Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

พระมหาธีรราชเจ้า

พระราชกรณียกิจ

ดำเนินตามรอยพระบาท พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เมื่อพระชนมายุ 30 พรรษา ทรงดำเนินตามรอยพระบาทของพระบรมชนกนาถ ทรงบริหารราชการแผ่นดินและปกครองอาณาประชาราษฎร์ ด้วยน้ำพระทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา ปรารถนาให้มีความสงบสุขร่มเย็นทั่วหน้ากัน ตลอดระยะเวลา 16 ปีแห่งการครองราชย์ พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจมากมายเป็นเอนกประการ และสานต่อพระราชกรณียกิจของพระบรมชนกนาถ ที่ยังไม่สำเร็จให้สำเร็จลงได้เป็นอย่างดี พระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญนั้น มีคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่ปวงประชาราษฎร์ทั้งปวง นับเป็นช่วงแห่งการพัฒนาความก้าวหน้าให้แก่ผืนแผ่นดินไทยและพสกนิกรชาวไทยอย่างเอนกอนันต์

กฎหมาย ทรงประกาศใช้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ขึ้นเป็นครั้งแรก ทรงส่งเสริมการศึกษาวิชากฎหมาย โดยยกฐานะโรงเรียนกฎหมายที่มีมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ให้เป็นโรงเรียนหลวง และอยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ปี พ.ศ.2457 โปรดให้ตั้ง เนติบัณฑิตสภา ขึ้น เพื่อส่งเสริมการศึกษาวิชากฎหมายและการว่าความ ตลอดจนจรรยาบรรณและความประพฤติของทนายความ ปี พ.ศ.2467 โปรดให้ตั้ง สภานิติศึกษา เพื่อจัดระเบียบหลักสูตรการศึกษากฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีการตราพระราชบัญญัติที่สำคัญอีกหลายฉบับ

ในปี พ.ศ.2455 โปรดให้มีการจัดระเบียบศาลใหม่ เพื่อแยกหน้าที่ในกระทรวงยุติธรรมให้ชัดเจน คือ ฝ่ายตุลาการ ฝ่ายธุรการ และโปรดให้ยกศาลฎีกาเข้าสังกัดกระทรวงยุติธรรม และโปรดให้แต่งตั้งตำแหน่ง อธิบดีศาลฎีกา ขึ้น

การตำรวจ
ทรงโปรดให้ทำการปรับปรุง สนับสนุน และส่งเสริมกิจการของกรมตำรวจไทย ให้มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยะประเทศ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2458 ทรงรวม กรมพลตระเวน กับ กรมตำรวจภูธร เข้าด้วยกัน เรียกว่า กรมตำรวจ ปัจจุบัน วันที่ 13 ตุลาคม ของทุกๆปี จึงถือว่าเป็น วันตำรวจแห่งชาติ

กองเสือป่ารักษาดินแดน เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับการศึกษาวิชาการทหารมาจากยุโรปเป็นอย่างดี กอปรกับทรงมีพระราชปณิธานแรงกล้า ที่จะปลุกใจให้ประชาชนรักชาติบ้านเมือง พระองค์ทรงพระราชดำริจัดตั้ง กองเสือป่ารักษาดินแดน ขึ้น เพื่อให้ช่วยทำหน้าที่ป้องกันบ้านเมืองในยามที่ประสบภาวะคับขัน ทรงสถาปนา กองเสือป่า ขึ้น เมื่อวันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2454

ตั้งกองลูกเสือ
ในปี พ.ศ.2454 ทรงตั้งกองลูกเสือกองแรกขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง (โรงเรียนวชิราวุธในปัจจุบัน) เพื่อฝึกเยาวชนจองชาติให้มีความสามัคคี มีความอดทน และเสียสละส่วนตนเพื่อส่วนรวม เป็นรากฐานของกิจการลูกเสือในปัจจุบัน

การป้องกันราชอาณาจักร ทรงจัดตั้งสภาป้องกันราชอาณาจักรขึ้น ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างหน่วยราชการทุกหน่วย พร้อมทั้งสั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยจากต่างประเทศ เช่น เรือรบหลวงพระร่วง ซึ่งเป็นเรือพิฆาตลำแรกของประเทศ ในปี พ.ศ.2456 ทรงจัดตั้งหน่วยบินขึ้นเป็นครั้งแรก อันเป็นต้นกำเนิดของกองทัพอากาศในปัจจุบัน

การเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1
สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2457 ระหว่างกลุ่มมหาอำนาจ กับ กลุ่มสัมพันธมิตร กลุ่มมหาอำนาจ ประกอบด้วย เยอรมนี ออสเตรีย ฮังการี และตุรกี กลุ่มสัมพันธมิตร ประกอบด้วย อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดสินพระทัยอย่างรอบคอบ และทรงใช้พระราชอำนาจอย่างเด็ดขาด ประกาศสงครามกับประเทศเยอรมนี ในวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2460 ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย

ทรงโปรดให้นำทหารไปร่วมรบด้วย ประกอบด้วย กองบินทหารบก กองทหารบกยานยนต์ รวมกำลังพล 1,250 นาย เดินทางไปถึงประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2461

เมื่อสงครามยุติ ฝ่ายเยอรมนีเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ กองทหารไทยได้เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2462 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้สร้าง “อนุสาวรีย์ทหารอาสา” เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ทหารที่เสียชีวิตในสงคราม และ “วงเวียน 22 กรกฎา” เพื่อเป็นอนุสรณ์วันประกาศสงคราม

การเข้าร่วมสงครามในครั้งนี้ นับเป็นพระบรมราชวิจารณญาณที่ถูกต้องและเหมาะสมอย่างยิ่ง และทำให้เกิดผลดีแก่ประเทศไทยอย่างมาก อาทิ

หลังจากนั้นประเทศได้เข้าร่วมประชุมสัญญาสันติภาพ ณ พระราชวังแวซายร์ ประเทศฝรั่งเศส ในการประชุมครั้งนั้น ประเทศไทยได้แถลงการณ์ถึงสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในที่ประชุม ประธานาธิบดีอเมริกันในสมัยนั้นได้ให้การสนับสนุน และแก้ไขสัญญาเป็นประเทศแรก ในปี พ.ศ.2463 ประเทศญี่ปุ่นยินยอมแก้ไขสัญญาเป็นประเทศที่ 2 ในปี พ.ศ.2467 ในปี พ.ศ.2467 ประเทศไทยส่งฑูตพิเศษไปแก้ไขสัญญากับนานาประเทศ เช่น ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี โปรตุเกส สเปน เดนมาร์ค นอร์เวย์ สวีเดน ฯลฯ ในที่สุดก็แก้ไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้ หลังจากนั้นเป็นต้นมา ประเทศไทยก็สามารถกำหนดพิกัดอัตราภาษีสินค้าขาเข้าได้อย่างเสรี และสามารถเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตได้โดยสิ้นเชิง

ด้านเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2456 ทรงจัดตั้ง คลังออมสิน ขึ้น ที่ กรุงเทพฯ อยุธยา ราชบุรี จันทบุรี นครสวรรค์ พิษณุโลก นครราชสีมา นครปฐม ชุมพร นครศรีธรรมราช ภูเก็ต และปัตตานี โดยมุ่งหวังให้ชาวนาชาวไร่ที่เก็บเกี่ยวพืชผลขายแล้ว ได้นำเงินไปเก็บออมไว้ ไม่ให้นำไปใช้ในทางที่ผิด

ปี พ.ศ.2458 ทรงตั้ง กรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์ ขึ้นในกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ดูแลบำรุงการค้าขายของประเทศ
ปี พ.ศ.2459 โปรดให้เริ่มงานสหกรณ์ โดยเริ่มเผยแพร่เป็นครั้งแรกที่ พิษณุโลก และลพบุรี ผลปรากฏว่าได้ผลเป็นอย่างดี และขยายออกไปอย่างกว้างขวาง จนเกิดเป็น กรมสหกรณ์
ปี พ.ศ.2460 ทรงโปรดให้ ยกเลิกอากรบ่อนเบี่ย ห้ามเล่นการพนัน

ด้านคมนาคม
ทรงโปรดให้มีการปรับปรุงและขยายกิจการรถไฟ โดยการรวมการรถไฟเข้าเป็นกรมเดียวกัน เรียกว่า กรมรถไฟหลวง ในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2459 โปรดให้เปิดสถานีรถไฟ หัวลำโพง เป็นชุมทางใหญ่ของรถไฟทุกสายในประเทศ

ปี พ.ศ.2464 ออกพระราชบัญญัติควบคุมรถไฟหลวง รถไฟราษฎร์ และทางหลวงในประเทศ
ปี พ.ศ.2463 ทรงโปรดให้ตั้ง กรมอากาศยาน และเริ่มมีการขนส่งไปรษณีย์ทางอากาศเป็นครั้งแรก มีสนามบินหลักคือ สนามบินดอนเมือง

ด้านการสื่อสาร
ปี พ.ศ.2456 ทรงโปรดให้จัดตั้ง สถานีวิทยุโทรเลข ขึ้นที่กรุงเทพฯ และสงขลา

ด้านชลประทาน
ปี พ.ศ.2457 ทรงโปรดให้ตั้ง กรมทดน้ำ เพื่อดำเนินการด้านชลประทาน โดยเริ่มทดน้ำในแควป่าสัก สร้างเขื่อนที่ตำบลท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2467 ทรงพระราชทานนามว่า เขื่อนพระราม 6

ด้านสาธารณสุข
ปี พ.ศ.2454 ทรงบริจาคที่ดิน 136 ไร่ เป็นที่ก่อสร้าง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ วิชิรพยาบาล
ปี พ.ศ.2455 จัดตั้งสถานปาสเตอร์ เพื่อดูแลรักษาบำบัดโรคกลัวน้ำ อันเกิดจากการถูกสุนัขบ้ากัด
ปี พ.ศ.2461 จัดตั้ง กรมสาธารณสุข
ปี พ.ศ.2463 จัดตั้ง สถานเสาวภา และเปิด สวนงู ในสถานเสาวภา เพื่อใช้เป็นแหล่งผลิตเซรุ่มแก้พิษงู
ปี พ.ศ.2466 จัดตั้ง สถานีอนามัย ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อดูแลรักษาอนามัยให้แก่ราษฎร ให้คำแนะนำเกี่ยวกับ การพยาบาลคนไข้ตามบ้านเรือน การผดุงครรภ์ และการรักษาพยาบาลเบื้องต้น นอกจากนี้ ยังทรงจัดตั้ง โรงเรียนนางสุขาภิบาล โรงเรียนการแพทย์ทหารบก โรงเรียนนางพยาบาลของสภากาชาด และทรงนำสภากาชาดสยาม เข้าเป็นสมาชิกสภากาชาดสากลด้วย

ด้านการศึกษา
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพัฒนาบุคคลให้มีความรู้ความสามารถ ทรงริเริ่มสร้างโรงเรียนแทนการสร้างวัดประจำรัชกาล ได้แก่ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง เพื่อให้การศึกษาและอบรมเด็กชายตามแบบอย่างโรงเรียนกินนอนชั้นดีในประเทศอังกฤษ

ในปี พ.ศ.2455 ทรงโปรดฯ ให้จัดงานแสดงศิลปหัตถกรรมนักเรียนขึ้นเป็นครั้งแรก และโปรดฯ ให้จัดตั้ง โรงเรียนพาณิชยการ ใน พ.ศ. 2456 โปรดฯ ให้สร้าง โรงเรียนเพาะช่าง และโปรดฯ ให้สร้าง โรงเรียนเบญจมราชาลัย ขึ้น เพื่อฝึกหัดครูสตรี

ในปี พ.ศ.2459 ทรงโปรดฯ ให้ยกฐานะโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมี 4 คณะ อันประกอบด้วย คณะแพทย์ศาสตร์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์

ในปี พ.ศ.2460 โปรดฯ ให้จัดตั้ง โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมชั้นประถม และโปรดฯ ให้จัดตั้ง กรมมหาวิทยาลัย อีกกรมหนึ่ง ขึ้นอยู่กับกระทรวงธรรมการ
ในปี พ.ศ.2461 โปรดฯ ให้ตราพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ เพื่อควบคุมการดำเนินงานการศึกษาของเอกชนให้มีประสิทธิภาพ



ในปี พ.ศ.2464 โปรดฯ ให้ตราพระราชบัญญัติประถมศึกษา กำหนดให้การศึกษาในโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนประชาบาล เป็นการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งรัฐบาลต้องจัดให้แก่ประชาชนโดยไม่คิดมูลค่า โดยให้เด็กทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ ต้องเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนจนอายุ 14 ปีบริบูรณ์ นอกจากนี้ ทรงโปรดฯ ให้จัดตั้ง โรงเรียนประชาบาล ขึ้นตามท้องถิ่นในอำเภอและตำบลต่างๆ ให้การศึกษาระดับประถมศึกษา ให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ดูแล

ด้านศาสนา
เปลี่ยนแปลงการสอบปริยัติธรรมแบบปากเปล่า มาเป็นการใช้แบบเขียนสอบ จัดหลักสูตรนักธรรมและบาลี พิมพ์หนังสือบาลีเพื่อใช้แทนใบลาน บูรณะปฏิสังขรณ์ วัดพระพุทธบาท สระบุรี บูรณะปฏิสังขรณ์ วัดพระปฐมเจดีย์ นครปฐม และทรงสร้าง พระร่วงโรจนฤทธิ์ และพระวิหารประดิษฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์

ด้านศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี

ด้านวรรณคดีไทย
ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าวรรณคดีเจริญถึงขีดสุด เช่นเดียวกับในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 วรรณคดีประเภทร้อยกรองนับว่าเจริญมากที่สุด มีการแปลวรรณคดีตะวันตกเป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง มีการนำเค้าโครงวรรณคดีตะวันตกมาดัดแปลงเป็นวรรณคดีไทย นับว่าเป็นยุคใหม่แห่งร้อยแก้ว นวนิยาย และเรื่องสั้น

กวีที่สำคัญในรัชสมัย ได้แก่

สมเด็จเจ้าพระยาดำรงราชานุภาพ
กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์
เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี
พระยาอุปกิตศิลปสาร
พระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป)
พระยาอนุมานราชธน (เสถียรโกเศศ)
เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล)
หลวงธรรนาภิมนฑ์ (ถึก จิตรดุก)
นายชิต บุรทัต

วรรณกรรมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงคุณค่ามาจวบจนถึงปัจจุบัน ได้แก่

นิทานโบราณคดี
นิราศนครวัด
ประวัติศาสตร์และวรรณคดี
จดหมายจางวางหร่ำ
นิทานเวตาล
บทละครดึกดำบรรพ์สังข์ทอง
ไกรทอง
สมบัติผู้ดี
หัวใจนักรบ
มัทนะพาธา
ฯลฯ

งานพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีอหลายเรื่อง แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ

1. โขนและบทละคร
2. ประวัติศาสตร์และโบราณคดี
3. ปาฐกถาและบทความ
4. ประเภทวิจัย
5. กวีนิพนธ์ทั่วไป

ดุสิตธานี รากฐานประชาธิปไตย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งเมืองจำลองขึ้นในเขตพระราชฐาน เพื่อให้ข้าราชการและราษฎรได้ทดลองเรียนรู้ การบริหารประเทศตามรูปแบบของประชาธิปไตย โดยให้ชื่อเมืองจำลองนี้ว่า ดุสิตธานี ซึ่งประกอบด้วย นคราภิบาล เป็นผู้ปกครอง มีผู้แทนราษฎรเลือกตั้งเข้ามาเรียกว่า เชษฐบุรุษ มีการประชุมเป็นครั้งคราว มีพรรคการเมือง และอื่นๆที่ควรมี

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ออกหนังสือพิมพ์รายปักษ์ฉบับหนึ่ง ชื่อ ดุสิตสมิต ซึ่งมีนักข่าวและนักเขียนประจำอยู่ 7 คน ในเมืองจำลอง ดุสิตธานี นี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางพระองค์มีฐานะเท่ากับคนทั้งปวง มิได้มีสิทธิ์เหนือกฎข้อบังคับของดุสิตธานี ทรงใช้ชื่อว่า นายราม ณ กรุงเทพ ประกอบอาชีพ ทนายความ ถือได้ว่า เป็นการวางรากฐานของระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน

สิ้นรัชกาล
ในเดือนกันยายน พ.ศ.2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอาการ ประชวรด้วยพระโรคลำไส้ พระโลหิตกระทำพิษ กำเริบอย่างปัจจุบันทันด่วน ครั้นถึง วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2468 ในเวลา 07.00 น. ทรงมีพระอาการประชวรหนักมาก จนคณะแพทย์ลงความเห็นว่า จะทรงมีพระชนม์ชีพอีกไม่เกิน 24 ชั่วโมง ตลอดวันและคืนของวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2468 พระอาการทรงทรุดหนักและไม่รู้สึกพระองค์อีกเลย จนกระทั่งเวลาประมาณ 3 นาฬิกา แพทย์ผู้ถวายการรักษาจึงออกมาแจ้งให้ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตด้วยพระโรคโลหิตเป็นพิษ ทรงมีพระชนมายุ 45 พรรษา ทรงดำรงอยู่ในสิริราชสมบัติ 16 ปี

พระราชสมัญญา
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ อันเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล พสกนิกรของพระองค์ได้รับความสงบสุขร่มเย็นถ้วน หน้า เป็นที่ประจักษ์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ประชาชนชาวไทยจึงพร้อมใจกัน ถวายพระราชสมัญญาแด่พระองค์ท่านว่า พระมหาธีรราชเจ้า

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com