Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน >>

ร้อยแก้วยุคแรกในสมัยรัตนโกสินทร์

สรณัฐ ไตลังคะ

ประวัติศาสตร์นิพนธ์: วาทกรรม ที่ “ประกอบสร้าง”
ประวัติศาสตร์เป็น “ศาสตร์” หรือ “ศิลป์”
แนวคิดของไวต์กับการศึกษาประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย
พงศาวดารกับขนบวรรณศิลป์ในวรรณกรรมไทย
การควบคุมอดีต: การสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจ
เรื่องเล่าในพงศาวดาร: บันเทิงคดีร้อยแก้วยุคแรกของสมัยรัตนโกสินทร์
บรรณานุกรม

ประวัติศาสตร์เป็น “ศาสตร์” หรือ “ศิลป์”

ในบทที่มีชื่อว่า “Historical Text as Literary Artifact” ไวต์ได้ชี้ประเด็นความเหมือนกันของประวัติศาสตร์นิพนธ์กับวรรณคดีในรายละเอียดโดยกล่าวว่า ข้อถกเถียงที่มีมาตลอดในการศึกษาประวัติศาสตร์ก็คือ ประวัติศาสตร์เป็น “ศาสตร์“ หรือ “ศิลป์” (เช่น ปัญหาที่ว่าวิชาประวัติศาสตร์ควรจะอยู่ในคณะมนุษยศาสตร์หรือคณะสังคมศ่าสตร์) เพราะวิธีการที่นักประวัติศาสตร์พยายามที่จะอธิบายสิ่งที่เกิดในอดีตนั้นคล้ายกับวิธีการของวรรณคดีมากกว่า ไวต์อ้างคำพูดของ นอร์ทรอป ฟราย (Northrop Frye) ที่ว่า “เมื่องานของนักประวัติศาสตร์ไปสู่จุดของการทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น งานก็มีลักษณะเหมือนเรื่องปรัมปรา (myth) และมีแนวทางเหมือนกวีศาสตร์ (poetics) ในด้านโครงสร้าง” ฟรายจึงเทียบประวัติศาสตร์นิพนธ์กับเรื่องปรัมปราโดยแบ่งงานออกเป็น 4 ประเภทคือ แบบจินตนิยม โศกนาฏกรรม สุขนาฏกรรม และเสียดสี

การแบ่งงานออกเป็น 4 ประเภทดังกล่าวได้ปรากฏในบท “Interpretation in History” ในงานเล่มเดียวกันดังกล่าว โดยที่ไวต์กล่าวว่า การที่นักประวัติศาสตร์ต้องเผชิญกับข้อมูลอันมหาศาล เขาจึงต้องเลือกสรรและจัดระเบียบขึ้นเป็นเรื่องเล่าเพื่อวัตถุประสงค์หนึ่งๆ แม้ว่าการจัดระเบียบประการหนึ่งก็คือจัดตามลำดับเวลาที่เหตุการณ์เกิดขึ้น แต่การเรียงร้อยเหตุการณ์เป็นเรื่องเล่านั้นโดยนัยก็คือการจัดลำดับตามที่นักประวัติศาสตร์คิดว่าเป็นเหตุเป็นผลกัน กล่าวอีกนัยก็คือ นักประวัติศาสตร์นำเหตุการณ์มาเรียงร้อยเป็นโครงเรื่อง (emplotment) ข้อสรุปที่น่าสนใจของไวต์ก็คือ วิธีการสร้างโครงเรื่องหรือการลำดับเหตุการณ์ของประวัติศาสตร์นิพนธ์นั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับโครงเรื่องของวรรณคดีที่ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมนั้นๆ

เขาได้ยกตัวอย่างประวัติศาสตร์นิพนธ์เกี่ยวกับการปฏิวัติฝรั่งเศสว่า หลายเล่มมีความแตกต่างกัน ความแตกต่างนี้เกิดจากการที่นักประวัติศาสตร์แต่ละคนใช้วิธีการที่ต่างกันในการตีความและการสร้างโครงเรื่อง นักประวัติศาสตร์บางคนใช้วิธีการอธิบายเหตุการณ์การปฏิวัติฝรั่งเศสด้วยโครงเรื่องแบบจินตนิยม (Romantic คือ มีลักษณะของการเดินทางเพื่อค้นหาหรือแสวงบุญไปสู่ดินแดนแห่งความสุขหรือดินแดนแห่งพระเจ้า) บางคนใช้โครงเรื่องแบบโศกนาฏกรรม (Tragic คือ การที่ผู้มีอำนาจจมดิ่งสู่ความตกต่ำ) บางคนใช้แบบสุขนาฏกรรม (Comic คือ การพัฒนาก้าวไปข้างหน้าผ่านการต่อสู้หรือการปฏิวัติ) หรือบางคนก็ใช้แบบเสียดสี (Satiric หรือ Ironic คือ วิบัติภัยที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยที่มนุษยชาติไม่รู้จักจดจำเข็ดหลาบ)



นอกจากนี้ ไวต์ได้กล่าวว่า นักประวัติศาสตร์ก็คือนักเล่าเรื่องที่มีความสามารถในการเล่าเรื่องราวที่น่าจะเป็นไปได้จากข้อเท็จจริงที่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ ข้อเท็จจริงเมื่อยังไม่ได้นำมาจัดระเบียบเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยาก เพราะกระจัดกระจายและไม่สมบูรณ์ ดังนั้นสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ทำก็คือการใช้ “จินตนาการประกอบสร้าง” ในการอธิบายเรื่องราวที่เป็นไปได้ที่สร้างจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์

ไวต์ได้เสริมว่า ประวัติศาสตร์นิพนธ์ต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยที่เหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงต่างๆ เรียงกันตามลำดับเวลาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องราว แต่เกิดจากการที่นักประวัติศาสตร์ เลือกใช้ ตัดทิ้ง หรือ เน้น บางเหตุการณ์ให้เด่นกว่าเหตุการณ์อื่น โดยใช้เทคนิคของการสร้างตัวละคร การซ้ำแนวเรื่อง (motif) การใช้น้ำเสียง การใช้บทบรรยายหรือพรรณนาแบบต่างๆ รวมทั้งการใช้มุมมอง

การที่นักประวัติศาสตร์ทำเช่นนี้ก็เพื่อจัดระเบียบข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ที่อยู่ห่างไกลจากพวกเรา ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เหล่านี้เมื่อเวลาผ่านไปก็จะเป็นสิ่งที่แปลกหรือไม่คุ้นเคย ดังนั้นการที่จะทำให้เหตุการณ์เหล่านี้เป็นที่เข้าใจได้ไม่ใช่เพราะนักประวัติศาสตร์ได้ข้อมูลที่ละเอียดชัดเจน แต่ด้วยการนำเสนอโดยใช้กรอบวิธีคิดที่เป็นที่เข้าใจในหมู่นักอ่านทั่วไปนั่นเอง และกรอบความคิดที่ว่านั้นก็คือขนบของการเล่าเรื่องในวรรณคดีของวัฒนธรรมนั้น เช่น นิทานปรัมปรา นิทาน เป็นต้น (86-87) เขากล่าวว่า

“การยืนยันว่ามีองค์ประกอบทางบันเทิงคดีในเรื่องเล่าเชิงประวัติศาสตร์นั้นทำให้นักประวัติศาสตร์ไม่พอใจ เพราะพวกเขาเชื่อว่าโดยพื้นฐานแล้วตนกำลังทำสิ่งที่แตกต่างกับนักเขียนนวนิยาย ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาทำงานเกี่ยวข้องกับ “ความจริง” ในขณะที่นักเขียนนวนิยายทำงานจากเหตุการณ์ที่จินตนาการขึ้น จริงๆ แล้ว ทั้งนักประวัติศาสตร์และกวีหรือนักเขียนนวนิยายต่างก็ทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ (ที่เป็นโลกที่แท้จริงที่คลี่คลายไปตามเวลา) เหมือนๆ กัน นั่นคือ ทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่ดูเหมือนเป็นปัญหาหรือลึกลับด้วยรูปแบบที่คุ้นเคยหรือเป็นที่รู้จักกันดี ไม่ใช่เรื่องสำคัญว่าโลกนั้นเป็นโลกที่แท้จริงหรือเป็นโลกสมมุติ เพราะลักษณะของการทำความเข้าใจนั้นเหมือนกัน”

ธงชัย วินิจจะกูลได้กล่าวใน “การศึกษาประวัติศาสตร์แบบ postmodern” ว่า วิวาทะเกี่ยวกับการสร้างเรื่องแบบวรรณกรรมในประวัติศาสตร์นิพนธ์ แม้จะลดความเข้มข้นในทศวรรษ 1990 แต่ยังไม่จบเสียทีเดียว “ประวัติศาสตร์กลับถูกเผยโฉมว่าแท้จริงแล้วเป็นญาติใกล้เคียงกับวรรณกรรมที่อาศัยวิธีการทางการประพันธ์ การวิพากษ์วิจารณ์และการตรวจสอบทางประวัติศาสตร์มิใช่เพียงแค่เรื่องของหลักฐานข้อมูลหรือทฤษฎีทางสังคมศาสตร์อีกต่อไป แต่กลับรวมถึงปัจจัยทางการประพันธ์และทฤษฎีทางวรรณคดีที่มีผลต่อการถ่ายทอดและการเสนอเรื่องราวในอดีตอีกด้วย”

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com