพื่อนำเสนอเป็นลำดับ และถ้าเมื่อใบอนุญาตยังไม่ตกมา ห้ามมิให้ไปทำการ ค้าขาย หรือเป็นสมาชิกแห่งสมาคมใดเป็นอันขาด มาตรา 21
ในหนังสือขอใบอนุญาตทำการค้าขาย
ให้มีข้อความละเอียด คือ มาตรา 22 ในหนังสือขอใบอนุญาตเข้าสโมสรหรือสมาคม ให้มีข้อความ ละเอียด คือ 1 ยศ บรรดาศักดิ์ มาตรา 23 ระเบียบการที่จะพึงปฏิบัตินอกจากที่กล่าวแล้ว ในเรื่อง การขอและการให้อนุญาตนั้น ท่านให้พึงอนุโลมใช้ตามมาตรา 27 มาตรา 28 มาตรา 30 และมาตรา 32 แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยครอบครัวแห่งข้าราชการ ในพระราชสำนักพระพุทธศักราช 2457 ตามควรแก่บทนั้น ๆ มาตรา 24 ผู้มีหน้าที่จะอนุญาตนั้น เมื่อได้รับหนังสือขออนุญาตแล้ว ต้องพิจารณาให้เห็นชัดว่าผู้ขออนุญาตนั้น เป็นผู้ที่สมควรรับอนุญาตแล้ว จึงค่อยอนุญาต ในข้อควรมิควรให้ถือเอาพระราชนิยมเป็นเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ 1 การค้าขายนั้นชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมายและไม่เป็นปรปักษ์ กับลักษณะของผู้ที่เป็นสัมมาจารี 2 การที่ผู้ขออนุญาตจะกระทำการค้าขายนั้นต้องไม่เสียประโยชน์แห่ง ราชการในหน้าที่ 3 การค้าขายที่ทำนั้นไม่เกี่ยวข้องกับร้านหรือบริษัท ซึ่งสำหรับส่งของ ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ในราชการแห่งกรม ซึ่งผู้ขออนุญาตรับราชการอยู่ และมีอำนาจ ที่จะสั่งของสำหรับใช้ในราชการแห่งกรมนั้นได้ 4 ผู้ขออนุญาตเป็นผู้ที่มีหลักฐานมั่นคงไม่เหลวไหล 5 ถ้าขออนุญาตไปเข้าห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ๆ นั้น ๆ ต้องมีหลักฐาน มั่นคงดำเนินตามหลักการค้าขายที่ชอบ 6 ถ้าเป็นการขอเข้าสมาคม ๆ นั้นต้องมีความมุ่งหมายที่ชอบและเป็น คุณแก่ผู้ที่ขออนุญาต มาตรา 25 ผู้ใดที่ได้รับอนุญาตให้ทำการค้าขายอยู่แล้ว เมื่อได้มา รับราชการในหน้าที่ ซึ่งตนมีอำนาจที่จะสั่งของสำหรับใช้ในราชการจากร้าน หรือบริษัทซึ่งตนมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ด้วยตามที่ว่าไว้ในข้อ 3 แห่งมาตรา 24 แล้ว ท่านว่าให้เลิกการค้าขายนั้นเสียเถิด หมวดที่ 6 มาตรา 26 การลงทัณฑ์และชั้นความผิด ท่านให้เทียบใช้แก่กฎนี้ตามที่ บังคับไว้ในมาตรา 43 ถึงมาตรา 50 แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยครอบครัวแห่ง ข้าราชการในพระราชสำนัก พระพุทธศักราช 2457 นั้น ทุกประการ มาตรา 27 ผู้ใดซึ่งทำการค้าขาย หรือเป็นสมาชิกแห่งสโมสร สมาคม ใด ๆ อยู่แล้วก่อนประกาศใช้กฎนี้ มิได้รีบขออนุญาตต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุด และจดทะเบียนที่เจ้าพนักงานสำหรับกรมที่ตนสังกัดภายในกำหนดวันเวลาตามความใน มาตรา 12 และมาตรา 16 แล้ว ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดชั้นมัธยมกรรม ต้องระวางโทษ ชั้นมัธยมทัณฑ์ มาตรา 28 ผู้ใดทำการค้าขาย หรือเข้าสโมสร สมาคมใด ๆ ภายหลังวันที่ประกาศใช้กฎนี้โดยมิได้รับอนุญาต ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดครุกรรม ต้องระวางโทษชั้นครุทัณฑ์ มาตรา 29 ผู้ใดตั้งร้านการเล่น โดยมิได้รับพระราชทานพระบรม ราชานุญาตตามความในมาตรา 17 แล้ว ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดชั้นครุกรรม ต้อง ระวางโทษชั้นครุทัณฑ์ ผู้ใดไปสำนัก ณ สถานที่ซึ่งตั้งการเล่นนั้น ท่านให้ฟังว่าผู้นั้นสมรู้ มีความผิด ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่ง มาตรา 30 ผู้ใดกล่าวความไม่จริงหรือที่ไม่รู้จริงต่อเจ้าพนักงานหรือ ผู้บังคับบัญชาด้วยข้อใดข้อหนึ่งอันเนื่องด้วยกฎนี้ ในส่วนตนเองก็ดี หรือในส่วน ข้าราชการผู้อื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นกล่าวเท็จ มีความผิดชั้นลหุกรรมหรือมัธยมกรรม ต้องระวางโทษชั้นลหุทัณฑ์หรือมัธยมทัณฑ์ตามสมควรแก่เหตุผล มาตรา 31 ผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง และการที่กระทำนั้น เป็นการละเมิดบทกฎมณเฑียรบาลนี้หลายบทด้วยกัน ท่านว่าให้ใช้บทที่มีทัณฑ์หนัก ลงโทษแก่ผู้นั้น มาตรา 32 ผู้ใดกระทำความผิดหลายกระทง ท่านว่าผู้นั้นต้องมีโทษ ตามกระทงความผิดทุกระทง มาตรา 33 ผู้ใดละเมิดกฎนี้ด้วยข้อใดข้อหนึ่ง และเมื่อได้พ้นโทษแล้ว ไปกระทำความผิดขึ้นอีก ท่านว่าผู้นั้นไม่เข็ดหลาบ ผู้ใดไม่เข็ดหลาบ ท่านว่าผู้นั้นต้องรับโทษเป็นทวีคูณ ประกาศมา ณ วันที่ 1 กันยายน พระพุทธศักราช 2457 เป็นวันที่ 1391 ในรัชกาลปัจจุบันนี้ พระราชกฤษฎีกา
มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ เฉพาะเจ้าพระยาธรรมาธิ กรณาธิบดี เสนาบดีกระทรวงวัง สั่งว่า ตามราชประเพณีแต่ก่อนสืบมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินประทับ อยู่ ณ ที่ใด ๆ การพิทักษ์รักษาก็ต้องมีเป็นธรรมดา ถ้าประทับในที่รโหฐาน (อันว่า มิใช่ที่เสด็จออกให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทเฝ้า ซึ่งมีกำหนด แล้วนั้น) การพิทักษ์รักษาก็เป็นประเพณีที่เจ้าหน้าที่ทั้งปวงจะต้องปฏิบัติให้เป็น ระเบียบอันกวดขันยิ่งขึ้นอยู่ทุกเมื่อ บางคราวที่มีพระราชประสงค์เป็นอย่างอื่น ก็พระราชทานโอกาสโดยเฉพาะ แต่บัดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ ประทับอยู่แต่ในพระบรมมหาราชวังแห่งเดียว มีที่เสด็จแปรพระราชสำนักและประพาส ณ ที่ต่าง ๆ เพื่อทรงพระราชวิจารณ์ตรวจตรากิจการทั้งปวงอันจะเป็นประโยชน์ แก่บ้านเมือง ให้ทันแก่สมัย จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้ตราพระราชกฤษฎีกานี้ขึ้นไว้ ให้ต้องด้วยราชประเพณีและพระราชนิยม ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติให้ถูกถ้วนด้วย ราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณกาล และเพิ่มเติมขึ้นอีกตามเวลาที่ควร 1. ที่รโหฐาน ซึ่งเรียกว่า ภายในหรือข้างใน ผู้ใด ๆ ไม่ว่าหญิงหรือชาย จะเข้าออกโดยพละตนไม่ได้ ต่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว จึงจะเป็นอันเข้าออกได้ 2. ที่ใดที่เรียกว่า พระที่นั่งหรือพระตำหนัก หรือพลับพลา หรือที่ประทับ ณ ค่ายหลวง หรือในเรือ หรือในแพ และที่ใด ๆ ก็ดี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่ ทั้งนี้ ให้เป็นอันเข้าใจว่า เป็นเขตแคบเข้ากว่าในข้อ 1 ผู้ใด ๆ ทั้งหญิง และชาย ซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานอันประจำตำแหน่ง ซึ่งทรงอนุญาตเป็นผู้ที่ประจำอยู่แล้ว ท่านห้ามมิให้เข้าออกเป็นอันขาด เว้นไว้แต่ผู้นั้นได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต โปรดให้เบิกเข้าไป จึงจะเข้าไปได้ 3. ให้เจ้าหน้าที่อันประจำตำแหน่งรักษาการมีอำนาจในหน้าที่นี้ ห้ามปรามจับกุมผู้ที่ฝ่าฝืนพระราชนิยมอันนี้ได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าบุคคลชนิดใด 4. ให้เสนาบดีกระทรวงวัง เป็นหน้าที่รักษาพระราชกฤษฎีกานี้ ให้เป็นไปจงถูกถ้วนโดยพระราชนิยม และพระราชกฤษฎีกานี้ ให้นับเนื่องอยู่ใน กฎมณเฑียรบาลด้วยเหมือนกัน ประกาศมา ณ วันที่ 25 พฤศจิกายน พระพุทธศักราช 2457 เป็นวันที่ 1476 ในรัชกาลปัจจุบันนี้ *[รก.2457/-/444/29 พฤศจิกายน 2457] กฎมณเฑียรบาลเพิ่มเติม
มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งว่า กฎมณเฑียรบาลที่มีอยู่แล้ว ยัง หาพอเพียงแก่การไม่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ออกกฎมณเฑียรบาลเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้ มาตรา 1 ผู้ใดรับหญิงนครโสเภณี หรือหญิงแพศยาหาเลี้ยงชีพโดยทาง บำรุงกาม เข้ามาร่วมสังวาศกันภายในเขตพระราชสำนักแห่งใด ๆ ท่านว่ามัน ประพฤติละเมิดพระราชอาญาโดยอาการอันลามกให้ลงพระราชอาญาทั้งชายและหญิง ผู้ประพฤติทุราจารนั้น มีระวางโทษจำคุกไม่เกินคนละ 1 ปี มาตรา 2 ผู้ใดรู้เห็นเป็นใจในความประพฤติทุรจารเช่นนี้ ถ้าแลมันเป็น เจ้าของห้อง ท่านว่ามันมีความผิดเสมอตัวการ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี แต่ถ้ามันมิใช่เจ้าของห้อง ให้ลงพระราชอาญาเพียงกึ่งหนึ่งแห่งพระราชอาญาที่ตัวการ ได้รับ ประกาศมา ณ วันที่ 21 พฤษภาคม พระพุทธศักราช 2458 เป็นวันที่ 1653 ในรัชกาลปัจจุบันนี้ |