Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อุไรวรรณ ธนสถิตย์

ระบบการเมืองที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา
การบ่มเพาะวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตย

การบ่มเพาะวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตย

การศึกษาอบรม

ซึ่งแยกออกได้เป็น การศึกษาอบรมทางการเมือง และการศึกษาอบรมทางจริยธรรม

การศึกษาอบรมทางการเมือง ยังแบ่งออกได้เป็น การศึกษาอบรมผ่านองค์กรหลัก และการศึกษาอบรมด้วยวิธีอื่นๆ

การศึกษาอบรมทางการเมืองผ่านองค์กรหลัก

องค์กรหลักที่ทำหน้าที่นี้อย่างเข้มแข็ง คือ สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2541 เป็นต้นมา โดยมีศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรโณ เป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าคนที่ 1 และคนปัจจุบัน เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าคนที่ 2 คือ รองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร

สถาบันนี้ มีหน้าที่รับผิดชอบการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยโดยเฉพาะ ซึ่งตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา สถาบันพระปกเกล้าก็ทำหน้าที่นี้อย่างเข้มแข็งมาโดยตลอด มีการจัดกิจกรรมที่ทรงคุณค่าในทางการเมืองอย่างสม่ำเสมอตลอดปี อาทิเช่น การจัดหลักสูตรอบรมต่างๆ หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการ “รถประชาธิปไตย” เผยแพร่ให้ความรู้ไปตามจังหวัดต่างๆ การจัดเวทีพบประชาชนในภูมิภาค การประกวดแต่งเพลงเพื่อการเผยแพร่ประชาธิปไตย การประกวดสัญลักษณ์และคำขวัญเพื่อการส่งเสริมประชาธิปไตย ค่ายผู้นำเยาวชนประชาธิปไตย ฯลฯ

ในปัจจุบันมีสภาใหม่คือ สถาพัฒนาการเมือง ซึ่งได้รับการจัดตั้งและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2551 ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78(7) ที่ระบุว่าต้อง “จัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระเพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนดังกล่าวอย่างเคร่งครัด”

วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสภานี้ก็เพื่อพัมนาการเมืองในระบอบประธิปไตย ส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรม และจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง มีสมาชิกซึ่งคัดสรรมาจากทั่วประเทศ จำนวน 120 คน สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองจะต้องเสียสละเพราะไม่มีเงินเดือน และค่ารับรองประจำตำแหน่ง มีแต่เบี้ยประชุม และค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาประชุมตามที่จ่ายจริง ประธานสภาคนที่ 1 คือ ศาสตราจารย์ ดร.สุจิต บุญบงการ ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูงจากทุกวงการ

สภาพัฒนาการเมืองมีกองทุน ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรรไว้เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมที่เป็นการส่งเสริม และสนับสนุนการเมืองภาคพลเมือง การพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตย และสถาบันทางการเมือง รวมทั้งสถาบันอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

การจัดตั้งสภาพัฒนาการเมือง รวมทั้งสถาบันพระปกเกล้าที่มีอยู่แล้ว จะเป็นสองประสานร่วมใจที่จะทำให้ประชาชนสนใจการเมืองมากขึ้น และเข้าใจพฤติกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างถ่องแท้
ในเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญแล้วจะพบว่าคนไทยจำนวนไม่น้อย ไม่รู้ ไม่มีโอกาสได้รับรู้ และไม่สนใจที่จะรับรู้การเมืองไทยเป็นจำนวนมาก ตามผลสำรวจของ ABAC Poll ซึ่งได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนด้วยการสุ่มตัวอย่างจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน 23 จังหวัด จำนวน 4,736 คน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ในหัวข้อ “รัฐธรรมนูญในทรรศนะของประชาชน” ปรากฏผลดังนี้

ร้อยละ 50.6 ยังไม่ทราบความหมาย ไม่เข้าใจ และไม่รู้จักรัฐธรรมนูญ
ร้อยละ 15.2 รู้ว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ
ร้อยละ 7.3 ระบุว่าเป็นกฎหมายปกครองประเทศ
ร้อยละ 4.4 ระบุว่า เป็นกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ
ร้อยละ 3.1 ระบุว่า เป็นระบอบประชาธิปไตยที่ปกครองโดยประชาชน เพื่อประชาชน
ร้อยละ 62.4 ระบุว่า ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เพราะไม่ทราบว่าจะหาจากที่ไหน ไม่มีให้อ่าน หาอ่านไม่ได้เลย ไม่สนใจอ่าน ไม่มีเวลาอ่าน ไม่อยากอ่าน
ร้อยละ 31.5 บอกว่า เคยอ่านบางส่วน
ร้อยละ 6.1 ที่ระบุว่า อ่านทั้งฉบับ
ร้อยละ 70.3 ยังคิดว่า จำเป็นจะต้องให้เวลาประชาชนอ่านรัฐธรรมนูญก่อนลงประชามติ

ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นผู้หญิงร้อยละ 51.2 ผู้ชายร้อยละ 41.1 มีการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 50.7 และระดับปริญญาตรี ร้อยละ 27.2

จาก Poll นี้จะเห็นได้ว่า ผู้ตอบแบบสอบถามประมาณครึ่งหนึ่ง ไม่รู้จักรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงสภาพการณ์ของการเมืองไทยที่จะต้องแก้กันให้ตรงจุด ตรงประเด็นด้วย หากยังปล่อยให้การเมืองเป็นเรื่องของคนกรุงเทพ หรือข้าราชการ แต่ชาวบ้านยังไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง มันคือช่องว่างที่สำคัญซึ่งกำหนดการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

จึงไม่เป็นที่แปลกใจว่า ทำไมคนไทยส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะระดับรากหญ้าจึงนิยม “นโยบายประชานิยม” นั่นหมายความว่า การเมืองจะเป็นยังไงไม่รู้ แต่การเมืองทำให้ได้เงินใช้ และก็เป็นจุดอ่อนที่นักการเมืองใช้เงินครอบงำชาวบ้าน และนี่เองที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาอบรมทางการเมืองเพิ่มขึ้นกว่าเดิม

การศึกษาอบรมทางการเมืองด้วยวิธีอื่นๆ

ในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ประชาชนจะสนใจในเรื่องทางการเมืองมาก จะใช้เวลาในแต่ละวันไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงในการติดตามรับฟังข่าวสารทางวิทยุ โทรทัศน์ และตามสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ เพื่อติดตามสถานการณ์ในประเทศ และรวมถึงสถานการณ์รอบโลกด้วย ในประเทศเยอรมนีรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีนโยบายที่จะส่งเสริมประชาธิปไตยโดยส่งเสริมระบบพรรค เช่น การจัดตั้งสถาบันสารนิเทศ เพื่อเผยแพร่ข่าวสารทางการเมือง และเป็นศูนย์ฝึกอบรมให้แก่ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย จัดงบประมาณช่วยเหลือกิจกรรมของมูลนิธิต่างๆ ที่สำคัญ คือ มูลนิธิคอนราด อเดนาวร์ และมูลนิธิฟรีดริชสติฟตุง ในการที่จะฝึกอบรมประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน การจัดการศึกษาเพื่อฝังทัศนคติด้านประชาธิปไตยนี้ เป็นงานที่นอกเหนือไปจากการศึกษาในระบบโรงเรียนที่ต้องเน้นการสอนประชาธิปไตยอยู่แล้ว การเผยแพร่ด้านข่าวสารทางการเมือง ซึ่งรวมถึงประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมนี้ รัฐบาลกลางได้จัดทำอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง หากเรานั่งรถไฟในเยอรมนี เราจะพบเห็นวารสารเผยแพร่เหล่านี้วางไว้ตามที่นั่งในรถไฟ สถาบันผู้ผลิตแจกฟรีให้แก่ประชาชน นอกจากนั้น ยังมีงบประมาณที่รัฐบาลจัดให้แก่พรรคการเมืองที่จะจัดการเผยแพร่และอบรมสมาชิกและผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกของพรรค และยังมีงบประมาณที่รัฐจัดให้แก่สมาคมการศึกษาผู้ใหญ่ ที่จะจัดการศึกษาผู้ใหญ่แก่ประชาชนนอกระบบโรงเรียน

จากที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่ารัฐบาลและสังคมเยอรมันให้ความใส่ใจเป็นพิเศษต่อการจัดการศึกษาเพื่อเป็นประชาธิปไตย มิใช่เพียงสร้างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขจุดอ่อนของสังคมการเมืองตนเองเท่านั้น แต่ยังติดตามด้วยการจัดงบประมาณ และองค์กรเพื่อรณรงค์และให้การศึกษาระยะยาวให้แก่เยาวชน และประชาชนทุกเพศทุกวัยอีกด้วย

โดยสรุป ความมีเสถียรภาพมั่นคงของประชาธิปไตยเยอรมนีจึงอาจสืบเนื่องมาจากหลายๆ ปัจจัย มิใช่เฉพาะตัวบทกฎหมายในรัฐธรรมนูญเท่านั้น

การปลูกฝังเรื่องการเมืองต้องปลูกฝังตั้งแต่ตอนเป็นเด็กอยู่ในโรงเรียนว่าการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ (duty) ไม่ใช่เอกสิทธิ์ (privilege) ถ้าไปคิดว่าการเลือกตั้งเป็นสิทธิพิเศษ สิทธิโดยเฉพาะ ดังนั้น เมื่อจะให้คะแนนเสียงใครก็ต้องเรียกสิ่งตอบแทน แต่เมื่อเป็นหน้าที่แล้ว ก็ไม่ต้องตอบแทน นักการเมืองก็ไปทำหน้าที่นักการเมืองที่ดี นักเรียนที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ต่อไปก็เสียสละไปทำหน้าที่พลเมืองดี

การอบรมประชาธิปไตยต้องจัดให้มีขึ้นในโรงเรียน และถาบันการศึกษา การประชุมของนักเรียน การจัดตั้งสภาโรงเรียน หรือสโมสรนักเรียน ประธานสภา หรือนายกสโมสรมาจากการเลือกตั้ง การได้ปฏิบัติการจริงในสถาบันจะช่วยพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้งอกงาม การเป็นอาสาสมัครที่หน่วยเลือกตั้ง การจัดกิจกรรมเป็นพิเศษเกี่ยวกับประชาธิปไตยในวันสำคัญต่างๆ เช่น ในวันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปีซึ่งเป็นวันรัฐธรรมนูญ การเดินพาเหรดในวันที่ 14 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันวีรชน

ส่วนสื่อมวลชนนั้น ก็มีบทบาทสำคัญในการป้อนข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องให้กับประชาชน และเป็นช่องทางที่ให้สาธารณชนได้ติดต่อสื่อความซึ่งกันและกัน และส่งสารต่อไปถึงรัฐบาลผู้บริหารประเทศ การสร้างสรรค์ผลงานทางศิลป เช่น ภาพยนตร์ 14 ตุลาคม ที่เพิ่งออกฉายไปเมื่อปี 2549 การเขียนบทกวีเพราะๆ ที่กินใจเพื่อส่งเสริมให้คนรักการเมือง ดังเช่นที่กวีหลายคนพยายามทำในจุดนี้ เช่น เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีซีไรท์ และ ศิลปินแห่งชาติ จีรนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรท์ และอดีตผู้นำนักศึกษาเมื่อปี 2516 และวสันต์ สิทธิเขต กวีผู้แนบแน่นกับการเคลื่อนไหวของประชาชน

ตามที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดล้วนเป็นการศึกษาอบรมทางการเมืองเพื่อสร้างบุคลิก นิสัย และวัฒนธรรมของชาวไทยให้สอดรับกับวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตย

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com