Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศิลปะ หัตถกรรม สถาปัตยกรรม ประติมากรรม สันทนาการ >>

พื้นฐานแนวคิดเกี่ยวกับศิลปะไทย

ศาสนาจักรและคติการสร้างสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้า

       ศาสนาที่ถือกำเนิดในอินเดียเกือบทุกลัทธิมักกล่าวถึงเทพเจ้า เป็นสิ่งก่อให้เกิดความอบอุ่นใจ มั่นใจ และจูงใจในการปฏิบัติตนของเหล่าศาสนิกชนให้ได้รับความสำเร็จสูงยิ่งขึ้น แต่ละลัทธิศาสนาจำแนกถึงหลักการต่าง ๆ พร้อมทั้งยืนยันว่าผู้นับถือลัทธิเกิดความศรัทธาเชื่อมั่นว่าจะได้รับความสุขในความมุ่งหมายแห่งชีวิต การเข้าถึงความสุขอันเป็นจุดหมายนั้นย่อมหมายถึงความสำเร็จอันสูงสุดในชีวิตมนุษย์ และการที่จะทำให้เกิดผลแห่งความสมบูรณ์ดังกล่าวผู้นับถือศาสนาย่อมต้องดำเนินชีวิตตามแนวทางที่ลัทธินั้นๆ บัญญัติไว้ พร้อมกับต้องศึกษาให้เกิดความเข้าใจถึง ส่วนประกอบขั้นมูลฐานต่าง ๆ ที่มีอยู่

สมัยพระเวทในประเทศอินเดียก่อนพุทธกาล มีการนับถือลัทธิวิญญาณนิยม นับถือผี ปีศาจ วิญญาณ เทวดา และบูชา สมัยต่อมามีการรวบรวมลัทธิดังกล่าวเกิดเป็นศาสนาพราหมณ์ โดยถือพระพรหมเป็นผู้สร้างก่อให้เกิดพิธีกรรมต่าง ๆ ในชีวิต มีการแบ่งชนชั้นออกเป็นสี่วรรณะ ได้แก่ พราหมณ์ กษัตริย์ แพทย์ ศูทร พราหมณ์อ้างตนเอง และให้ความหมายว่าตนตระกูลสูงศักดิ์ มีความรู้ มีอำนาจ ถือกำเนิดจากพรหม เรียนรู้สรรพวิชาเรียก “ไสยศาสตร์” อันกล่าวถึง “พระเวท” หมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องเคารพบูชาและทำพิธีบวงสรวง เน้นการท่องจำ เช่น “มนต์” โดยเป็นต้นกำเนิดมนต์ “โอม” หรือ “อะ อุ มะ” ต่อมาพัฒนาสู่เทพสามพระองค์ ได้แก่ พระพรหมมีมเหสีชื่อสรัสวดี พระอิศวรมีมเหสีชื่ออุมา และพระนารายณ์มเหสีชื่อลักษมี ต่อมาภายหลังวิวัฒนาการเป็นศาสนาฮินดู

ศาสนาฮินดู เพิ่มเติมเรื่องราวของอุปนิษัทอภิปรัชญาว่าด้วยศาสตร์อันลี้ลับมหัศจรรย์ มีพระเป็นเจ้าปกครองจักรวาล เหล่าเทพน้อยใหญ่มีความสำคัญตามฐานันดรลดหลั่นกัน เรื่องราวอันเกี่ยวข้องกับพระเป็นเจ้าได้จดบันทึกไว้ในคัมภีร์ปุรณะ ศิลปินผู้สร้างรูปเคารพของพระเป็นเจ้าได้ศึกษาข้อมูลในบทโศลกจากปุรณะ โดยกำหนดส่วนประกอบบางอย่างเหนือกว่ามนุษย์ เช่น มีหลายเศียร หลายกร มีพาหนะประจำพระองค์ มีเครื่องอุปโภคอันประเสริฐประจำพระองค์ บางครั้งพระเป็นเจ้าที่เคารพอาจเป็นรูปวัว นก ครุฑ หรือเป็นงู ตามแต่นิกายหรือลัทธิ

ภายหลังศาสนาฮินดูถึงจุดอิ่มตัว เพราะว่าการประกอบพิธีกรรมยุ่งยากซับซ้อน กอปรกับวรรณะพราหมณ์มีบทบาทในสังคมและมีอภิสิทธิ์มาก กลุ่มชนซึ่งด้อยกว่าเริ่มเสื่อมความศรัทธา จึงแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ จนกระทั่งมีศาสดาก่อตั้งลัทธิใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม เช่น มหาวีระตั้งศาสนาเชน พระพุทธเจ้าตั้งศาสนาพุทธ ทั้งสองศาสนาล้วนมีจุดประสงค์เพื่อจะให้บรรลุเป้าหมายคล้ายคลึงกันคือ ลบล้างการแบ่งชนชั้นวรรณะของระบบสังคม และต้องการให้ทุกคนได้รับสิทธิด้านการประกอบศาสนกิจอย่างเท่าเทียมกัน

การแพร่ขยายของศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์เข้าสู่ดินแดนประเทศไทย พุทธศาสนาลัทธิมหายาน มีการนับถือพระโพธิสัตว์ เพ่งเล็งในด้านพิธีกรรมและเวทมนตร์อาคมเป็นสำคัญเคยมีอิทธิพลต่อดินแดนแถบนี้มาก่อน แม้ว่าพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทได้มีความสำคัญเป็นที่ยอมรับต่อมาภายหลัง และพุทธศาสนาลัทธิมหายานได้คลายความสำคัญลงในดินแดนที่เป็นประเทศไทยก็ตาม แต่อิทธิพลก็ยังคงมีสืบต่อมาในรูปแฝงของพุทธาคม การปลุกเสกเครื่องรางของขลังการสร้างวัตถุมงคลต่าง ๆ ความเชื่อในไสยศาสตร์ และแม้ในรูปแบบของสถาปัตยกรรม

ปัจจุบันพุทธศาสนาในประเทศไทยเป็นพุทธศาสนาฝายสาวกยานลัทธิเถรวาท คำสอนของพุทธศาสนาลัทธิเถรวาท ไม่สอนให้ประชาชนหวังผลจากการประกอบพิธีบวงสรวง หรือผูกพันกับความศักดิ์สิทธิ์ปาฏิหารย์ใด ๆ หลักของเถรวาทสอนให้คนถือสันโดษ เรียบง่ายไม่เป็นภาระต่อผู้อื่น ละกิเลส กำหนดอัฐบริขารที่จำเป็นต่อการครองชีพ ดำรงชีพอยู่ได้เท่าที่จะไม่ทำให้เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุนิพพาน

ลัทธิมหายานกำเนิดทางแถบเหนือของอินเดีย กลางพุทธศตวรรษที่ 5 อัศวโฆษ เป็นราชครูของพระเจ้ากนิษกะ เป็นผู้แพร่ลัทธิและรจนาคัมภีร์อันเป็นกำเนิดมหายาน เช่น คัมภีร์ศรัทโธตบาท ต่อมามีท่านนาคารชุนเป็นผู้สอนและเผยแพร่ ลัทธิมหายานมีพระสูตรที่ทำให้เชื่อว่าน่าจะเป็นเค้าเงื่อนส่งอิทธิพลต่อศิลปวัฒนธรรมไทย คือ สุขาวดีสูตรน่าจะเป็นพระสูตรสำคัญต่อศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมฝ่ายพุทธจักร กล่าวคือ สุขาวดีสูตรกล่าวถึงที่ประทับของพระอมิตาภพุทธในสวรรค์ชั้นสุขาวดีว่าเป็นอาคารประทับที่มีความงดงามยิ่ง มีชายคาที่ประดับด้วยกระดึงแขวนทำให้เกิดเสียงดังเมื่อเวลาลมพัด กำแพงแก้วก่อด้วยรัตนชาติสะท้อนแสงอย่างแพรวพราว รอบอาคารที่ประทับงดงามประณีต ดังนั้นน่าจะเป็นมูลเหตุทำให้ช่างเกิดแรงบันดาลใจมีจินตนาการสร้างสถาปัตยกรรมพุทธศาสนา เพื่อถ่ายทอดลักษณะที่ประทับในสรรค์ชั้นสุขาวดีจำลองให้เห็นบนพื้นโลก

มหายานยุคต้นกล่าวถึงจักรวาลแตกต่างจากที่เชื่อในพุทธศาสนาแบบเดิม พุทธศาสนาแบบเดิมเชื่อว่า จักรวาลมีพระพุทธเจ้าอุบัติครั้งละหนึ่งองค์เท่านั้น มหายานเชื่อว่าจักรวาลแบ่งเป็นส่วนย่อยไม่มีที่สิ้นสุด อาณาเขตย่อยเรียกว่า “พุทธเกษตร” หนึ่งพุทธเกษตรมีพระพุทธเจ้าประทับอยู่หนึ่งองค์ ดังนั้นจึงมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นได้มากกว่าหนึ่งองค์ (มากมายเท่ากับเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา) พุทธเกษตรแต่ละแห่งต่างกันตามบารมีของพระพุทธเจ้าประจำพุทธเกษตร ซึ่งได้บำเพ็ญบารมีสมัยเป็นพระโพธิสัตว์ไว้มาก อำนาจบารมีนั้นย่อมส่งผลให้พุทธเกษตรของพระองค์รุ่งเรืองมากกว่าองค์ที่บำเพ็ญบารมีน้อยกว่า พุทธเกษตรที่รุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์มากที่สุดในจักรวาลนี้ชื่อ “สุขาวดีพุทธเกษตร” ลัทธิเถรวาทและมหายาน (นิกายมาธยมิกะและโยคาจาร) มีทัศนะตรงกันว่า คนเราปรารถนานิพพานต้องแลกด้วยการปฏิบัติที่ยุ่งยาก ไม่ใช่เป็นเรื่องได้มาง่าย ๆ ภิกษุชาวจีนจึงแก้ปัญหาเรื่องนิพพานให้ชาวบ้านตั้งจิตปรารถนาให้เกิดในแดนสุขาวดี เมื่อตายก็จะได้ไปเกิด โดยเฉพาะพุทธเกษตรสุขาวดีมีพระพุทธเจ้านามว่า “อมิตาภะ” เป็นผู้ทรงรอบรู้ในการสั่งสอนใครได้ฟังย่อมรับรู้และเข้าใจได้ง่าย การเข้าถึงนิพพานจึงมีโอกาสมากกว่าพุทธเกษตรอื่น ๆ พระอมิตาภะประทับยืนบนดอกบัวด้านขวาคือพระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ด้านซ้ายมีพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (เจ้าแม่กวนอิม) ยืนอยู่บนดอกบัว

มหายานกำหนดพระพุทธเจ้าไว้จำนวนมาก มีแดนเป็นที่ประทับแห่งเดียวกันคือพุทธเกษตร อันเป็นสถานไพโรจน์งดงาม พระพุทธเจ้าเหล่านี้ล้วนอุบัติมาจากแหล่งเดียวกัน คือ จากพุทธองค์แรกเรียกว่า ”พระอาทิพุทธ” อาทิพุทธเป็นพระพุทธเจ้าองค์แรกที่ทรงอุบัติมาพร้อมกับโลก และประจำโลกอยู่ชั่วนิรันดร ดังคำอธิบายของมหายานในประเทศเนปาลว่า อาทิพุทธเป็นสยัมภู กล่าวคือเกิดเอง เป็นเอง อุบัติขึ้นมาพร้อมกับโลก ไม่มีการเริ่ม ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อโลกเป็นรูปร่างขึ้นมานั้นอาทิพุทธปรากฏพระกายในแสงของเปลวเพลิง ซึ่งเป็นรัศมีพุ่งขึ้นมาจากดอกบัว มหายานมีศรัทธาว่า พระธยานิพุทธเป็นอวตารของพระอาทิพุทธ บางครั้งพระอาทิพุทธถูกขนานพระนามว่าพระไวโรจนะ วัชรปาณี วัชราธาร และวัชรสัตว์ อนึ่งพระอาทิพุทธปรากฏในรูปใดก็ดี มักทรงเครื่องประดับอย่างงดงาม และมีลีลาศใหญ่แสดงความเป็นพระผู้ยิ่งใหญ่ มีพระเทวีหรือศักดิคู่เคียงเรียกว่าอาทิธรรมหรืออาทิปรัชญา

 

พระมานุสสพุทธคือผู้อวตารมาจากพระอาทิพุทธ อุบัติมาในรูปของมนุษย์ผู้ประเสริฐ บำเพ็ญเพียรบารมีในฐานะเป็นพระโพธิสัตว์ ตรัสรู้ซึ่งความจริงสามารถเข้าถึงโพธิญาณ ได้แก่ พระทีปังกร กัสสปะ โคดม เมตไตรย์ และไภสัชชคุรุ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

  1. ทีปังกรพุทธ เป็นพุทธผู้ประทานซึ่งแสงสว่าง แสดงออกให้เห็นเป็นรูปเปรียบหรือสัญลักษณ์ เช่น พระรูปเป็นพุทธลีลา ปางประทานอภัย สีเหลือง สถานที่ตรัสรู้ และไม้มหาโพธิ์
  2. กัสสปพุทธ ตามแบบพุทธศิลปะมหายาน สร้างรูปพระกัสสปพุทธเจ้าทรงสิงโต เป็นพาหนะ ครองกาสาวพัสตร์
  3. โคตมพุทธ ดังในประเทศจีน (พระยูไล้) และญี่ปุ่น (ชากามุนี) ปรากฏในรูปของพระศากยมุนีในรูปเด็ก ประทับยืนพระหัตถ์ขวาชี้ขึ้นสู่ฟ้าเบื้องบนพระหัตถ์ซ้ายชี้ลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง พระศากยมุนีในพระรูปนั่งท่าทรงทรมานแบบทุกรกิริยาพระวรกายซูบผอม พระมัสสุและพระเกศายาว พระศากยมุนีในพระรูปปางเข้าสู่นิพพาน เป็นแบบสีหไสยาสน์ พระหัตถ์ขวารองพระเศียร มีพระสาวกนั่งเฝ้าพระศพอยู่สองรูป (พระสารีบุตรและพระโมคคัลลาน์)
  4. เมตไตรย์พุทธ หมายถึงพระผู้ทรงเมตตาและปราณี ตามคัมภีร์มหายาน กล่าวว่าพระวรกายสีเหลือง มีวงจักรเป็นเครื่องหมายประจำพระองค์ พระวรกายมีสายมาลาขาว-เหลืองคาด (บางครั้งมีสายสังวาลย์พันโดยรอบ)
  5. ไภสัชชคุรุพุทธ หมายถึงพระพุทธผู้เป็นแพทย์วิเศษเชื่อว่าเป็นพุทธผู้เป็นนายแพทย์ คอยรักษาโรคหรือประทานโอสถแก่สรรพสัตว์

ธยานิพุทธ เป็นอวตารของพระอาทิพุทธจำนวนห้าพระองค์ คือพระไวโรจนะ พระอักโษภยะ พระรัตนสัมภวะ พระอมิตาภะ และพระอโมฆสิทธิ เกิดขึ้นโดยอำนาจฌานของพระอาทิพุทธเจ้า และด้วยอำนาจฌานของพระธยานิพุทธ เป็นเหตุให้เกิดพระธยานิโพธิสัตว์อีกห้าพระองค์ คือ พระสมันตภัทร พระวัชรปาณี พระรัตนปาณี พระอวโลกิเตศวร และพระวิศวปาณี พระโพธิสัตว์ดังกล่าวตามหลักตรีกายถือว่าเป็นสัมโภคกาย (กายหนึ่งในสามอันประกอบด้วย ธรรมกาย นิรมาณกาย และสัมโภคกาย) อันเป็นกายแห่งความบันเทิง นอกจากนี้มหายานยังได้กำหนดตำแหน่งและสี อันเป็นเครื่องแสดงลักษณะของพระธยานิพุทธทั้งอายตนะภายนอกและธาตุที่เกิดจากอำนาจของธยานิพุทธนั้น ๆ ด้วย

พุทธศาสนาลัทธิมหายาน นิกายโยคาจารเป็นนิกายที่ประกอบไปด้วยแบบ (ตันตระ) บทสาธยาย (ดารณี) และการบริกรรม (มันตร) อันศักดิ์สิทธิ์เพื่อยังดวงใจให้เกิดความบริสุทธิ์ เวลาสาธยายมนต์กำหนดให้มีดนตรีบางอย่างประกอบ และมีการแสดงลีลาโดยนิ้วมือ เรียกว่า “มุทรา” อันเป็นเครื่องหมายแสดงว่าจิตใจได้กำหนดอยู่กับอารมณ์หรือธรรมส่วนใดกำหนดอยู่กับขันธ์ ธาตุและอายตนะส่วนไหน การตั้งสมาธิจิตโดยอาศัยลีลาของนิ้วมือเป็นเครื่องกำหนด ถือเป็นหลักสำคัญยิ่งของลัทธิโยคาจาร พระธยานิพุทธสร้างรูปเปรียบเป็นพระนั่ง ขัดสมาธิเพชร ขัดพระบาทหงายขึ้นมาบนพระเพลา ครองผ้าพระอังสาปล่อยเปล่า มีพระอุณาโลมบนพระนลาฏ พระกรรณย้อยยาว พระเกศาม้วนเป็นรูปพระอุณหิศและมักเป็นรูปเปลวออก 2-3 แฉก ทุกองค์มีศักดิ์หรือเทวี บางครั้งทำเป็นรูปรวมกันกับเทวี มีมงกุฎ และสร้อยสังวาลย์เป็นเครื่องประดับ ในบรรดาธยานิพุทธห้าพระองค์ พระอมิตาภะผู้ทรงรัศมีอันหาที่สุดไม่ได้ มีความสำคัญยิ่งกว่าธยานิพุทธองค์อื่นๆ ทั้งสิ้น พระธยานิพุทธ แต่ละองค์มีลักษณะดังนี้ คือ

  1. พระไวโรจนะ นิยมทำพระหัตถ์ทั้งสองเหมือนกับจะประกบเข้าหากัน มุทราแต่ละนิ้วพระหัตถ์เบื้องขวา แสดงความหมายแทนธาตุองค์ประกอบของสรรพสัตว์ กล่าวคือ นิ้วก้อยแทน ธาตุดิน นิ้วนางแทนธาตุน้ำ นิ้วกลางแทนธาตุไฟ นิ้วชี้แทนธาตุลม นิ้วโป้งแทนอากาศธาตุ ส่วนพระหัตถ์ซ้ายมุทราแสดงนิ้วชี้เท่านั้น แทนวิญญาณธาตุ ส่วนพระหัตถ์ทั้งสองจะประกบเข้าหากัน เป็นเครื่องหมายแสดงความสมโยคระหว่างโลกกับธรรม หรือระหว่างนามกับรูป
  2. พระอักโษภยะ เป็นพระผู้ไม่หวั่นไหว หรือปราศจากความเดือดร้อน นิยมสร้างให้มี อริยาบทเป็นพระนั่งสมาธิแบบเดียวกับพระธยานิพุทธ พระหัตถ์ซ้ายวางบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาเหยียดพระดัชนีชี้ลงยังธรณี
  3. พระรัตนสัมภวะ เป็นพระผู้มีกำเนิดอันประเสริฐ นิยมสร้างเป็นพระนั่ง พระหัตถ์ซ้ายวางบนพระเพลา ถือดวงมณี พระหัตถ์ขวามีมุทรา
  4. พระอมิตาภะ เป็นพระผู้มีรัศมีอันหาที่สุดไม่ได้
  5. พระอโมฆสิทธะ เป็นพระผู้ทรงความสำเร็จอันไม่ตกหล่น หรือผู้บันดาลความสำเร็จทุกเมื่อให้แก่สรรพสัตว์ นิยมสร้างเป็นพระนั่งสมาธิ สีเขียว

การสร้างเจดีย์ในทางพุทธศาสนาในระยะเริ่มแรกกับระยะหลังมีความแตกต่างกัน กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เขียนตำนานพระพุทธเจดีย์ กล่าวว่า คติการสร้างเจดีย์ มี 4 ประเภทแต่ละประเภทมีช่วงระยะเวลาการเกิดแตกต่างกัน คือ การเกิดหลังพระพุทธองค์ปรินิพพานระยะแรก กับการเกิดหลังพระพุทธองค์ปรินิพพานระยะหลัง

อาณาจักร

พระสูตรในทางพุทธศาสนาลัทธิมหายานมีหลักฐานทำให้อาจเชื่อได้ว่าส่งอิทธิพลต่อศิลป-วัฒนธรรมไทย คือ มหาชมพูบดีสูตร เป็นพระสูตรสำคัญต่อศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมฝ่ายอาณาจักร กล่าวคือ มหาชมพูบดีสูตรกล่าวถึง พระพุทธองค์ทรงเนรมิตพระกายเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เสด็จปราบท้าวมหาชมพูบดีให้ละความหลงผิดในอำนาจความยิ่งใหญ่ จนได้สำนึกและได้บรรลุอรหัตผล เรื่องที่พระองค์ทรงเนรมิตพระกายเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จึงเป็นมูลเหตุให้มีการสร้างพระพุทธปฏิมาทรงเครื่องกษัตริย์ ในรูปของพระอาทิพุทธ พระไวโรจนพุทธ และพระศากยมุณีพุทธ เชื่อว่าคติพระสูตรนี้แพร่หลายในการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่อง และรูปพระโพธิสัตว์ พระพิมพ์ คตินี้ยังฝังอยู่ในการปฏิบัติตามพุทธศิลป์ปฏิมากรรมตลอดมาจวบจนปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากอิทธิพลแฝงของพุทธศาสนาลัทธิตันตระ ในฝ่ายมหายานก็ยังคงปรากฏอยู่ให้เห็นในพิธีพุทธาภิเษกต่าง ๆ ที่ถือเอาพระพุทธรูปเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือมีเทพรักษา เปรียบดั่งองค์พระเจ้าจักรพรรดิที่พุทธศาสนิกชน พึงถวายการปฏิบัติบูชา

ดังนั้นการศึกษายุคสมัยแหล่งอารยธรรม และวัฒนธรรมของอาณาจักรที่อยู่ใกล้เคียง จะช่วยทำให้มองเห็นการรับอิทธิพล การคลี่คลาย เปลี่ยนแปลงศิลปกรรมที่มีรูปแบบเฉพาะ หรือกลุ่มวัฒนธรรมทางด้านจิตใจ และทางด้านวัตถุได้เป็นอย่างดี จะอย่างไรก็ตามศิลปะไทยเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ซึ่งวัฒนธรรมไทยมีลักษณะผสมผสานกันกับลัทธิฮินดูผสมพุทธศาสนาลัทธิหินยาน และมหายาน เป็นระยะเวลาอันยาวนานก่อให้เกิดศิลปะแม่บทเป็นแบบแผนแต่ละยุคสมัย ทั้งในส่วนที่เป็นอาณาจักร และศาสนาจักร

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com