|
เพชรบุรี
เป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยโบราณและเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญของไทยในกลุ่มหัวเมือง
ฝ่ายตะวันตก
มีชื่อเรียกปรากฏในหนังสือชาวต่างประเทศ
เช่นชาววิลันดา เรียกว่า
"พิพรีย์"
ชาวฝรั่งเศสเรียกว่า
"พิพพีล์" และ "ฟิฟรี"
จึงสันนิษฐานกันว่าชื่อ
"เมืองพริบพรี"
คงเป็นชื่อเดิมของเมืองเพชรบุรี
ชื่อ "เพชรบุรี"
มีปรากฏเป็นหลักฐานมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่
7 ที่มาของชื่อมีที่มาได้ 2 ทาง
ทางแรกเป็นการเรียกตามชื่อแม่น้ำเพชรบุรี
ส่วนอีกทางหนึ่งเป็นการเรียกตามตำนานที่เล่าสืบกันมาว่าในสมัยโบราณเคยมีแสงระยิบระยับในเวลากลางคืนที่เขาแด่น
ทำให้คนเข้าใจว่ามีเพชรพลอยบนเขานั้น |
|
สมัยหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์
คือ
ยุคสุวรรณภูมิซึ่งมีอาณาจักรฟูนาน
เริ่มแต่พุทธศตวรรษที่ 6 - 12 นั้น
หนังสือ สมุดเพชรบุรี
กล่าวว่ามีความเชื่อตาม ดร.จัง
บัวเซอร์ ลิเอร์ (Jean Boisselier) |
|
ว่าอาณาจักรนี้มีอาณาเขตตั้งแต่แถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาตลอดไปถึงลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลางและเวียดนามใต้ทั้งนี้
เพราะได้ขุดพบโบราณวัตถุหลายอย่างแสดงว่าเป็นแหล่งและสมัยเดียวกัน
และยังเชื่อว่าอาณาจักรนี้จะต้องคลุมถึงราชบุรี
เพชรบุรี
ตลอดไปจนถึงชุมพรโดยได้สันนิษฐานว่าเมื่อปี
พ.ศ.2518
ชาวบ้านได้ขุดพบโบราณวัตถุต่าง
ๆ เช่น ลูกปัด ศิวลึงค์
ฐานตั้งศิวลึงค์ ที่เขาสามแก้ว
อำเภอเมืองชุมพร
โดยเฉพาะลูกปัดเป็นชนิดเดียวกัน
|
|
นอกจากนี้ได้พบลูกปัดสมัยทวารวดีอีกเป็นจำนวนมาก
จึงได้สันนิษฐานว่าเมืองเพชรบุรีคงอยู่ในอาณาจักร
ดังกล่าว
อาณาจักรทวารวดีอยู่ในสมัยพุทธศตวรรษที่
11 - 16 อาณาจักรนี้มีกล่าวไว้ใน
จดหมายเหตุจีนและจดหมายเหตุการเดินทางของหลวงจีน
เรียกอาณาจักรนี้ว่า ตุยลอปาตี
หรือ สุ้ยล้อปึ๊งตี๋
ซึ่งรวมเมืองราชบุรี เพชรบุรี
คูบัว พงตึก นครปฐม กำแพงแสน
ลพบุรี นครสวรรค์ ลำพูน ฯลฯ
นักโบราณคดีเชื่อกันว่า
ชนชาติที่อาศัยอยู่ในแถบนี้เป็นชนชาติมอญ
ศิลปวัฒนธรรมที่ได้พบในภาคกลางโดยเฉพาะที่เพชรบุรี
ราชบุรี นครปฐม
ส่วนใหญ่เป็นศิลปะที่มีฝีมือดีกว่าแถบอื่น
(ผู้เขียนเชื่อว่าอาณาจักรนี้เลยลงไปถึงเมืองปราณบุรี
และชุมพรดังหลักฐานที่ได้กล่าวมาแล้ว)
สำหรับเมืองหลวงของอาณาจักรนี้
บ้างก็ว่าเป็นนครปฐม
บ้างก็ว่าเป็นเมืองอู่ทอง
เพราะทั้งสองแห่งได้พบโบราณสถานขนาดใหญ่
จากตำนานเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวไว้ว่า
พระพนมทะเลศรีมเหสวัสดิทราธิราชพระบวรเชษฐพระราชกุมาร
อันเป็นพระราชนัดดา
ได้ลาพระเจ้าปู่พระเจ้าย่ามาตั้งบ้านเมืองอยู่
ณ เพชรบุรี
โดยได้นำคนมาสามหมื่นสามพันคน
ช้างพังทลายห้าร้อยเชือก
ม้าเจ็ดร้อยตัว
สร้างพระราชวังและบ้านเรือนอยู่หน้าพระลาน
ให้คนเหล่านั้นทำนาเกลือ
ครองราชย์อยู่กรุงเพชรบุรีไม่นานนัก
มีสำเภาจีนลำหนึ่งถูกพายุมาเกยฝั่ง
ชาวเพชรบุรีได้นำขุนล่ามจีนเข้าเฝ้า
ขุนล่ามได้ถวายเครื่องราชบรรณาการแก่กษัตริย์เมืองเพชรบุรี
ขุนล่ามจีนได้ขอฝาง
ทางเมืองเพชรบุรีได้มอบฝางให้จนเต็มเรือ
เมื่อเรือกลับถึงเมืองจีน
พระเจ้ากรุงจีนทรงทราบจึงโปรดพระราชทานบุตรีชื่อ
พระนางจันทรเทวีศรีบาทราชบุตรีทองสมุทร
ซึ่งประสูติแต่นางจันทรเมาลีศรีบาทนาถสุรวงศ์พระธิดาเจ้าเมืองจำปาได้ถวายแก่พระเจ้ากรุงจีน
พระพนมทะเลศรีมเหสวัสดิทราธิราชทรงมี
พระราชบุตรหลายพระองค์
องค์หนึ่งพะนามว่าพระพนมวังมีมเหสีทรงพระนามว่าพระนางสะเดียงทอง
พระพนมทะเลโปรดให้ไปสร้างเมืองนครดอนพระ
พร้อมด้วยพระเจ้าศรีราชา
พระราชทานคนเจ็ดร้อยคน
แขกห้าร้อยคน ช้างสามร้อยเชือก
ม้าสองร้อยตัว
เมื่อไปถึงเมืองและสร้างพระธาตุ
จากตำนานเรื่องนี้แสดงว่า
เมืองเพชรบุรีได้เจริญรุ่งเรืองและเป็นเมืองหลวง
เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง
พระโอรสของกษัตริย์เมืองนี้ได้ไปสร้างเมืองศิริธรรมนครหรือนครศรีธรรม-
ราชและสร้างพระบรมธาตุเมืองนครด้วย
จากคำให้การของชาวกรุงเก่าได้กล่าวถึงพระเจ้าอู่ทองสร้างเมืองเพชรบุรีไว้ว่า
พระ-อินทราชาซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าชาติราชาได้ครองเมืองสิงห์บุรี
พระอินทราชาไม่มีโอรส
จึงทรงมอบราชสมบัติให้พระราชอนุชาครองราชสมบัติแทน
พระนามว่าพระเจ้าอู่ทอง
ส่วนพระองค์ได้เสด็จไปซ่อมแปลงเมืองเพชรบุรีเป็นเมืองหลวง
บ้างก็กล่าวว่าพระองค์ถูกพระอนุชาและพระมเหสีคบคิดกันจะลอบปลงพระชนม์
พระองค์จึงหนีไปสร้างเมืองเพชรบุรี
ต่อมาทรงได้พระราชโอรสองค์หนึ่งทรงพระนามว่า
พระอู่ทอง ตามชื่อพระเจ้าอา
พระโอรสองค์นี้ประสูติแต่พระมเหสีชื่อ
มณีมาลา
เมื่อพระอู่ทองมีพระชนม์ได้ 16
พรรษา พระอินทราชาสวรรคต
พระองค์จึงได้ขึ้นครองราชย์
ทรงพระนามว่า พระเจ้าอู่ทอง
มเหสีทรงพระนามว่า
พระนางภูมมาวดีเทวี
ในศักราช 1196
พระเจ้าอู่ทองได้ทรงแบ่งเขตแดนกับพระเจ้าศรีธรรมโศกราช
เจ้าเมืองศิริธรรมนคร
โดยใช้แท่นหินเป็นเครื่องหมาย
ทางเหนือเป็นของพระเจ้าอู่ทอง
ทางใต้เป็นของพระเจ้าศรีธรรมโศกราช
และทั้งสองประเทศจะเป็นไมตรีเสมอญาติกัน
หากพระเจ้าศรี-ธรรมโศกราชสิ้นพระชนม์เมื่อใด
ก็ขอฝากนางพญาศรีธรรมโศกราช
พญาจันทรภานุและพญา-พงศ์สุราหะพระอนุชาด้วยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนสินค้ากัน
โดยทางฝ่ายเพชรบุรีส่งเกลือไปให้
ทางเมืองนครศรีธรรมราชส่งหวาย
แซ่ม้าเชือก เป็นต้น
มาให้พระเจ้าศรีธรรมโศกราชฯ
ให้ซ่อมแปลงพระธาตุและส่งเครื่องราชบรรณาการและพระราชสาส์นมายังพระเจ้าอู่ทอง
พระองค์โปรดฯ
ให้นำเครื่องไทยทานไปยังเมืองนครศรีธรรมราช
ต่อมาเมืองเพชรบุรีเกิดข้าวยากหมากแพง
ราษฎรอดอยาก เกิดโรคภัยไข้เจ็บ
พระเจ้าอู่ทองจึงทรงหาที่ตั้งเมืองใหม่
โดยทรงตกลงสร้างเมืองขึ้น ณ
ตำบลหนองโสน
ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ทรงสร้างนครอินทปัตย์
เมื่อ พ.ศ.1111
เมื่อสร้างเมืองเสร็จแล้วทรง
ตั้งชื่อว่ากรุงเทพมหานครบวรทวารวดีศรีอยุธยา
มหาดิลกบวรรัตนราชธานีบุรีรมย์
และทรงสถาปนาพระองค์ใหม่ว่าพระเจ้ารามาธิบดีสุริยประทุมสุริยวงศ์
จากบันทึกของลาลูแบร์ได้กล่าวถึงกษัตริย์เมืองเพชรบุรีไว้ว่า
ปฐมกษัตริย์สยามทรงพระนามว่าพระปฐมสุริยเทพนรไทยสุวรรณบพิตร
ครองนครไชยบุรี พ.ศ.1300
สืบราชสันติวงศ์มาสิบชั่วกษัตริย์
องค์สุดท้ายทรงพระนามว่าพญาสุนทรเทพมหาเทพราช
โปรดฯ
ให้ย้ายเมืองหลวงตั้งชื่อใหม่ว่าธาตุนครหลวง
(Tasoo Nocorn Louang) ในปี พ.ศ.1731
กษัตริย์องค์ที่ 12
สืบต่อมาจากพญาสุนทรฯ
ทรงพระนามว่าพระพนมไชยศิริ
พระองค์โปรดฯ ให้ราษฎรไปอยู่ ณ
เมืองนครไทยทางตอนเหนือของเมืองพิษณุโลก
ส่วนพระองค์เองไปสร้างเมืองใหม่ชื่อพิบพลี
(Pipeli)
ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา
มีพระมหากษัตริย์สืบต่อมา 4
ชั่วกษัตริย์จนถึงองค์สุดท้ายทรงพระนามว่า
รามาธิบดี
ได้สร้างเมืองสยามขึ้นเมื่อ
พ.ศ.1894
จากบันทึกนี้กับตำนานเมืองนครศรีธรรมราชมีส่วนคล้ายคลึงกันมาก
เพียงแต่เพี้ยนนามเท่านั้น คือ
พระพนมทะเลศรีมเหสวัสดิทราธิราชกับพระพนมไชยศิริ
ส่วนองค์ที่สร้างกรุงศรี-อยุธยานั้นพระนามตรงกัน
อย่างไรก็ตาม
เรื่องพระพนมไชยศิรินี้
บางตำนานได้กล่าวไว้ว่า
เป็นเจ้าเมืองเวียง-ไชยปราการได้หนีข้าศึกมาจากเมืองสุธรรมวดี
(สะเทิม) เมื่อ พ.ศ.1547
ในตอนแรกจะอพยพครอบครัวไปทางทิศตะวันตกของแม่น้ำกก
แต่ในขณะนั้นในแม่น้ำมีมาก
จึงล่องใต้มายังตำบลหนึ่งแล้ว
จึงสร้างเมืองขึ้นให้ชื่อว่า
กำแพงเพชร
และที่เมืองสุโขทัยยังมีเมืองๆ
หนึ่งชื่อ เมืองเพชรบุรี
อยู่ที่อำเภอคีรีมาศริมฝั่งคลองสาระบบ
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง
เรื่องเมืองเพชรบุรี
หรืออาณาจักรเพชรบุรี
เคยมีกษัตริย์ปกครองนี้
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงให้ข้อคิดเห็นว่า
เดิมเมื่อประมาณพันปีเศษมาแล้ว
เมืองเพชรบุรีมีกษัตริย์ปกครองเช่นเดียวกับเมืองนครศรีธรรมราช
มาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นใหญ่
อำนาจของเมืองทั้งสองจึงตกแก่กรุงศรีอยุธยา
อย่างไรก็ตาม
ถ้าหากจะรวบรวมพระนามกษัตริย์อาณาจักรเพชรบุรีที่ปรากฏมี
6 พระนามคือ
1. พระพนมทะเลศรีมเหนทราชาธิราช
2. พระพนมไชยศิริ
3. พระกฤติสาร
4. พระอินทราชา
5. พระเจ้าอู่ทอง
6. เจ้าสาม
|
|
||
อ่านต่อ
>>> |

|
|
|