Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ >>

การศึกษเรื่องในพุทธปรัชญา

พุทธปรัชญาในฐานะปฏิบัตินิยม
พุทธปรัชญาในฐานะสันตินิยม
พุทธปรัชญาในฐานะอเทวนิยม
พุทธปรัชญาในฐานะมานุษยนิยม
พุทธปรัชญาในฐานะธรรมาธิปไตยนิยม
พุทธปรัชญากับการศึกษา
ปรัชญาปฏิบัตินิยม
พุทธปรัชญาการเมืองและสังคม
พุทธศาสนากับการเมืองและสังคมเริ่มแรก (อัคคัญญสูตร)
วิกฤติด้านสังคม
ข้อเหมือนเรื่องการเมืองการปกครองในพุทธปรัชญาเถรวาทกับขงจื๊อ
ทัศนะพุทธปรัชญากับวิทยาศาสตร์
หลักการของพระพุทธศาสนา
การคิดตามนัยแห่งพระพุทธศาสนาและการคิดแบบวิทยาศาสตร์
พระพุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์

พุทธปรัชญาในฐานะธรรมาธิปไตยนิยม

วิเคราะห์ปฏิจจสมุปบาทกับปัญหาปัจจุบัน

ในกรณีศึกษาตัวอย่างเรื่องแรกนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนรัก ที่ส่วนใหญ่ล้วนมีประสบการณ์มาแต่อดีตบ้าง(จึงมีอาสวะกิเลสนอนเนื่องอยู่) หรือแม้ในปัจจุบันนี้ก็ตาม ควรพิจารณากระบวนธรรมของจิต ติดตามไปด้วยว่าเป็นไปดั่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้หรือไม่ เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นกระบวนธรรมของการเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ที่ดำเนินไปอย่างแจ่มแจ้ง

ก่อนอื่นขอให้พิจารณาสังเกต (โยนิโสมนสิการ) อย่างหนึ่งว่า แม้เป็นสุขหรือเกิดสุขเวทนาในการคิดถึงคนรักที่กำลังหวานชื่นกันอยู่ก็ตามที ถ้าไม่พิจารณาจะไม่สังเกตุเห็นในความเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายที่แอบแฝงอยู่ด้วยอวิชชา ดังเช่น มีความรู้สึกอยากพบเจอะเจอ มีความรู้สึกอยากกอด มีความรู้สึกอยากพูดคุยด้วยคำหวาน มีความรู้สึกอยากให้เขารักเรามาก ๆ เหล่านี้เป็นต้น แม้แลดูเป็นสุขสดชื่น แต่ก็เร่าร้อน และแทรกด้วยทุกข์อยู่ด้วยทุกขณะ ด้วยไฟของความเสน่หานั่นเอง ไม่สุข ไม่สงบ ไม่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง เพราะยังเก็บสั่งสมจำเป็นอาสวะกิเลสโดยสภาวธรรมชาติของชีวิตอย่างหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

โดยสภาวะของความเป็นปุถุชนนั่นเอง จึงย่อมมีอาสวะกิเลส คือ สัญญา (ความจำ) แต่แฝงด้วยกิเลสที่ทำให้จิตขุ่นมัวแบบนอนเนื่องซึมซาบอยู่ในจิต และย่อมยังไม่มีวิชาดับทุกข์ของพระพุทธองค์ กล่าวคือ ยังมีอวิชชาอยู่นั่นเอง ดังนั้นอาสวะกิเลส อันคือ ปริเทวะความครํ่าครวญ ร่ำไร รำพันในสุข คือคนรัก ร่วมด้วยอวิชชา จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกัน จึงยังให้เกิด ---> สังขาร และย่อมเป็นสังขารกิเลส คือสิ่งปรุงแต่งที่แฝงความขุ่นมัวหรือเร่าร้อนขึ้น ก็เนื่องมาจากกิเลสที่นอนเนื่องในอาสวะกิเลสนั่นเอง จึงเกิดการกระทำขึ้น เช่น การกระทำทางจิต ด้านความคิด ความนึกขึ้น

สังขาร กล่าวคือ เมื่อดำเนินชีวิตตามปกติ วันดีคืนดี สังขารความคิด หรือธรรมารมณ์ปรุงแต่งขึ้นตามที่เคยสั่งสมไว้ อันเนื่องด้วยอาสวะกิเลสและอวิชชาดังกล่าว กล่าวคือเกิดสังขารกิเลสขึ้น เช่น คิดถึง นึกถึงคนรักที่กำลังสดชื่นกันอยู่ ที่อาจผุดแวบหรือลอยผุดขึ้นมาเองในจิตอันเป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่งของชีวิต 1 หรืออาจคิดนึกปรุงเจตนาขึ้นมาเองก็ได้1 หรือเกิดแต่ตาไปผัสสะในรูปของคนรักเข้า จึงเกิดการกระตุ้นเร้าขึ้น 1 ด้วยเหตุเหล่านี้นี่เอง จึงเป็นปัจจัยให้เกิด ---> วิญญาณ ขึ้น

วิญญาณ เมื่อมีสังขารความคิดเรื่องคนรักผุดขึ้นมาแล้ว ย่อมมีระบบประสาทมารับรู้ต่อสิ่งที่ผุดที่เกิดขึ้นมานั้น เนื่องจากสิ่งที่ผุดขึ้นมานี้เป็นความคิดหรือธรรมารมณ์ จึงเกิดวิญญาณของใจที่ทำหน้าที่นี้ ที่เรียกว่ามโนวิญญาณ เกิดขึ้นมาประสานรับสังขารความคิดที่ย่อมแฝงกิเลสของความเสน่หานั้น อันเป็นไปตามธรรมของผู้มีชีวิต คือ ระบบประสาทรับรู้ในสังขารหรือสิ่งที่ผุดคิดขึ้นมานั้น อันย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของชีวิต จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้เกิดครบองค์การทำงานหรือตื่นตัวในเรื่องนี้ของ ---> นาม-รูป

นาม-รูป นามรูปหรือชีวิตที่มีอยู่ครบถ้วนแล้วก็จริงอยู่ แต่ยังไม่ได้ทำหน้าที่เป็นชิ้นเป็นอัน กล่าวคือ วิญญาณของชีวิตหรือระบบประสาทรับรู้ที่ทำหน้าที่เป็นกลาง ๆ ยังนอนเนื่องหรือ idle อยู่ กล่าวคือยังไม่ทำหน้าที่อะไรโดยตรง แค่มีสภาพเตรียมพร้อมอยู่ในที เมื่อมโนวิญญาณข้างต้นเกิดขึ้นแล้วจึงกระตุ้นเร้านาม-รูปหรือชีวิตที่นอนเนื่องอยู่เช่นกัน ให้ครบองค์ของการทำงาน กล่าวคือเป็นการทำงานทำหน้าที่เฉพาะกิจ นั้นๆที่จรมา จึงเกิดครบองค์ประกอบของการทำงานในกิจ นั้นๆ ที่จรมา

องค์ธรรมนี้เป็นที่มักจะเกิดวิจิกิจฉาความสงสัย เช่น ก็เกิดมาแล้วนี่ นามรูปย่อมบริบูรณ์อยู่แล้ว เพราะไม่รู้ว่าเป็นภาษาธรรม ที่หมายถึงทำหน้าที่หรือทำงาน จึงสงสัยว่าทำไมจึงมีการเกิด มีการดับอีก ทั้งที่ยังไม่ตาย ฯลฯ. ถ้าจะพิจารณาให้เห็นแจ่มแจ้งขึ้น นาม-รูปหรือสภาวะของชีวิตก่อนสังขารข้างต้นเกิดขึ้นนั้น เปรียบเหมือนดั่งแท๊กซี่ที่ กำลังทำหน้าที่ให้บริการ กล่าวคือเกิดขึ้นแล้วหรือมีอยู่แล้วก็จริงอยู่ เพียงแต่ขณะนั้นกำลังขับตระเวณไปโดยทั่วๆ เพื่อหารับผู้โดยสารยังไม่มีหน้าที่ใดหรือยังไม่มีจุดมุ่งหมายใด ๆ อย่างแท้จริงเพราะยังไม่มีผู้โดยสาร แต่เมื่อมีผู้โดยสารที่จรหรือผุดมาอันเปรียบได้ดังสังขารข้างต้น เรียกใช้บริการเขาผู้นั้นย่อมแจ้งถึงจุดหมายอันเปรียบได้ดั่งวิญญาณ เพื่อให้นำพาไปยังจุดหมายปลายทาง แท๊กซี่คันนั้นหรือนาม-รูปจึงพร้อมทำหน้าที่บริการหรือทำหน้าที่แห่งตนตามที่ได้รับแจ้งโดยวิญญาณ แล้วจึงนำพาไปสู่จุดหมายอันเปรียบได้ดังสฬายตนะ ในองค์ธรรมต่อไปนั่นเอง ด้วยเหตุดังนี้จึงเป็นปัจจัยให้ สฬายตนะ อันเป็นจุดหมายเกิดการทำงานตามหน้าที่ตนขึ้นเช่นกัน นาม-รูป จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดการทำงานของ ---> สฬายตนะ

สฬายตนะ ส่วนที่รับผิดชอบจึงตื่นตัวตามนาม-รูป เมื่อนาม-รูปตื่นตัวทำงานจากสังขารดังกล่าวแล้ว เนื่องจากวิญญาณนี้เกี่ยวเนื่องกับความคิดหรือธรรมารมณ์ อายตนะภายในที่เกิดการทำงานขึ้นมารับผิดชอบโดยตรงย่อมต้องคือ ใจ ดังนั้น ใจ จึงเริ่มทำหน้าที่แห่งตนหลังจากนอนหวดอยู่ ส่วนสฬายตนะอื่นๆ ก็ตื่นตัวรับการผัสสะที่อาจจรมากระทบเพิ่มเติมอีกก็เป็นได้อันเป็นไปตามธรรมของชีวิต เมื่อใจทำหน้าที่ จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้เกิด ---> ผัสสะ

ผัสสะ จึงเกิดการครบองค์ของการผัสสะ หรือการประจวบกันของธรรมทั้ง 3 คือ สังขาร อันคือความคิดถึงคนรัก + สฬายตนะ คือส่วนใจ + มโนวิญญาณ อันเกิดขึ้นจาการผุดขึ้นของสังขาร ผัสสะจึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาโดยอาการของธรรมชาติในผู้ที่มีชีวิต จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้เกิด ---> เวทนา

เวทนา เมื่อเกิดการผัสสะขึ้น เขาผู้นั้นย่อมเกิดความรู้สึกรับรู้ (เวทนา) ในสังขารสิ่งที่ผุดขึ้นมานั้น คือ ความคิดถึงคนรักที่ยังหวานชื่นอยู่ เป็นธรรมดา อันเป็นไปตามธรรมชาติ และอย่างแน่นอนว่า เวทนานี้ย่อมมีอามิส กล่าวคือ ความจำ (สัญญาชนิดอาสวะกิเลส) ได้ในความสุข ความรัก ความหลัง ความสดชื่น และอาจย่อมมีความผิดหวัง ความรันทดแอบแฝงมาบ้าง ในเรื่องต่างๆ ของคนรัก อันล้วนย่อมต้องแฝงด้วยกิเลส อันคือ อาสวะกิเลส ข้างต้นนั่นเอง ดังนั้นเวทนาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นไปในทางคิดถึงด้วยความรัก จึงย่อมเป็นชนิด สุขเวทนาและย่อมต้องมีอามิส (กิเลส) อันเร่าร้อนแอบแฝงมาด้วยอย่างแน่นอน จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้เกิด ---> ตัณหา

ตัณหา เมื่อรับรู้ความรู้สึกของสังขารในเรื่องคนรักแล้ว เป็นสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาก็ตามที จะค้างเติ่ง หยุดไปดื้อๆ ได้เชียวหรือ เหมือนดั่งลูกธนูที่ยิงออกไปจากแหล่งแล้ว จะสั่งลูกธนูให้หยุดวิ่งได้เชียวหรือ ลูกธนูหรือศรย่อมวิ่งไปตามธรรมดาของมันจนหมดกำลังนั่นแล และโดยวิสัยปุถุชนที่สั่งสมมาแต่อ้อนแต่ออก ก็ย่อมเกิดความอยาก (ตัณหา) หรือความติดเพลินในสุขเวทนาต่างๆ นั้น หรือเกิดความไม่อยาก (วิภวตัณหา) ในทุกขเวทนานั้นๆ ดังนั้นจิตย่อมต้องทำหน้าที่ของตนตามกระบวนธรรมต่อไปเป็นธรรมดาให้สมบูรณ์ ดังเช่นเมื่อเกิดสุขเวทนาแล้ว ในสภาวะเช่นนี้จึงย่อมเกิดความอยากหรือติดใจอยาก (ตัณหา) ที่จะพบจะเจอ อยากสัมผัส กล่าวคืออยากให้เป็นไปตามสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นนั้น จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้เกิด ---> อุปาทาน

อุปาทาน เมื่อเกิดความรู้สึกอยากหรือตัณหาต่อคนรักแล้ว จิตของปุถุชนตามธรรมชาติแล้ว จะอยู่นิ่งเฉยต่อความอยากที่เกิดขึ้นนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ จิตย่อมต้องทำหน้าที่ของมันต่อไปโดยธรรมชาติเพื่อให้ความอยากหรือติดใจอยากเหล่านั้นบรรลุผล กล่าวคือ จิตย่อมเกิดปฏิกิริยา คือกริยาของจิตที่พยายามสนองตอบต่อตัณหาที่เกิดขึ้นแล้วนั้น โดยสร้างแรงดึงดูดที่ละเอียดอ่อนแต่กำลังมหาศาลที่ดึงดูดมวลสรรพสัตว์ไว้ได้มาตลอดกาลนาน กล่าวคือ สร้างกริยาทางจิตที่มีเป้าหมายก็เพื่อให้บรรลุผล คือ สร้างความยึดมั่นหมายมั่น ในความพึงพอใจของตัวของตนขึ้น ก็เพื่อจุดประสงค์ที่จะให้ตัวตนของตนได้รับการตอบสนองนั่นเอง หรือเรียกกันสั้นๆว่า ยึดมั่นว่าเป็นของตัว ของตน หรือยึดมั่นว่าเป็นตัวกู ของกู ดังนั้นเขาผู้นั้นจึงย่อมเกิดความยึดมั่นถือมั่นที่จะให้เป็นไปตามตัณหาที่เกิดขึ้นมานั้น ก็เพื่อสนองตอบความพึงพอใจของตัวของตนที่เกิดขึ้น และเพื่อให้การสนองตอบนั้นสัมฤทธิ์ผล เขาผู้นั้นจึงตั้งใจที่จะกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้เกิด ---> ภพ

ภพ สภาวะอันเป็นที่อยู่ของจิต หรือความตั้งใจของจิต ที่เกิดขึ้นมาจากอำนาจอุปาทานดังกล่าว จึงเป็น กามภพ ชนิด ราคะ คือ อยากในรูป อยากได้ยินเสียง อยากได้ลิ้มรส อยากได้ในกลิ่น อยากได้ในสัมผัส ในคนรักเกิดขึ้น จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้เกิด ---> ชาติ



ชาติ เขาผู้นั้นจึงเริ่มเร่าร้อน เป็นทุกข์ (ถ้าไม่พิจารณาโดยแยบคาย จะมองเห็นว่าทุกข์นี้เป็นสุข) กระหายอยาก กระวนกระวาย เผาลนใจด้วยความปรารถนา เนื่องจากสัญญาหมายรู้ (สัญญูปาทานขันธ์ในชาติ) ซึ่งย่อมล้วนเป็นไปหรือเอนเอียงไปตามภพหรือความพึงพอใจของตัวของตน แล้วเกิดสังขารขันธ์ชนิดสังขารูปาทานขันธ์หรือสังขารที่ประกอบด้วยอุปาทาน คือราคะ จึงเป็นทุกข์ชนิดเร่าร้อนกระวนกระวายเผาลนได้เริ่มเกิดขึ้นแล้วในจิตของเขาผู้นั้น ด้วยเหตุดังนี้ จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้เกิดสภาวธรรม ---> ชรา

ชรา ความแปรปรวน ความเปลี่ยนแปลง จึงหมายถึง เกิดความคิดต่างๆนาๆขึ้นมา อันคือ เกิดการคิดปรุงแต่งต่างๆนาๆที่ย่อมล้วนถูกครอบงำด้วยอุปาทาน กล่าวคือ อยู่ภายใต้อำนาจของการหมายรู้ตามความพึงพอใจของตัวของตนตามภพหรืออุปาทานเป็นสำคัญ การเห็นรู้เข้าใจในสิ่งใดจึงล้วนเห็นและเป็นไปเพื่อตัวของตนเป็นใหญ่ จึงไม่เห็นตามความเป็นจริงที่เป็นไป จึงย่อมน้อมเอนเอียงไปตามความพึงพอใจของตัวของตนโดยไม่รู้ตัว และจะหยุดการปรุงแต่งก็หยุดไม่ได้เสียแล้วเพราะอุปาทานความเป็นของตัวหรือของตนอันแรงกล้า ตลอดจนความเคยชินตามที่ได้สั่งสมในการคิดปรุงแต่งมาแต่เกิดด้วยอวิชชา จึงคิดนึกปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านวนเวียนอยู่แต่ในเรื่องที่เกี่ยวข้องพัวพันกับคนรักด้วยราคะ เป็นเส้นด้ายที่พันกันยุ่ง นั่นเอง ดังเช่น

หมายเหตุ - เวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทาน(เวทนูปาทานขันธ์) อันเป็นอุปาทานขันธ์ 5 ในชราดังข้างต้นนี้ จะจำแนกแตกธรรมว่า ล้วนเป็นเวทนูปาทานขันธ์ชนิด สุขเวทนามีอามิส ทั้งหมดก็ได้ เพราะเป็นสุข เป็นความพึงพอใจในความรัก เพียงแต่เป็นสุขชนิดที่ยังแฝงด้วยความเร่าร้อนเผาลนในบัดนั้นหรือยังผลตามมาในภายหลัง กล่าวคือ ล้วนเป็นสุขชนิดที่ยังแอบแฝงด้วยกิเลสหรือสิ่งที่ทำให้จิตเร่าร้อนหรือขุ่นมัวขึ้นได้ ไม่เป็นสุขชนิด สะอาด สงบ บริสุทธิ์อย่างแท้จริง ดุจดังความสุขจากการหลุดพ้นจากกองกิเลส ที่เป็นสุขชนิด สะอาด สงบ บริสุทธิ์ เพราะไม่แฝงกิเลสที่จะทำให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์อีกต่อไป, แต่ตัวอย่างข้างต้นในสภาวะชราต้องการแยกแยะเวทนาให้เห็นลักษณะเป็นสุข,เป็นทุกข์ อันล้วนเร่าร้อนที่เวียนว่ายอยู่ในชราอย่างไม่หยุดหย่อนด้วยอวิชชาให้เด่นชัดขึ้น จึงแยกเป็นเวทนูปาทาขันธ์ชนิดสุขและทุกข์เพื่อให้เห็นพิจารณาได้ง่าย

อุปาทานขันธ์ 5 ข้างต้น ที่เกิดการคิดนึกปรุงแต่งวนเวียน เกิดๆดับๆ เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง และมักจะเนื่องสัมพันธ์วนเวียนอยู่ในเหตุเดิมๆ ดังในกรณีนี้ ก็คิดพัวพันปรุงแต่งเนื่องสัมพันธ์กับคนรักนั่นเอง ซึ่งล้วนแฝงความเร่าร้อนเผาลนโดยไม่รู้ตัว เขียนแสดงความสัมพันธ์ของกระบวนธรรมของจิต ที่ดำเนินไปในรูปอุปาทานขันธ์ทั้ง 5 ที่เนื่องสัมพันธ์กันเป็นวงจรในองค์ธรรมชรา

ปฏิจจมสมุปบาทจัดเป็นอัทธา 3 (กาล 3)

1. อดีตธรรม คือ อวิชชา สังขาร
2. อนาคตธรรม คือ ชาติ ชรา มรณะ
3. ปัจจุบันธรรม คือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

ปฏิจจมสมุปบาทจัดเป็นองค์ได้ 12 ดังแสดงมาแล้วข้างต้น ถ้าจัดตามอาการได้ 20 แบ่งออกเป็น 4 หมวด คือ

1. อดีตเหตุ 5 คือ อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน ภพ
2. ปัจจุบันผล 5 คือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
3. ปัจจุบันเหตุ 5 คือ ตัณหา อุปาทาน ภพ อวิชชา สังขาร
4. อนาคตผล 5 คือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา

จัดตามสังเขป 4

1. อดีตการสังเขป ได้แก่ ตัณหา อวิชชา สังขาร
2. ปัจจุบันผลสังเขป ได้แก่ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
3. ปัจจุบันเหตุสังเขป ได้แก่ ตัณหา อุปาทาน ภพ
4. อนาคตกาลสังเขป ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ

จัดตามวัฏฏะ 3 คือ

1. กิเลสวัฏฏะ ได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน
2. กัมมวัฏฏะ ได้แก่ ภพ สังขาร
3. วิปากวัฏฏะ ได้แก่ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา

จัดเป็นมูละ มี 2 คือ 1. อวิชชา คือ โมหะ ความหลงไม่รู้ธรรม

ตัณหา คือ โลภะ ความอยากได้ในวัตถุกาม

ปฏิจจมสมุปบาทกับการตอบปัญหาทางปรัชญา

นับตั้งแต่อดีตยุคเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ปรัชญา ปัญหาทางปรัชญาที่สำคัญ และกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันมาตลอดก็คือ ปัญหาเรื่อง “ปฐมเหตุ” ของสรรพสิ่ง นักปรัชญาต่างสาละวนอยู่กับการหาคำตอบให้กับคำถามดังกล่าวนี้ ทั้งนักปรัชญาตะวันตก และตะวันออก

พุทธปรัชญาเถรวาทไม่ได้มองว่าจะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งในฐานะเป็น “ปฐมธาตุ” ของสรรพสิ่ง หรือของจักรวาล เพราะมุมมองของพระพุทธศาสนาจากหลักปฏิจจมสมุปบาทนี้ เสนอเพียงว่า สรรพสิ่งทั้งหลายต่างอิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ไม่มีอะไรที่ดำรงอยู่ในฐานะเป็น “ธาตุ” อิสระโดยไม่ต้องอิงอาศัยสิ่ง หรือปัจจัยอื่น ๆ แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า “อะตอม” ซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานที่เล็กที่สุด ตามทัศนะของปรัชญาร่วมสมัยของพุทธ ทั้งตะวันออก และตะวันตก ถ้าถือจากหลักปฏิจจมสมุปบาทดังกล่าว ก็ยังไม่ใช่ “ธาตุ” อิสระ ที่นับเป็นหน่วยเดียวกันได้ ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ปฐมเหตุ”

ปัจจุบันวงการวิทยาศาสตร์เจริญรุดหน้าไปมาก รากฐานความเชื่อเดิมเกี่ยวกับเรื่องอะตอมได้เปลี่ยนแปลงไป อะตอมกลายเป็นสิ่งสัมพัทธ์ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลาย ๆ ประการด้วยกัน ทั้งยังถูกแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยลงไปได้อีก และดูเหมือนจะตรงกับแนวคิดเรื่องปฏิจจมสมุปบาทในพุทธปรัชญาเถรวาทอย่างน่าสนใจ

กรรมกับการเกิดใหม่
กรรมที่ถูกอโทสะครอบงำ กรรมที่ถูกอโมหะครอบงำ
วิเคราะห์วิบากแห่งกรรม
กรรมและการเกิดใหม่กับการตอบปัญหาทางปรัชญา
ปฏิจจสมุปบาท มีองค์ 12
การพิจารณาปฏิจจสมุปบาท
วิเคราะห์ปฏิจจสมุปบาทกับปัญหาปัจจุบัน
ความหมายของอนัตตา
ความจริงหรือปรมัตถสัจจะ
ทัศนะเรื่องอนัตตาของสำนักปรัชญาต่าง ๆ
บทวิเคราะห์เรื่องอนัตตา

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com