Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

ประเทศจีน

ท่องเที่ยวเมืองจีน
- พระราชวังโบราณในปักกิ่ง
- กำแพงเมืองจีน
- หอบวงสรวงสวรรค์
- พระราชวังฤดูร้อน
- สุสานจักรพรรดิจิ๋นซี
- เมืองโบราณลี่เจียง
- ทิวทัศน์ในเมืองกุ้ยหลิน

ท่องเที่ยวเมืองจีน

สุสานจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้และพิพิธภัณฑ์หุ่นทหารและม้าดินปั้น

สุสานฉินสื่อหวงตี้มหาสุสานที่รอวันท้าโลกตะลึงปฐมจักรพรรดิ ของแผ่นดินจีนอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่ไม่มีนักศึกษาประวัติศาสตร์จีนผู้ใดไม่รู้จักนั่นคือ ฉินสื่อหวงตี้ หรือจักรพรรดิจิ๋นซี (ปี ๒๕๙-๒๑๐ ก่อนคริสตกาล)พระองค์เกิดในปี ๒๕๙ ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นปลายยุคสงคราม ๗ รัฐ หรือที่รู้จักกันดีในนามว่า ยุคเลียดก๊ก (ปี ๔๕๓-๒๒๑ ก่อนคริสตกาล) ที่ประเทศจีนได้แตกแยกเป็น ๗ รัฐ ได้แก่ รัฐจ้าว (ZHAO), รัฐฉู่ (CHU), รัฐฉี (QI), รัฐหาน (HAN), รัฐเว่ย (WEI), รัฐเอี้ยน (YAN) และรัฐฉิน (QIN) ยุคนี้แต่ละรัฐต่างทำสงครามเพื่อช่วงชิงอำนาจกันยาวนานถึง ๒๓๒ ปี จิ๋นซีมีนามเดิมว่า อิงเจิ้ง (YING ZHENG) ได้ขึ้นครองราชย์แทนพระบิดาที่เสียชีวิตอย่างกะทันหัน ตั้งแต่อายุ ๑๓ ปี แต่ขณะนั้นยังทรงพระเยาว์นัก ดังนั้นอำนาจการปกครองในรัฐฉินจึงตกอยู่ในมือของเหลาไอ่ ขุนนางผู้ที่เป็นที่โปรดปรานของพระมารดา และหลี่วปู้เว่ย ที่ครองตำแหน่งสมุหนายก และเชื่อกันว่าหลี่วปู้เว่ยผู้นี้เป็นบิดาของอิงเจิ้ง แทนที่จะเป็นเจ้าแห่งรัฐฉินองค์ก่อนจนเมื่ออิงเจิ้งมีอายุได้ ๒๒ ปี (ปี ๒๓๗ ก่อนคริสตกาล) จึงได้ยึดอำนาจการปกครองกลับ และได้ทำการปฏิรูประบบการทหารและการเกษตรอย่างขนานใหญ่ จนทำให้รัฐฉินเป็นรัฐที่เข้มแข็งที่สุดในบรรดารัฐทั้ง ๗ ในยุคนั้น จากนั้นพระองค์ทรงใช้ระยะเวลาในการปราบปรามรัฐทั้ง ๖ ให้อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐฉิน โดยใช้ยุทธวิธีทั้งการสงครามและการทูตที่ชาญฉลาดอยู่ถึง ๙ ปี (ปี ๒๓๑-๒๒๒ ก่อนคริสตกาล) จึงสามารถรวบรวมประเทศจาก ๗ รัฐ ให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ในปี ๒๒๑ ก่อนคริสตกาล และสถาปนาราชวงศ์ฉินขึ้นปกครองประเทศจีนให้เป็นหนึ่งเดียว พร้อมทั้งสถาปนาตนเองเป็นหวงตี้ หรือจักรพรรดิพระองค์แรกของจีน (และมีต่อเนื่องมาอีกถึงกว่า๒,๐๐๐ปี)โดยตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองเสียนหยาง

เมื่อพระองค์ทรงรวบรวมประเทศและก่อตั้งราชวงศ์ฉินขึ้นแล้ว ทรงยกเลิกระบบทาสที่เคยใช้กันมาในสังคมจีน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซางและโจว แบ่งการปกครองประเทศเป็น ๓๖ เขต แทนระบบรัฐที่ใช้มายาวนาน จัดตั้งกระทรวงขึ้นปกครองประเทศ ๑๒ กระทรวง รายงานตรงต่อองค์จักรพรรดิ และบัดนี้นี่เองที่จักรพรรดิจิ๋นซีทรงมีพระราชอำนาจที่เบ็ดเสร็จโดยสมบูรณ์ทั้งการทหารและการปกครอง ความสำเร็จในการรวมศูนย์อำนาจของจักรพรรดิจิ๋นซี มาจากการปฏิรูป ๓ ระบบหลักของประเทศให้เข้าเป็นมาตรฐานเดียวกันคือ  

  1. ระบบการชั่งตวงวัดโดยกำหนดเครื่องตวงเมล็ดพันธุ์ขึ้นใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่ว ประเทศ
  2. ระบบการใช้ตัวอักษรจีนของรัฐฉิน
  3. ะบบการแลกเปลี่ยนเงินตรา ยกเลิกการแยกใช้ของแต่ละรัฐ มาใช้แบบของรัฐฉิน
ความสำเร็จในการปฏิรูปเศรษฐกิจ (การชั่งตวงวัดและเงินตรา) และระบบวัฒนธรรม (ตัวอักษร) นับเป็นก้าวแรกของการวางรากฐานที่สำคัญที่สุดของอารยธรรมจีนที่ได้มีอิทธิพล และแผ่ไพศาลในยุคกาลต่อมาอย่างลึกซึ้ง จักรพรรดิจิ๋นซี สถาปนาราชวงศ์ฉินขึ้นมาได้เพียง ๑๑ ปีเท่านั้น พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ลงในระหว่างที่ออกตรวจราชการครั้งที่ ๕ ทางภาคตะวันออก ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ฉินเอ้อซื่อ (QIN ER SHI) ราชบุตรองค์รองได้ขึ้นครองราชย์ (โดยการแย่งชิงราชบัลลังก์และสังหารพระเชษฐา) แต่ฉินเอ้อซื่อก็ทรงครองราชย์อยู่ได้เพียง ๓ ปี ราชวงศ์ฉินก็ได้ถึงกาลอวสานลง เมื่อได้มีการก่อกบฏขึ้นโดย เฉินเซิ่ง และหูกวง โดยสามารถโค่นล้มอำนาจของราชวงศ์ฉินลงได้  แต่หลังจากนั้น หลิวปัง (LIU BANG) ซึ่งทำสงครามชนะเจ้ารัฐฉู่ ที่มีผู้นำที่เข้มแข็งขึ้นมาในยุคนั้น คือ ฉู่ป้าหวง และได้สถาปนาราชวงศ์ฮั่นขึ้น พร้อมปราบดาภิเษกพระองค์ขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น มีพระนามว่า จักรพรรดิฮั่นเกาจู่ (HAN GAO ZHU) ในปี ๒๐๖ ก่อนคริสตกาล เมื่อมาพิเคราะห์ดูแล้ว จะเห็นได้ว่าสาเหตุที่ได้ทำให้ราชวงศ์ฉินเสื่อมทรุดลงอย่างรวดเร็วเพียงภายในระยะเวลา๑๕ปีเท่านั้นมีสาเหตุมาจาก
  1. กฎหมาย และบทลงโทษของราชสำนักฉิน เป็นไปอย่างเฉียบขาดและโหดเหี้ยมรุนแรง ทั้งต่อผู้กระทำความผิดและศัตรูฝ่ายตรงข้าม จึงทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง
  2. เป็นข้อที่สำคัญมาก กล่าวคือ ในระยะเวลาเพียง ๑๕ ปีนี้ ราชสำนักฉินได้เกณฑ์แรงงานชาวบ้าน และเชลยศึกต่างรัฐเข้ามาใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีการรีดเก็บภาษีอากรอย่างเข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง ประมาณการกันว่า ในช่วง ๑๐ ปีแรก ของการรวมแผ่นดินจีนขึ้นเป็นหนึ่งเดียว ได้เกณฑ์แรงงานกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน เพื่อไปก่อสร้างกำแพงเมืองจีนที่ยาวหมื่นลี้จากด่านหลินเตา ในภาคตะวันตกไปยาวจรดด่านซานไห่กวน ชายทะเลด้านฝั่งตะวันออกสุด เพื่อป้องกันการรุกรานของชนเผ่าทางตอนเหนือ กำแพงเมืองจีนนี้ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตมโหฬารที่สุด ที่ได้สร้างขึ้นบนแผ่นดินจีน โดยฝีมือมนุษย์ และนับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ๑ ใน ๗ ของโลกในยุคโบราณ ที่ได้มีการสร้างต่อๆ กันมาจนถึงราชวงศ์หมิง นอกจากนี้พระองค์ยังได้เกณฑ์แรงงานอีกกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน ลงไปประจำการในเขตภูเขาอันทุรกันดารทางตอนใต้ของจีน เพื่อป้องกันการรุกรานของชนกลุ่มน้อย และอีก ๓๐๐,๐๐๐ คน ขึ้นไปประจำการในเขตทะเลทรายอันเวิ้งว้าง และหนาวเย็นทางตอนเหนือ เพื่อป้องกันการรุกรานของพวกหั้น ฉยุง หนู (HUN XIOUNG NU)และที่สำคัญที่สุดที่จะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไปก็คือ การเกณฑ์แรงงานอีกถึงกว่า ๗๐๐,๐๐๐ คน เพื่อสร้างพระราชวังอาฝางกง และสร้างมหาสุสานให้กับพระองค์ รวมถึงการสร้างเหล่ากองทัพทหาร และกองทัพม้า (ปิงหมาหย่ง) อันยิ่งใหญ่โอฬารเมื่อรวมตัวเลขตามที่ได้ประมาณการมาข้างต้นนี้แล้ว จะได้เห็นว่าพระองค์ได้ใช้แรงงานประชาชนถึงกว่า ๒ ล้านคน คือ ๑๐% ของประชากรจีนในยุคนั้น เพื่อมาก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างอันมโหฬารพันลึก ที่ยากจะให้ประชาชนทั่วไปในยุคนั้นจะเข้าใจได้ว่าพระองค์จะทรงสร้างไปทำไมกัน? และแรงงานที่ได้เกณฑ์มาเหล่านี้ ล้วนเป็นชายหนุ่มในวัยฉกรรจ์ที่เป็นกำลังสำคัญของแต่ละครอบครัว การที่แต่ละครอบครัวต้องพลัดพรากจากบุตรชาย, พี่, น้อง หรือสามีของตน เพื่อไปใช้แรงงานที่พวกเขาไม่เห็นคุณค่าแล้ว พวกเขาที่ยังอาศัยอยู่ในถิ่นฐานเดิม ยังถูกรีดเก็บภาษี เพื่อนำรายได้เข้าสู่รัฐ อันจะนำมาเป็นทุนในการสร้างสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ มีตำนานโศกนาฏกรรมเรื่องหนึ่งคือ เมิ่งเจียงหนี่วคูเต่าฉางเฉิง ที่ได้เล่าสะท้อนถึงความทุกข์ยากลำเค็ญของประชาชนในยุคนั้น เมิ่งเจียวหนี่ว เธอเพิ่งแต่งงานได้ไม่กี่วัน สามีเธอก็ถูกเกณฑ์มาใช้แรงงานเพื่อสร้างกำแพงเมืองจีน ทิ้งพ่อ แม่และภรรยาไว้แต่เบื้องหลัง ต่อมาด้วยความยากเข็ญในความเป็นอยู่ พ่อและแม่ได้เสียชีวิตลง เธอจึงออกจากบ้านมาตามหาสามีในทุกแห่งหน แต่ด้วยกำแพงเมืองจีนนั้นยาวไกลนัก เธอจึงตามหาสามีไม่พบ เธอร่ำไห้กับกำแพงด้วยความทุกขเวทนายิ่งนัก เธอร้องจนสะเทือนถึงฟ้าดิน ทันใดนั้นบังเกิดลมฝนฟ้าพายุพัดโถมมาฉับพลัน ทำให้กำแพงอันเป็นปราการยักษ์อันมั่นคงนั้นถึงกับพังทลายลง เมื่อกำแพงพังลง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าเป็นซากศพของสามีอันเป็นสุดที่รักของเธอและเป็นผู้สร้างกำแพงนี้ถูกถมทับอยู่ใต้กำแพง
  3. ประการสุดท้าย ฉินเอ้อซื่อ ไม่ทรงมีพระปรีชาสามารถเช่นพระราชบิดาของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะรับภารกิจอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายทั้งปวงสืบต่อจากที่พระบิดาได้ทรงสร้างไว้นอกจากนี้ยังทรงเชื่อขุนนางกังฉินที่แวดล้อมพระองค์อยู่
ด้วยทั้ง ๓ สาเหตุหลักนี่เอง จึงทำให้ราชวงศ์ฉินได้เสื่อมลงในเพียงปีที่ ๓ ของการครองราชย์ของฉินเอ้อซื่อ การเกิดและการล่มสลายของราชวงศ์ฉินนี้ นับเป็นหัวข้อที่นักประวัติศาสตร์ได้สนใจและศึกษาหาคำตอบมาโดยตลอดว่า เพียงระยะเวลา ๑๕ ปี ที่พระองค์ได้รวบรวมประเทศจีนเป็นอันหนึ่งเดียวกันนี้ พระองค์ได้ทรงสรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นอย่างมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ, การปกครอง และวัฒนธรรม รวมถึงสิ่งก่อสร้างอันโอฬารที่จนถึงยุคปี ค.ศ. ๒๐๐๐ ในทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาที่รอการพิสูจน์และค้นคว้าอยู่อีกมาก ดังนั้น แม้พระองค์จะมีข้อที่ดีและข้อเสียในความโหดร้ายอยู่มาก แต่ชาวจีนก็ยังยกย่องพระองค์ว่าทรงเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศจีน

สุสานจักรพรรดิจิ๋นซี ตั้งอยู่ในเขตเมืองหลินถง (LIN TONG) ห่างจากเมืองซีอานไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๓๐ กิโลเมตร โดยมีทำเลที่ตั้งอยู่อิงเขาหลี่ซาน และผินหน้าไปทางแม่น้ำเว่ยเหอ โดยเฉพาะทางทิศใต้ของเขาหลี่ซานอุดมไปด้วยสินแร่ทองคำ ส่วนทางทิศเหนือก็สมบูรณ์ด้วยแร่หยก ดังนั้นพระองค์จึงเลือกชัยภูมิที่มีฮวงจุ้ยอันดีเลิศนี้ เป็นสุสานที่ฝังพระองค์ให้คงอยู่ชั่วนิรันดร์กาล จักรพรรดิจีนแทบทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ จะมีความใฝ่ฝันสูงสุดอยู่ ๒ ประการที่จะต้องทรงเสาะแสวงหาให้ได้ ก็คือ หนึ่ง ยาอายุวัฒนะ ถ้าหากพระองค์ยังเสาะแสวงหาไม่ได้ สิ่งที่พระองค์จะต้องทำก็คือ การสร้างมหาสุสานขนาดอันใหญ่โตมโหฬาร เพื่อเป็นที่ประทับชั่วกาลนิรันดร์ เป็นประการที่สอง จักรพรรดิจิ๋นซีพระองค์ก็เช่นกัน ภายหลังที่ทรงขึ้นครองราชย์ในปี ๒๔๗ ก่อนคริสตกาล พระองค์ก็ได้เริ่มสร้างมหาสุสานของพระองค์แล้ว จนถึงในปี ๒๑๐ ก่อนคริสตกาล เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ลง งานสร้างมหาสุสานก็ยังไม่แล้วเสร็จ จนมาเสร็จสมบูรณ์ในปีที่ ๒ ของรัชสมัยฉินเอ้อซื่อ (ปี ๒๐๘ ก่อนคริสตกาล) สิริรวมระยะเวลาในการก่อสร้างถึง ๓๙ ปี และได้เรียกชื่อมหาสุสานนี้ว่า "หลี่ซานหยวน" หรืออุทยานแห่งเขาหลี่ซาน ซือหม่าเชียน (SI MA QIAN) นักบันทึกประวัติศาสตร์ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ได้พรรณนาถึงมหาสุสานนี้ไว้ใน สื่อจี้ (ปูมประวัติศาสตร์) ว่า "...สื่อหวง (จักรพรรดิจิ๋นซี) ได้ทรงเริ่มสร้างสุสานนี้ทันทีหลังได้ทรงขึ้นครองราชย์ ภายหลังการรวมประเทศจีนเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว พระองค์ทรงเกณฑ์แรงงาน และไพร่พล ตลอดจนถึงเชลยข้าศึกมาสร้างสุสานนี้ถึงกว่า ๗๐๐,๐๐๐ คน มหาสุสานนี้อยู่ลึกลงไปในใต้ดิน ตัวโลงศพทำด้วยทองเหลือง ประดิษฐานไว้บนบัลลังก์ทอง

ภายในสุสานสร้างเป็นพระราชวัง มีสมบัติอันประมาณค่ามิได้เก็บไว้ นายช่างสถาปนิกได้ประดิษฐ์คันยิงศร ที่ซึ่งจะยิงโดยอัตโนมัติถ้าหากผู้ใดคิดเข้ามาขุดค้นมหาสุสานแห่งนี้ ภายในจะมีสารปรอทที่จัดทำขึ้นด้วยกลไกพิเศษไหลเวียนไปมา เหมือนกระแสน้ำในแม่น้ำและทะเล ส่วนบนเพดานนั้นก็ประดับประดาตกแต่งด้วยพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาว ซึ่งได้แสงสว่างอันเรืองรองจากเทียนไขที่ทำจากไขมันของนางเงือกที่ลุกโชนสว่างไสวอยู่ชั่วกาลนาน พระองค์ได้ทรงฝังเหล่านางสนมกำนัลใน และข้าราชบริพารไว้ภายใน เพื่อรับใช้พระองค์ในภพหน้า ส่วนนายช่าง และสถาปนิกผู้สร้างก็ถูกฝังอยู่ภายใน โดยไม่มีใครสามารถเล็ดลอดออกมาได้แต่สักผู้เดียว ภายหลังเสร็จพิธีการฝังพระศพ ภายนอกก็ถูกปกคลุมด้วยเนินดิน และปลูกหญ้า จนแลดูเป็นภูเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่ง..."ศาสตราจารย์หวังซื่อหลี่ แห่งสถาบันโบราณคดี มณฑลส่านซี กล่าวว่า มหาสุสานของจักรพรรดิจิ๋นซีนี้เป็นสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ และสลับซับซ้อน เต็มไปด้วยเรื่องราวอันลี้ลับมหัศจรรย์พันลึกเทียบไม่ได้กับกองทัพรูปปั้นทหาร และม้าดินเผาที่ขุดค้นพบ เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๗๔

มหาสุสานนี้เป็นสิ่งที่ยั่วยวนนักโบราณคดีของจีน และนานาชาติในการเข้าขุดค้นเป็นอย่างยิ่ง แต่จนถึงทุกวันนี้ สุสานแห่งนี้ยังคงไม่ได้ถูกกล้ำกรายจากพลั่ว และเสียมของนักโบราณคดีแต่อย่างใดทั้งนี้เพราะอะไร? จางหย่งหลาน นักโบราณคดีแห่งพิพิธภัณฑ์รูปปั้นทหารและม้าดินเผา (ปิงหมาหย่ง) เห็นว่า การขุดค้นมหาสุสานนี้ควรพิจารณาให้รอบคอบและไตร่ตรองให้นานกว่านี้ ก่อนที่จะเปิดสุสานอย่างเป็นทางการด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สมบัติที่ถูกซ่อนปิดด้วยสารปรอทอยู่ภายใน จึงทำให้ทรัพย์สมบัติเหล่านี้ไม่เคยถูกต้องอากาศมานานถึงกว่า ๒,๒๐๐ ปี ประเทศจีนมีสุสานของราชวงศ์ฮั่น และราชวงศ์ถังอยู่มากมายหลายสิบแห่ง แต่สุสานของจักรพรรดิจิ๋นซีเรามีเพียงแห่งเดียว เพราะฉะนั้นจะทำอะไรลงไป โดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี หรือทำความผิดพลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด

จากการตรวจสอบขนาดของมหาสุสานนี้ในปัจจุบันพบว่า สุสานตั้งอยู่บนเนินดินที่เคยสูงประมาณ ๑๑๕ เมตร มีขนาดคล้ายสี่เหลี่ยมจัตุรัสเมื่อแรกสร้าง คือ จากทิศเหนือไปใต้ยาวประมาณ ๓๕๐ เมตร จากทิศตะวันออกไปตะวันตกยาวประมาณ ๓๔๕ เมตร ตัวสุสานเป็นหลุมขนาดใหญ่ มีความลึกกว่า ๓๐ เมตร นักโบราณคดีประเมินคร่าวๆ ว่าขนาดของพระราชวังใต้ดินถูกสร้างขึ้นในระดับที่ลึกที่สุดของหลุม มีขนาด ๑๒๐ x ๑๖๐ เมตร หรือเทียบเท่าขนาดของสนามบาสเกตบอล ๔๐ สนามรวมกัน และจากการตรวจสอบด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย ยืนยันได้ว่า ภายในสุสานมีสารปรอทจำนวนมากผิดปกติ คือ สูงกว่าระดับปกติถึงกว่า ๑๐๐ เท่า จึงไม่ผิดกับที่ ซือหม่าเซียน ได้บันทึกในปูมประวัติศาสตร์มากว่า ๒,๐๐๐ ปีที่แล้วว่า "...ภายในมีสารปรอทไหลเวียนดุจแม่น้ำและทะเล..." จนถึงโลกในศตวรรษที่ ๒๑ ของทุกวันนี้ มหาสุสานของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาที่รอวิทยาการอันทันสมัยกว่าปัจจุบัน เพื่อขุดค้นและเมื่อถึงวันนั้น พวกเราคงได้ตื่นตะลึงกันอีกครั้ง ถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทรงซุกซ่อนไว้ภายในมากว่า ๒,๒๐๐ ปี ว่าจะโอฬารตระการตาและน่าตื่นตะลึงสักเพียงใดจากมหาสุสาน ผมขอย้อนไปเล่าถึง กองทัพรูปปั้นทหารและม้าดินเผา (ปิงหมาหย่ง) ที่ได้มีการขุดค้นพบโดยบังเอิญ เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๗๔ หรือ ๒๖ ปีที่ผ่านมา

ข้อมูลทั่วไป
ชนเผ่า
เมืองโบราณทั้งเจ็ดของจีน
เมืองทรงเสน่ห์
ท่องเที่ยวเมืองจีน

พิเชฎฐ์ ชัยยัง การศึกษาอิสระ ประกาศนียบัตรบัณฑิต วิชาชีพครู สำนักบัณฑิต สถาบันราชภัฏเชียงราย มกราคม 2553
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com