บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

พุทธประวัติ ฉบับสำหรับยุวชน

พุทธทาสภิกขุ แปลและเรียบเรียงจาก ฉบับภาษาอังกฤษ ของ ภิกษุสีลาจาระ (J.F. Mc kechnie)

 

ตอนที่ 10 ทรงประกาศพระธรรม
       ในขณะนี้ พระองค์ทรงมีอาการเปรียบเสมือนบุคคลที่ได้พยายามว่ายน้ำฝ่ากระแสคลื่นลมมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งได้ถึงฝั่งด้วยความปลอดภัย แล้วนอนลงชั่วครู่หนึ่งเพื่อบรรเทาความเมื่อยล้าของแขนและขา แล้วยืนมองดูกระแสน้ำ ซึ่งเต็มไปด้วยภัยอันตรายอันพระองค์ได้ว่ายฟันฝ่ามาด้วยความยากลำบาก จนกระทั่งถึงฝั่งด้วยความสวัสดี หรือมิฉะนั้นเปรียบเหมือนบุคคลซึ่งได้ไต่ขึ้นไปด้วยความยากลำบาก จนถึงยอดภูเขาสูง มีอากาศเย็นสบายนั่งลงพักเหนื่อย มองดูโดยรอบข้าง มีความสบายกายและสบายใจ เหลียวลงมาดูแผ่นดินเบื้องล่างอันเต็มไปด้วยลมร้อนและฝุ่นร้อนที่ตนได้ผ่านมาแล้วแต่หนหลัง ก็รู้สึกเป็นสุขใจ คือบัดนี้ความพยายามฟันฝ่าอย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของพระองค์ได้ประสพผลสำเร็จโดยครบถ้วน ในท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าตำบลอุรุเวลานั่นเอง
       พระองค์ผู้ทรงประสพชัยชนะในสงครามอันโหดร้ายนี้แล้ว ได้เสด็จประทับพักผ่อน เสวยวิมุติสุข คือความสุขเกิดจากความรอดพ้นจากการทนทรมานนานาประการในการต่อสู้กับกิเลส และได้ทรงลิ้มรสของศานติธรรมอันพระองค์ทรงชนะแล้ว และเป็นผลของความรู้หรือความจริง ซึ่งพระองค์ได้ทรงประสพในบัดนี้ เมื่อพระองค์ได้เสด็จประทับอยู่ภายใต้ต้นไม้แห่งชัยชนะ กล่าวคือต้นโพธิ์นั้น จนเป็นที่พอพระทัยแล้ว ก็ได้เสด็จไปยังต้นไทรในบริเวณใกล้เคียงกันอีกต้นหนึ่ง ซึ่งพวกเด็กเลี้ยงแพะในถิ่นนั้นใช้เป็นที่นั่งพักร้อนเฝ้าสูงแพะในเวลากลางวัน
       เมื่อพระองค์กำลังประทับอยู่ ณ ที่นั้น เผอิญมีพราหมณ์คนหนึ่งผ่านมาทางนั้น ได้ทักทายพระองค์ตามธรรมเนียม แล้วได้ตั้งคำถามขึ้นถามพระองค์ว่า “ท่านโคดม ! อะไรที่ทำคนให้เป็นพราหมณ์ที่แท้จริงได้  คุณสมบัติอะไรบ้างที่เขาจะต้องแสวงหามาใส่ตน เพื่อทำให้เขาเป็นบุคคลแห่งวรรณะสูงอย่างแท้จริง ”
       พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงรู้สึก หรือไม่ทรงสนพระทัยในความเย่อหยิ่งของพราหมณ์ผู้นั้น ที่กล่าวแก่พระองค์ด้วยอาการออกชื่อสกุลตรงๆ อันเป็นความไม่เคารพ แทนที่จะกล่าวด้วยคำเป็นต้นว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้า” หรือ “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า” ดังนี้เป็นต้น พระองค์ได้ตรัสตอบอย่างตรงไปตรงมาด้วยคำซึ่งผูกขึ้นเป็นกาพย์มีใจความว่า
       “พราหมณ์ที่แท้จริง คือผู้ที่ลอยบาปเสียได้ทั้งหมด ละความเย่อหยิ่งได้ สำรวมคนได้ ไร้มลทิน รอบรู้และประพฤติพรหมจรรย์ คนเช่นนี้เท่านั้นที่ควรเรียกว่าเป็นพราหมณ์ได้ เขาเป็นผู้ที่ไม่ประพฤติอย่างชาวโลกอีกสืบไป”
       พราหมณ์ผู้นั้นได้เดินหลีกไป พร้อมกับบ่นพึมพำกับตัวเองว่า “พระสมณะโคดมนี้ รู้เรื่องในใจของเรา พระสมณะโคดมนี้ รู้เรื่องในใจของเรา” ดังนี้
       สองสามวันต่อมา ขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้ายังคงประทับอยู่ที่โคนต้นไม้ของเด็กเลี้ยงแพะนั้น มีพ่อค้า 2 คน ซึ่งนำสินค้ามาขายยังประเทศนี้ได้เดินผ่านมา เขาได้เห็นพระองค์ประทับนั่งอยู่ใต้ต้นไม้นั้น ด้วยอาการอันสงบและอิ่มเอิบ เหมือนบุคคลที่ได้ประสพชัยชนะในการต่อสู้อย่างใหญ่หลวงแล้วกำลังพอใจในผลแห่งชัยชนะนั้นอยู่ เขาได้น้อมนำอาหารอย่างดีเข้าไปถวาย และจับอกจับใจในถ้อยคำและความงามสง่าของพระองค์ และได้ทูลขอร้องให้พระองค์ทรงยอมรับเขาเป็นสาวกผู้นับถือพระองค์ ด้วยเหตุนี้พ่อค้าสองคนนี้ ซึ่งมีนามว่า “ตปุสสะ” และ “ภัลลิกะ” จึงได้เป็นบุคคลแรกในโลก ซึ่งได้เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้
       เมื่อพระองค์ทรงพักผ่อนเป็นเวลานานพอแก่พระประสงค์แล้ว ก็ทรงเริ่มพระดำริถึงสิ่งที่พระองค์ควรกระทำต่อไป พระองค์ได้ทรงพบสิ่งซึ่งพระองค์ทรงแสวงแล้ว และทรงรู้สึกว่าไม่ควรจะเก็บความรู้อันประเสริฐนี้ไว้เงียบๆ ควรจะเผยแผ่ให้รู้กันทั่วๆ ไป เพื่อให้คนเหล่าอื่นมีส่วนได้รับประโยชน์จากความรู้อันประเสริฐนี้ด้วย
       พระองค์ทรงดำริเช่นนี้ขึ้นในพระทัยเป็นข้อแรก แต่แล้วความคิดอีกอันหนึ่งได้เกิดขึ้นขัดขวาง โดยทรงรำถึงแก่พระองค์เองว่า “สิ่งที่เราได้รู้แล้วนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยาก มันเป็นของที่ลึกซึ้งและละเอียดสุขุม คนที่มีความคิดจริงๆ มีปัญญาแจ่มใสจริงๆ เท่านั้น จึงจะสามารถจับฉวยเอาใจความได้อย่างถูกต้องจนได้รับผล แต่คนที่มีความคิดและปัญญาอันแจ่มใสนั้นมีอยู่ที่ไหน คนส่วนมาไม่ประสงค์จะทนความยากลำบากในการคิดและพินิจพิจารณาอย่างลึกซึ้ง เขาชอบกันแต่สิ่งง่ายๆ ชอบกันแต่สิ่งที่ทำความสนุกสนานเพลิดเพลินให้แก่ตน หัวใจของเขาเอียงไปแต่ในสิ่งซึ่งเขาเห็นว่าจะนำความสนุกสนานบันเทิงเริงรื่นมาให้แก่เขาเท่านั้น เขาทั้งหมดพากันปล่อยตัวไปในเรื่องความเพลิดเพลินทางกามารมณ์ หากเราจะสั่งสอนธรรมะนี้แก่เขา เขาก็ไม่เข้าใจว่าเราได้พูดถึงเรื่องอะไรกะเขา เขาจักไม่สนใจ แล้วเราก็จักเหนื่อยเปล่า”
       พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริในพระหฤทัยเช่นนี้ จนมีพระทัยน้อมไปในทางที่จะไม่ทรงสั่งสอนสิ่งซึ่งพระองค์ได้ตรัสรู้แก่ผู้ใด แต่จะทรงเก็บไว้เพื่อประโยชน์แก่พระองค์แต่ผู้เดียว เพราะไม่ทรงเห็นว่าจะมีผู้ใดในโลกที่ต้องการจะทราบหรือจะพอใจ ในเมื่อพระองค์จะบอกเล่าสิ่งนี้ให้แก่เขา แต่อย่างไรก็ตาม ความดำริของพระองค์หาได้หยุดเสียเพียงเท่านี้ไม่ เพราะถ้าเป็นดังนั้นแล้ว ใครๆ ก็หามิได้รู้ธรรมะของพระองค์ ดังเช่นทุกวันนี้ พระองค์ได้ทรงพยายามตีปัญหาเรื่องนี้ต่อไปอีก จนกระทั่งเกิดมีความคิดอันใหม่ขึ้นแก่พระองค์ดั่งต่อไปนี้
       “ถูกแล้ว มันเป็นความจริงในข้อที่ว่าคนแทบทั้งหมดในโลกนี้ไม่ปรารถนาจะฟังธรรมะซึ่งเราได้ค้นพบ และจะไม่เข้าใจแม้ว่าเราจะได้พยายามบอกกล่าวแก่คนประเภทนี้ เขารักแต่สิ่งที่ง่ายๆ สนุกสนานและไม่ทำให้เขายุ่งยากใจในการคิด แต่แม้จะเป็นอย่างนั้น คนทุกคนในโลกไม่เหมือนกัน มีคนบางพวกแม้จะมีจำนวนไม่มากนัก ซึ่งกำลังไม่ประสพความพอใจด้วยวิถีแห่งการดำเนินชีวิตชนิดที่เขากำลังกระทำอยู่ เขากำลังต้องการจะรู้ให้มากไปกว่าที่เขารู้อยู่ในบัดนี้ เขาไม่พอใจที่จะดำเนินตนไปในทางที่เอาแต่ความสนุกสนานเพลิดเพลิน มันจะเป็นที่น่าสมเพชสักเพียงใดถ้ารู้ธรรม ซึ่งสามารถนำความสุขกายสุขใจมาให้แก่คนประเภทนี้ได้ แต่แล้วกลับเก็บเงียบไว้ไม่บอกกล่าวให้เขาได้ยินได้ฟังเลย
       ไม่ได้ ! เราจักไม่ทำเช่นนั้น เราจักออกไปเดี๋ยวนี้แล้ว และจะทำคนจำพวกนั้นทุกคนที่เราพบ ให้ได้รู้ได้เข้าใจถึงความจริงอันประเสริฐสี่ประการ ซึ่งเราได้ค้นพบแล้ว คือความจริงเรื่องทุกข์ และต้นเหตุของมัน เรื่องความไม่มีทุกข์เลย และวิธีที่จะให้ได้รับความไม่มีทุกข์นั้น คนที่ฟังแล้วพอจะเข้าใจได้ก็ยังมีอยู่ แม้จะมีเพียงจำนวนน้อยก็ตาม
       มันเหมือนกับในสระบัว ซึ่งมีบัวหลายๆ ชนิดเกิดอยู่ เป็นสีชมพูบ้าง น้ำเงินบ้าง ขาวบ้าง บัวส่วนมามีดอกอ่อนโผล่ขึ้นมาจากกอ ซึ่งยังจมอยู่ใต้ดินได้หน่อยหนึ่ง พอพ้นจากโคลนบ้าง ขึ้นมาได้ครึ่งทางระหว่างพื้นดินกับผิดน้ำบ้าง ขึ้นโผล่มาถึงผิวน้ำบ้าง ถูกสัตว์กัดกินเสียก่อนที่จะได้บานบ้าง ส่วนที่โผล่ขึ้นพ้นน้ำรับแสงแดดเบิกบานอยู่ในอากาศนั้น มีเป็นจำนวนน้อยกว่าก็จริง แต่ก็ยังมีอยู่! ข้อนี้ฉันใด สัตว์ทั้งหลายก็เป็นฉันนั้น บางพวกใจของเขาเอาแต่จะจมอยู่ในโคลนแห่งกิเลสแลตัณหา แต่บางพวกมิได้จมอยู่ในโคลนมากเหมือนอย่างนั้น มีกิเลสแลตัณหาครอบงำแต่เพียงเล็กน้อย คนจำนวนหลังนี้เองจะสามารถเข้าใจคำสั่งสอนของเรา เมื่อเขาได้ยินได้ฟังเราจักออกไปเดี๋ยวนี้ จะต้องให้เขาได้ยินได้ฟัง และสอนคนทุกคนที่ควรสอน”


       พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเริ่มระลึกว่าพระองค์ควรจะสอนบุคคลใดเป็นคนแรก ซึ่งจะพอใจฟังและเข้าใจได้โดยเร็ว ลำดับนั้น พระองค์ทรงระลึกถึงอาจารย์เก่าของพระองค์เอง คือดาบสชื่อ อาฬาระ กาลามะ ซึ่งมีความรู้ ความคิด ความเฉลียวฉลาด และความบริสุทธิ์อยู่เป็นอันมาก แล้วพระองค์ทรงรำพึงแก่พระองค์เองว่า เราจักไปสอนดาบสอาฬาระ กาลามะ ก่อนใครอื่น ท่านผู้นี้จักเข้าใจได้โดยรวดเร็ว
       เมื่อพระองค์ทรงเตรียมพร้อมที่จะเสด็จไปสู่สำนักดาบสอาฬาระ กาลามะ ก็มีใครบางคนได้มาแจ้งข่าวแก่พระองค์ว่า อาฬาระดาบสนั้นได้ถึงแก่กรรมเสียแล้ว พระองค์จึงทรงนึกถึงบุคคลอื่นสืบไป ก็ระลึกได้ถึงดาบส อุทกะ รามบุตร ผู้ซึ่งมีสติปัญญาพอที่จะรู้ธรรมะนี้ได้โดยแล้ว อย่างเดียวกัน แต่ในที่สุด ก็ทรงทราบว่าดาบสผู้นี้ถึงแก่กรรมเสียแล้วเมื่อคืนที่แล้วมา
       พระองค์ทรงระลึกหาบุคคลที่เหมาะสม ที่จะรับคำสั่งสอนเป็นคนแรกที่สุด ต่อไปอีก ในที่สุดก็ทรงระลึกได้ถึง ภิกษุห้ารูป ที่เคยอยู่เฝ้าพระองค์ในคราวเมื่อทรงบำเพ็ญตบะทรมานกาย ณ ตำบลอุรุเวลา เมื่อได้ทรงทราบว่าบัดนี้ภิกษุเหล่านั้นอาศัยอยู่ที่ ป่าอิสิปตนมิคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี แล้ว ก็เสด็จจากตำบลอุรุเวลา ตรงไปยังเมืองพาราณสี (ซึ่งมีระยะทางประมาณ 150 ไมล์) เมื่อพบกับภิกษุเหล่านั้น พระองค์ได้เสด็จไปโดยลำดับๆ จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง ก็เสด็จถึงป่าอิสิปตนมิคทายวัน อันเป็นที่ซึ่งนักบวชห้ารูปนั้นกำลังพักอาศัยอยู่ * (* ในระหว่างทางตอนนี้ พระองค์ได้พบอาชีวก ชื่ออุปกะ และได้สนทนาโต้ตอบกันขณะหนึ่ง เขาไม่เชื่อว่า พระองค์เป็นพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ธรรม และไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการได้พบกับพระองค์)
       เมื่อนักบวชห้ารูปนั้น เห็นพระองค์เสด็จดำเนินมาแต่ไกล ก็ได้กล่าวแก่กันและกันว่า “ดูโน่น ! พระสมณโคตมะกำลังตรงมาที่นี่ พระสมณโคตมะผู้มักมาก ซึ่งได้สละความเพียร เวียนกลับไปสู่ความเป็นผู้อยู่อย่างสะดวกสบาย พวกเราอย่าพูดกะท่าน พวกเราอย่าออกไปต้อนรับ และแสดงความเคารพใดๆ อย่าออกไปรับบาตรจีวร เราเพียงแต่ตั้งอาสนะไว้ผืนหนึ่งที่นี่ ถ้าท่านอยากนั่ง จะได้นั่ง ถ้าท่านไม่นั่ง ก็ให้ท่านยืน ใครที่ไหนจะไปต้อนรับคนที่ไม่มีอะไรแน่วแน่เช่นท่านผู้นี้ ”
       แต่ในที่สุดเมื่อพระองค์ได้เสด็จดำเนินใกล้เข้ามา นักบวชทั้งห้านั้นได้สังเกตเห็นอะไรบางอย่างอันแสดงว่าพระองค์มิได้ทรงเป็นอย่างที่เขาเคยนึกมาแต่ก่อน ในบัดนี้มีอะไรบางอย่างปรากฏอยู่ที่พระองค์ เป็นความสง่างามและสูงส่ง มีแววแห่งความประเสริฐอย่างที่เขาเหล่านั้นไม่เคยเห็นมาก่อน นักบวชทั้งห้านั้นได้มีความตื่นเต้นในใจจนกระทั่งลืมตัวเอง และลืมข้อนัดหมายที่ได้ตกลงกันไว้ ได้พากันกระทำทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ตนอยากจะทำ ในบัดนั้นบางคนได้รีบเดินตรงไปต้อนรับพระองค์ ถวายความเคารพ และรับบาตรรับจีวรจากพระองค์ด้วยความนอบน้อม บางคนรีบเร่งตระเตรียมอาสนะเสียใหม่เป็นพิเศษสำหรับพระองค์ และบางคนรีบไปหาน้ำมาชำระพระบาทของพระองค์
       เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะ ซึ่งนักบวชทั้งห้านั้นจัดถวายแล้ว ได้ตรัสแก่เขาเหล่านั้นว่า “ฟังก่อนภิกษุทั้งหลาย! เราได้พบหนทางแห่งอมฤตธรรมแล้ว เราจะบอกท่าน เราจะแนะให้ท่าน ถ้าท่านทั้งหลายฟังและศึกษาและปฏิบัติตามที่เราบอก ไม่นานเลย ท่านทั้งหลายจักรู้ได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอถึงชาติหน้า แต่จักรู้ได้ที่นี่ ในบัดนี้ ในชีวิตนี้ว่าถ้อยคำที่เรากล่าวนั้นมีความจริงเพียงใด และท่านทั้งหลายจักเข้าถึงสิ่งซึ่งอยู่เหนือความเกิดและความตายได้ ด้วยตนเอง
       เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่นักบวชทั้งห้านี้จะต้องมีความฉงนเป็นอันมากในการที่ได้ฟังพระองค์ตรัสเช่นนี้ เขาเหล่านั้นได้เห็นพระองค์บำเพ็ญตบะอดอาหารและทรมานกาย แล้วมาเลิกเสียเพื่อให้บรรลุธรรม และบัดนี้ยังมาบอกแก่เขาว่าพระองค์ได้บรรลุธรรมนั้นแล้วด้วย นักบวชเหล่านั้นไม่ยอมเชื่ออย่างง่ายๆ และได้กล่าวโต้พระองค์นานาประการ
       เขาได้กล่าวแก่พระองค์ว่า “เพื่อโคตมะ! ทำไมเล่า เมื่อพวกเราอยู่กับท่าน ท่านปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในการบำเพ็ญตบะทรมานกายทุกชนิดดังเช่นนักบวชทั้งหลายประพฤติกันอยู่ทั่วชมพูทวีป พวกเราจึงได้นับถือท่านเป็นอาจารย์ผู้สั่งสอน ท่านบำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัดเช่นนั้นแล้ว ก็ยังไม่บรรลุธรรมที่ท่านต้องการ มาบัดนี้ท่านจะบรรลุธรรมนั้นได้อย่างไร ในเมื่อท่านกลับมาเป็นคนอยู่อย่างมักมาก ละทิ้งความเพียรเสียแล้ว หมุนไปหาความสะดวกสบายตามพอใจเช่นนี้ ”
       พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบว่า “ท่านทั้งหลาย ! พวกท่านเข้าใจผิด เราไม่ได้ละความเพียรแต่อย่างใดเลย เราไม่ได้เป็นอยู่อย่างหลงใหลตามใจตัวเอง เอาแต่สนุก จงฟังเราก่อน เราได้บรรลุวิชชาและญาณอันสูงสุดแล้วจริงๆ เราสามารถสอนท่านทั้งหลายให้ท่านบรรลุธรรมนั้นได้ โดยตัวท่านเองด้วย”
       นักบวชทั้งห้าเหล่านั้นไม่สามารถจะปลงใจเชื่อ ในถ้อยคำของพระองค์ มันปรากฏแก่เขาในทำนองที่เป็นไปไม่ได้ แม้พระองค์จะได้ทรงขอร้องให้คนเหล่านั้นฟังและเชื่ออีกครั้งหนึ่ง เขาก็ยังไม่อาจจะเชื่อ เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่าคนเหล่านั้น ไม่ยอมเชื่อว่าพระองค์บรรลุธรรมที่อยู่เหนือความตายจริงๆ แล้ว พระองค์ได้ทรงมองที่ใบหน้าของคนเหล่านั้น อย่างเพ่งจ้องและเอาจริงเอาจังพร้อมทั้งตรัสว่า “ท่านทั้งหลาย ! จงฟังก่อน จงนึกดูให้ดีๆ ว่า ตลอดเวลาที่ท่านทั้งหลายอยู่กับเรา ในครั้งกระโน้น เราได้เคยพูดเช่นนี้กับท่านทั้งหลายบ้างหรือเปล่า  เราได้เคยบอกท่านทั้งหลายว่าเราได้บรรลุวิชชาและญาณอันสูงสุด อันทำอยู่เหนือความเกิดและความตายเช่นนี้หรือเปล่า  จงคิดดู !”
       นักบวชทั้งห้านั้น ต้องตอบแก่พระองค์ว่า เป็นความจริงที่พระองค์ไม่เคยตรัสคำเช่นนี้แก่พวกเขามาก่อนเลย พระองค์ได้ตรัสต่อไปว่า “บัดนี้จงฟังเราก่อน ในเมื่อเราได้ยืนยันว่าเราได้ถึงหนทางแห่งอมตธรรมแล้วจริงๆ ก็จงฟังให้รู้ว่าเราได้พบอะไรและอย่างไรเสียก่อนจะดีกว่า”
       พระองค์ได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้อย่างองอาจ และตรึงใจ ขณะเมื่อตรัสพระองค์ได้ทรงเพ่งจ้องมองด้วยลักษณะของบุคคลผู้มีเมตตา และซื่อตรงอย่างบริสุทธิ์ จนนักบวชเหล่านั้นหมดความสงสัย ไม่ปฏิเสธในการที่จะตั้งใจฟังพระองค์อย่างแท้จริง นักบวชทั้งห้าได้ขอร้องให้พระองค์ทรงยับยั้งอยู่เพื่อสอนเขาเหล่านั้น ด้วยสิ่งซึ่งพระองค์ทรงค้นพบ คำสอนเรื่องแรกที่พระองค์ได้สอนเขานั้นเรียกว่า ปฐมเทศนา หรือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ว่าด้วยอริยสัจ 4 อย่าง และมรรคมีองค์ 8 ประการ

พระองค์ได้ทรงสอนนักบวชทั้งห้า ซึ่งเคยเป็นศิษย์เก่าของพระองค์เหล่านั้น ด้วยธรรมที่พระองค์เพิ่งตรัสรู้ใหม่ๆ ทุกวันๆ จนครบถ้วน เป็นเวลาสองสามเดือน ประทับอยู่กับนักบวชเหล่านั้น โดยทรงสอนนักบวชสามคน เมื่อนักบวชอีกสองคนไปบิณฑบาตเพื่อนำอาหารมาเลี้ยงกัน และทรงสอนนักบวชอีกสองคน ในเมื่อนักบวชสามคนนั้นได้ไปบิณฑบาต ผลัดเปลี่ยนกันโดยทำนองนี้ตลอดเวลาอย่างผาสุก
       เพราะเหตุที่ได้อาจารย์อันประเสริฐสุดในโลก นักบวชทั้งห้านั้นก็ได้ลุถึงธรรม ดังเช่นที่พระองค์ได้ทรงบรรลุ เขาได้ประสพผลแห่งการปฏิบัติขั้นสูงสุด คือนิพพานได้ ในภาพทันตาเห็นนี้เอง ในบรรดานักบวชห้าคนนั้นผู้ที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ในคำสอนของพระองค์เป็นคนแรก มีนามว่า โกณฑัญญะ อีกสี่คนนอกนั้นมีนามว่า ภัททิยะ อัสสชิ วัปปะ และมหานามะ นักบวชทั้งห้านี้ ได้เป็นพระอรหันต์จำนวนห้าองค์แรกในโลก คำ “อรหันต์” นี้ เป็นที่ชื่อที่ใช้สำหรับบุคคลผู้บรรลุนิพพานได้ด้วยตนเอง ในชีวิตทันตาเห็น นับว่าพระอรหันต์ทั้งห้าองค์นี้เป็นชุดแรกของหมู่สงฆ์สาวกประเภทที่มีพระพุทธองค์เป็นผู้ทรงสั่งสอนและแนะนำด้วยพระองค์เองโดยตรง คำสอนที่ทำให้ท่านเหล่านั้นได้เป็นพระอรหันต์พร้อมกันทั้งห้าองค์นั้น เรียกว่า อนัตตลักขณสูตร
       เมื่อพระองค์ยังประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนะนั้น มีชายหนุ่มลูกเศรษฐีแห่งเมืองพาราณสีคนหนึ่งชื่อ ยสะ ได้มาพบพระองค์เข้าโดยบังเอิญในโอกาสวันหนึ่ง เมื่อเขาได้ฟังธรรมะของพระองค์ และทราบถึงผลของการปฏิบัติธรรมะนั้นแล้ว ก็มีความพอใจจนถึงกับขอบวช และอยู่อาศัยกับพระองค์เพื่อศึกษาและปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไปอีก
       ในเย็นวันนั้นเอง ได้มีชายสูงอายุคนหนึ่งมาเฝ้าพระองค์และทูลว่าลูกชายได้หายมาจากบ้าน ตั้งแต่เมื่อเช้านี้ เข้าใจว่ามาทางนี้ มารดาของเขากำลังร้องไห้คร่ำครวญโดยคิดว่า เขาอาจจะถูกคนร้ายฆ่าเสียในถิ่นนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกให้เศรษฐีผู้นั้น ทราบว่าลูกของเขาปลอดภัย ไม่ต้องเป็นห่วง และพระองค์ได้ตรัสธรรมะอันเหมาะสมให้เศรษฐีผู้นั้นฟัง เพื่อให้เศรษฐีผู้นั้นทราบว่าธรรมะนั้นเป็นอย่างไร จึงได้เป็นที่พอใจแก่ลูกชายของเขาจนถึงกับขอบวช ในที่สุดแห่งการตรัส เศรษฐีผู้นี้ก็ได้พอใจและเลื่อมใสในธรรม ประกาศตนเป็นอุบาสก รับถือธรรมของพระองค์เป็นสรณะจนตลอดชีวิตสืบไป เขาได้ทูลนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า ทั้งพระยสะด้วย ไปฉันอาหารบิณฑบาตที่เรือนของตนในวันพรุ่งนี้        ต่อจากนั้นมา เพื่อสนิทของพระยสะเศรษฐีบุตรอีกสี่คนได้ออกบวชตามพระยสะ เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา และได้มีคนหนุ่มอีกจำนวนมากพากันบวชตามโดยทำนองนี้ที่ป่าอิสิปตนะนั้น จนกระทั่งรวมด้วยกันทั้งหมดประมาณ 60 รูป ผู้บวชใหม่เหล่านี้ทุกคน ล้วนแต่มีเชื้อชาติสกุลดี มีความพากเพียรพยายามในการศึกษาและการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ภายใต้การควบคุมสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเอง ในเวลาไม่นานเลย ทุกคนได้รู้และได้ลุถึงวิชชาและญาณอันสูงสุดด้วยตนเอง และเป็นพระอรหันต์ด้วยกันทุกคน
       พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงยอมให้พระสาวกเหล่านั้นอยู่อาศัยในที่แห่งเดียวกันนั้น เพราะว่าบัดนี้ทุกๆ รูปได้เรียนรู้และปฏิบัติได้ผลครบถ้วน ตามที่พระองค์ทรงสอนแล้ว พระองค์รับสั่งแก่พระสาวกเหล่านั้นว่า ท่านเหล่านั้นต้องออกเดินทางไปเพื่อทำการสั่งสอนคนเหล่าอื่น เพื่อว่าคนที่พร้อมที่จะรับคำสั่งสอนเหล่านั้น จะได้มีโอกาสได้ยินๆ ได้ฟังคำสอน ครั้นได้ศึกษาและปฏิบัติแล้ว เขาจักเป็นผู้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้เช่นเดียวกัน
       พระองค์ได้ตรัสแก่พระสาวกทั้งหลายเหล่านั้นว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป จงแสดงธรรมซึ่งมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในเบื้องปลาย จงประกาศแบบแห่งการครองชีวิตอันสมบูรณ์อันประเสริฐ และบริสุทธิ์ ในโลกนี้ยังมีคนบางพวกซึ่งมีธุลี คือกิเลสแลตัณหาแต่เพียงเบาบาง หากไม่ได้ฟังธรรมแล้ว จักเสียประโยชน์อันใหญ่หลวง คนพวกนี้แหละจักฟังธรรมและเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง”
       พระพุทธองค์ได้ทรงส่งพระสาวกชุดแรกจำนวน 60 รูป ออกไปประกาศพระศาสนา ทรงระบุไม่ได้ไปเป็นคู่หรือเป็นหมู่ แต่ให้ไปเพียงสายละรูปๆ โดยทิศทางต่างๆ กัน เพื่อให้ธรรมนี้แพร่หลายไกลออกไปโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ พระสาวกเหล่านี้ได้สนองพระพุทธบัญชา ตามพระพุทธประสงค์และออกไปเผยแพร่พระธรรมวินัยของพระองค์ทุกทิศทุกทางทั้งทางเหนือและทางใต้ ทางตะวันออกและทางตะวันตก
       พระสาวกเหล่านี้เป็นบุคคลพวกแรกที่สุดในโลก ที่ได้ออกทำการเผยแพร่คำสอนทางศาสนาของตนๆ ตามถิ่นต่างๆ ว่าโดยที่แท้แล้วท่านเหล่านี้เป็นคณะเผยแพร่ศาสนา ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างฉับพลันทันทีที่ตนได้บรรลุธรรม นับเป็นพวกแรกที่สุดที่โลกได้เคยเห็น ทุกองค์มีความกล้าหาญ ทำการเผยแพร่พระพุทธศาสนาเป็นพวกแรกที่สุดในโลก โดยลักษณะดังกล่าวนี้

กำเนิดพระสิทธัตถะ
วัยกุมาร
ในวัยรุ่น
ในวัยหนุ่ม
ความเบื่อหน่าย
การสละโลก
พระมหากรุณาธิคุณ
ความพยายามก่อนตรัสรู้
ประสพความสำเร็จ
ทรงประกาศพระธรรม
สิงคาลมาณพ
สารีบุตรและโมคคัลลานะ
เสด็จกบิลพัสดุ์
พุทธกิจประจำวัน
พระนางมหาปชาบดี
ปาฏิหาริย์
พระพุทธดำรัส
ความกรุณาของพระพุทธองค์
เทวทัต
ปรินิพพาน
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook