บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>

พื้นฐานพระคริสตธรรมคัมภีร์

9.1 ความสำคัญของบัพติศมา

เราได้กล่าวถึงความสำคัญของบัพติศมาไว้หลายครั้งแล้วในบทเรียนที่ผ่านมา
บัพติศมาคือก้าวแรกของการเชื่อฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้า ฮีบรู 6:2 กล่าวว่า
บัพติศมาเป็นหนึ่งในหลักคำสอนพื้นฐานที่สุด เรานำการพิจารณาบัพติศมามาไว้ในขั้นตอนท้ายนี้เนื่องจากบัพติศมาที่แท้จริงเกิดขึ้นได้หลังจากที่เข้าใจความจริงพื้นฐานของข่าวประเสริฐเท่านั้น ถึงตอนนี้เราได้เรียนรู้บทเรียนดังกล่าวแล้ว ถ้าเราต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องกับความหวังอันยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ซึ่งพระคริสตธรรมคัมภีร์เสนอให้ทางพระเยซูคริสต์แล้ว บัพติศมาคือสิ่งจำเป็นซึ่งจะขาดเสียมิได้

“ความรอดนั้นมาจากพวกยิว” (ยอห์น 4: 22) ในความหมายที่ว่าพันธสัญญาเกี่ยวกับความรอดนั้น พระเจ้าทรงกระทำต่ออับราฮัมและพงศ์พันธุ์ของท่านเท่านั้น เราจะมีส่วนร่วมในพันธสัญญาก็ต่อเมื่อเราเข้าอยู่ในพงศ์พันธุ์ โดยรับบัพติศมาเข้าในพระคริสต์เท่านั้น (กาลาเทีย 3:22-29)

พระเยซูทรงบัญชาสาวกของพระองค์ “จงออกไปทั่วโลกประกาศข่าวประเสริฐ (ตามที่พระเจ้าได้ทรงกระทำพันธสัญญาต่ออับราฮัม –กาลาเทีย 3: 8) แก่มนุษย์ทุกคน ผู้ใดเชื่อและรับบัพติศมาแล้วผู้นั้นจะรอด” (มาระโก 16:16) คำว่า “และ” บอกให้รู้ว่าความเชื่อในข่าวประเสริฐแต่อย่างเดียวไม่สามารถทำให้เรารอดได้ บัพติศมาไม่ใช่ทางเลือกในชีวิตคริสเตียน แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องกระทำเพื่อให้ได้ความรอด แต่การรับบัพติศมาเพียงอย่างเดียวก็ใช่ว่าจะทำให้เรารอดได้ เราจะต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตที่จะเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า พระเยซูทรงย้ำว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้” (ยอห์น 3:5)

การเกิด “จากน้ำ” หมายความว่าการที่บุคคลหนึ่งลุกขึ้นจากน้ำที่ใช้ในบัพติศมา และหลังจากนั้น เขาจะต้องเกิดจากพระวิญญาณ นี่คือขั้นตอนที่จะต้องดำเนินไป “บังเกิดใหม่แล้ว…ด้วยพระวจนะของพระเจ้า” (1 เปโตร 1:23) การบังเกิดจากพระวิญญาณคือการที่เราตอบสนองต่อพระวจนะของพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง (ดูบทเรียนที่ 2.2)

เรา “รับบัพติศมาเข้าในพระคริสต์ (กาลาเทีย 3:27) ในพระนามของพระองค์ (กิจการของอัครทูต 19:5; 18:16; มัทธิว 28:19) พึงระลึกว่าเรารับบัพติศมาเข้าในพระคริสต์ ไม่ใช่รับบัพติศมาเข้าในคริสตศาสนาหรือองค์กรใดๆ หากไม่มีบัพติศมา เราก็ไม่ได้ “อยู่ในพระคริสต์” และไม่อยู่ภายใต้การงานแห่งความรอดของพระองค์ (กิจการของอัครทูต 4:12) เปโตรกล่าวคำอุปมาอันทรงพลังเกี่ยวกับความจริงข้อนี้ไว้ว่าสมัยโนอาห์ เรือใหญ่ช่วยชีวิตคนให้รอดจากน้ำท่วมฉันใด บัพติศมาในพระคริสต์ก็ช่วยผู้ที่เชื่อในรอดฉันนั้น (1 เปโตร 3:21) การที่โนอาห์เข้าอยู่ในเรือก็เหมือนเราเข้าอยู่ในพระคริสต์โดยการรับบัพติศมา ผู้ที่อยู่นอกเรือถูกทำลายโดยน้ำท่วม การอยู่ ข้างเรือหรือการเป็นเพื่อนกับโนอาห์เป็นเรื่องนอกประเด็น หนทางเดียวที่จะได้รับความรอดคือเข้าอยู่ในเรือ ในพระคริสต์ การเสด็จกลับมาอีกครั้งก็ใกล้เข้ามา
(ลูกา 17:26,27) การรับบัพติศมาเข้าในพระคริสต์เป็นเรื่องเร่งด่วน คำพูดของมนุษย์ไม่สามารถสื่อความเร่งด่วนนี้ได้ การเข้าในเรือของโนอาห์ตามพระคริสตธรรมคัมภีร์ดูจะมีพลังมากกว่า

คริสเตียนยุคต้นๆ เชื่อฟังพระบัญชาของพระคริสต์ที่ให้พวกเขาออกไปทั่วโลกประกาศข่าวประเสริฐและให้ผู้ที่เชื่อรับบัพติศมา (กิจการของอัครทูต) ความสำคัญของบัพติศมาเห็นได้จากการที่ผู้คนรับบัพติศมาในทันทีหลังรับเชื่อ (กิจการของอัครทูต 8:12; 36-39; 9:18; 10:47; 16:15) ถ้าไม่รับบัพติศมา การเรียนรู้ข่าวประเสริฐก็ไร้ประโยชน์ บัพติศมาเป็นขั้นตอนที่จำเป็นที่เราต้องผ่านเพื่อไปให้ถึงความรอด ในบางกรณี บันทึกที่ได้รับการดลใจดูเหมือนว่าจะเน้นถึงวิธีการรับบัพติศมา แม้ว่าหลายคนจะให้เหตุผลเพื่อเลื่อนเวลาการรับบัพติศมาออกไปก็ตาม รวมถึงความยากลำบากในการประกอบพิธี แต่มนุษย์จำเป็นต้องเอาชนะทุกอย่างโดยอาศัยความช่วยเหลือจากพระเจ้าในการที่จะรับบัพติศมาให้ได้

นายคุกในเมืองฟิลิปปีถูกโยนเข้าไปอยู่ในวิกฤตชีวิตเมื่อเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ซึ่งทำให้คุกที่มั่นคงของเขาสั่นสะเทือน นักโทษมีโอกาสอันดีที่จะหนี ซึ่งจะทำให้เขาต้องโทษถึงชีวิต ความเชื่อของเขาในเรื่องข่าวประเสริฐเป็นจริง จนกระทั่ง “ในกลางคืนชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง นายคุกได้รับบัพติศมา” (กิจการของอัครทูต 16:33) นายคุกมีข้ออ้างที่ดีที่สุดที่จะไม่รับบัพติศมา แผ่นดินไหวที่ร้ายแรงที่สุดในรอบ 3,000 ปี ในกรีซ ซึ่งทำให้นักโทษหนีคุก และนำมาซึ่งโทษของความบกพร่องในหน้าที่ เป็นดังเชือกรัดอยู่รอบคอของเขา แต่เขาก็ยังมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เขาต้องทำเพื่อชีวิตทั้งชีวิต และจุดหมายที่เป็นนิรันดร์ของเขา เขาเอาชนะปัญหาทุกอย่างรอบข้าง (นั่นคือแผ่นดินไหว) งานประจำวันของเขา และความกลัวในใจเพื่อรับบัพติศมา คนที่ลังเลต่อการรับบัพติศมาจึงควรเอานายคุกคนนี้เป็นตัวอย่าง การที่เขาสามารถกระทำด้วยความเชื่อแสดงว่า เขาต้องรู้เรื่องข่าวประเสริฐ เพราะความเชื่อที่แท้มาจากการได้พังพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น (โรม 10:17 เทียบ กิจการของอัครทูต 17:11)

กิจการของอัครทูต 8:26-40 บันทึกเรื่องของข้าราชการชาวเอธิโอเปีย ที่ศึกษาพระ
คริสตธรรมคัมภีร์อยู่ในรถม้าขณะเดินทางผ่านทะเลทราย เขาได้พบกับฟิลิปปี ผู้ซึ่งอธิบายเรื่องข่าวประเสริฐให้เขาฟัง เป็นเรื่องที่ดูน่าจะเป็นไปไม่ได้ที่ข้าราชการคนนั้นจะรับบัพติศมากลางทะเลทรายที่ปราศจากน้ำ แต่พระเจ้าไม่ทรงบัญชาให้สิ่งที่พระองค์ทรงรู้ดีว่ามนุษย์ทำตามไม่ได้ “ครั้งกำลังเดินทางไป ก็มาถึงที่มีน้ำแห่งหนึ่ง” เขาจึงได้รับบัพติศมา (กิจการของอัครทูต 8:36) เหตุการณ์นี้ขจัดคำแนะนำที่ไร้หลักการว่าบัพติศมาโดยการลงไปในน้ำมีไว้สำหรับการรับบัพติศมาในที่ที่มีน้ำมาก และหาได้ง่ายเท่านั้น พระเจ้าจะทรงจัดการให้มีวิธีที่จะทำตามพระบัญชาของพระองค์เสมอ

อัครสาวกเปาโลมองเห็นได้อีกครั้ง ซึ่งทำให้สำนึกของท่านตื่นขึ้น “ทันใดนั้น ท่านจึงลุกขึ้นรับบัพติศมา” (กิจการของอัครทูต 9:18) ท่านอาจจะเลื่อนการรับบัพติศมา ออกไปเมื่อนึกถึงสถานะทางสังคมของท่านและอาชีพอันรุ่งโรจน์ของท่านในลัทธิ
ยูดาห์ แต่ท่านรับบัพติศมาในทันใด และละทิ้งชีวิตเก่าของท่านเสีย “แต่ว่าสิ่งใดที่เคยเป็นคุณประโยชน์ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งนั้นไร้ประโยชน์ แล้วเพื่อเห็นแก่พระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงได้ยอมสละสิ่งสารพัด และได้ถือว่าสิ่งเหล่านั้น เป็นเหมือนหยากเยื่อ เพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์ ลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย” (ฟิลิปปี 3:7,8,13,14)

นั่นคือคำพูดของนักกีฬาที่มุ่งมั่นวิ่งไปให้ถึงเส้นชัย ชีวิตของเราหลังรับบัพติศมาควรจะมุ่งมั่นและบากบั่นทั้งทางความคิดและกำลังกายเช่นนั้นด้วย บัพติศมาเป็นก้าวแรกของการวิ่งแข่งเพื่อไปให้ถึงแผ่นดินของพระเจ้า ไม่ใช่แค่เพียงการเปลี่ยนความเชื่อ หรือการเข้าสู่ชีวิตที่เรียบง่ายตามหลักการที่คริสเตียนบางกลุ่มกล่าวอ้างเท่านั้น บัพติศมาทำให้เรามีส่วนเกี่ยวข้องกับการถูกตรึงกางเขน และการฟื้นขึ้นจากความตายของพระเยซู (โรม 6:3-5)

เปาโลผู้ชราและอ่อนล้าแต่ได้รับชัยชนะฝ่ายจิตวิญญาณกล่าวว่า “ข้าพระบาทจึงเชื่อฟังนิมิต ซึ่งมาจากสวรรค์นั้น และมิได้ขัดขืน” (กิจการของอัครทูต 26:19) เมื่อเป็นจริงสำหรับเปาโล ก็ย่อมเป็นจริงสำหรับทุกคนที่ได้รับบัพติศมาอย่างถูกต้อง การรับบัพติศมา เป็นการตัดสินใจที่ไม่มีใครจะเสียใจภายหลัง ชั่วชีวิตของเรา เราจะระลึกอยู่เสมอว่าเราเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เป็นการเลือกตัดสินใจที่เรามั่นใจได้แน่ว่าถูกต้อง คำถามน่าจะเป็นว่า “เหตุใดเราจึงไม่รับบัพติศมา” มากกว่า

 

9.2 เราควรรับบัพติศมาอย่างไร

มีความคิดที่ว่าสามารถรับบัพติศมาได้โดยการพรมน้ำลงบนหน้าผาก โดยเฉพาะเด็กทารก การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่การรับบัพติศมาตามที่พระคริสตธรรมคัมภีร์กำหนด

คำว่า “Baptizo” ในภาษากรีกซึ่งแปลว่า “รับบัพติศมา” ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับภาษาอังกฤษ ไม่ได้แปลว่าพรมน้ำ แต่หมายความว่า ล้างสะอาดและลงไปในของเหลว (ดูคำจำกัดความในหนังสือของ Robert Young และ James Strong) คำนี้ภาษากรีกใช้กับการที่เรือล่มและจมลงไปใต้น้ำ และยังใช้กับผ้าที่ถูกย้อมจากสีหนึ่งเป็นอีกสีหนึ่ง โดยการจุ่มหรือการแช่ลงในสีย้อมผ้า การย้อมผ้าจะต้องเอาผ้าลงในสีย้อมแทนที่จะเอาสีย้อมมาพรมบนผ้า การลงแช่ในน้ำเป็นการรับบัพติศมาที่ถูกต้องจริงๆ

- “ยอห์นก็ให้บัพติศมาอยู่ที่อายโนนใกล้หมู่บ้านสาลิม เพราะที่นั่นมีน้ำมาก และผู้คนก็พากันมารับบัพติศมา” (ยอห์น 3:23) หมายความว่า การรับบัพติศมาต้องใช้ “น้ำมาก” ถ้าแค่พรมน้ำไม่กี่หยด น้ำถังเดียวก็พอเพียงสำหรับคนจำนวนเป็นร้อย ผู้คนพากันมาที่ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดนนี้เพื่อรับบัพติศมา แทนที่ยอห์นจะเดินทางไปหาผู้คนพร้อมกับน้ำในขวด

- พระเยซูก็รับบัพติศมาในแม่น้ำจอร์แดนเช่นกัน “ครั้นพระองค์ทรงรับบัพติศมาแล้ว ในทันใดนั้นก็เสด็จขึ้นจากน้ำ” (มัทธิว 3:13-16) บัพติศมาของพระองค์คือการแช่ลงในน้ำ พระองค์ทรง “เสด็จขึ้นจากน้ำ” หลังจากรับบัพติศมา พระเยซูทรงรับบัพติศมาเพื่อเป็นแบบอย่างให้เรา ไม่มีใครอ้างว่าติดตามพระเยซูอย่างแท้จริงได้ หากไม่รับบัพติศมาโดยการลงแช่ในน้ำอย่างที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำ

- ฟีลิปและข้าราชการชาวเอธิโอเปีย ก็ “ลงไปในน้ำ ฟิลิปก็ให้ท่านรับบัพติศมาเมื่อท่านทั้งสองขึ้นจากน้ำแล้ว” (กิจการของอัครทูต 8:38,39) ข้าราชการท่านนั้นขอรับบัพติศมาเมื่อท่านเห็นน้ำ “นี่แน่ะมีน้ำ มีอะไรขัดข้องไม่ให้ข้าพเจ้ารับบัพติศมา”(กิจการของอัครทูต 8:36) เป็นไปไม่ได้เลยที่คนที่เดินทางข้ามทะเลทรายจะไม่นำน้ำติดตัวสักขวด ถ้าบัพติศมาใช้แค่น้ำพรม ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้น้ำที่โอเอซิส

- บัพติศมาคือการฝัง (โคโลสี 2:12) หมายถึงการปกคลุมทั้งตัว

- บัพติศมาคือการ “ชำระล้าง” บาป (กิจการของอัครทูต 22:16) การกลับใจเสียใหม่อย่างแท้จริงคือ การ “ชำระ” ดังปรากฏในวิวรณ์ 1:5,
ทิตส 3:5; 2 เปโตร 2:22; ฮีบรู 10:22 การชำระนี้เกี่ยวข้องกับบัพติศมาโดยการลงแช่มากกว่าโดยการประพรม

พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมบ่งชี้ไว้หลายครั้งว่าวิธีเข้าสู่พระเจ้าคือการล้าง

นักบวชต้องล้างร่างกายอย่างสมบูรณ์ในอ่างหรือที่เรียกว่า “อ่างล้างมือ” ก่อนที่จะเข้ารับใช้พระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ (เลวีนิติ 8:6; อพยพ 40:32) ชาวอิสราเอลต้องล้างเพื่อชำระตนเองจากความสกปรก (เฉลยธรรมบัญญัติ 23:11)

ชายคนหนึ่งชื่อนาอามาน เป็นโรคเรื้อน เขาแสวงหาการรักษาจากพระเจ้าของอิสราเอล เขาเป็นเหมือนตัวแทนของคนที่ถูกรุมเร้าด้วยบาป มีชีวิตอยู่อย่างคนต่างอันเกิดจากบาป เขาจะหายจากโรคได้หากลงไปชำระตัวในแม่น้ำจอร์แดน แต่แรกเป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะยอมรับว่าพระเจ้าต้องการให้เขาทำอะไรเช่นนั้น หรือน่าจะให้เขาลงชำระร่างกายในแม่น้ำใหญ่ที่มีชื่อเสียง เช่น แม่น้ำอบานา เราก็อาจจะรู้สึกว่าเป็นการยากที่จะเชื่อว่าการทำสิ่งสามัญเช่นนั้น จะสามารถนำความรอดมาให้เรา เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าที่จะคิดว่าการงาน และการเกี่ยวข้องกับคริสตจักรใหญ่ๆ (เหมือนแม่น้ำใหญ่ เช่น แม่น้ำอบานา) จะทำให้เรารอดได้ไม่ใช่การเกี่ยวข้องกับความหวังแท้จริงของอิสราเอล หลังจากที่ลงชำระตัวในแม่น้ำจอร์แดนแล้ว เนื้อของท่าน “ก็กลับคืนเป็นอย่างเนื้อของเด็กเล็กๆ และท่านก็สะอาด” (2 พงศ์กษัตริย์ 5:9-14)

ตอนนี้เราก็เหลือความสงสัยเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับบัพติศมาว่าคือการลงแช่ในน้ำหลังจากต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานของข่าวประเสริฐ การให้คำจำกัดความเกี่ยวกับบัพติศมาโดยอิงพระคริสตธรมคัมภีร์นี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสถานะของผู้ให้รับ
บัพติศมา การรับบัพติศมาโดยการลงแช่ในน้ำหลังรับเชื่อข่าวประเสริฐ โดยทางทฤษฎีแล้ว สามารถกระทำเองได้โดยผู้ขอรับบัพติศมา แต่การรับบัพติศมาเป็นการรับด้วยเหตุผลของหลักคำสอนที่ถูกต้อง จึงขอแนะนำว่าผู้รับบัพติศมาควรรับ
บัพติศมาจากผู้ที่เชื่ออย่างถูกต้อง และสามารถประเมินระดับความรู้ของผู้ที่รับ
บัพติศมา

ดังนั้น จึงมีประเพณีที่ว่าควรจะต้องมีการคุยอย่างลึกซึ้งกับผู้รับบัพติศมาก่อนที่จะรับบัพติศมา เรื่องที่คุยอาจจะเป็นคำถามอย่างเช่นคำถามของตอนท้ายของแต่ละบทของหนังสือเล่มนี้ สาวกเดินทางหลายพันไมล์เพื่อช่วยคนเพียงคนเดียวให้ได้รับบัพติศมา เป็นความอัศจรรย์ที่คนคนหนึ่งมาถึงความหวังที่แท้จริงของชีวิตนิรันดร์ และที่เราไม่ใส่ใจจำนวนของผู้ที่รับเชื่อ คุณภาพไม่ใช่ปริมาณของผู้ที่รับเชื่อ ที่เป็นหัวใจของการประกาศข่าวประเสริฐ

9.3 ความหมายของบัพติศมา

เหตุผลของการรับบัพติศมา โดยการแช่ในน้ำคือการลงไปใต้น้ำเป็นสัญลักษณ์ของการลงไปในหลุมศพ เชื่อมโยงเราเข้ากับความตายของพระคริสต์และแสดงว่า เรา “ตาย” ต่อชีวิตบาป ที่เป็นชีวิตเดิมของเรา การลุกขึ้นจากน้ำเชื่อมโยงเราเข้ากับการฟื้นขึ้นจากความตายของพระคริสต์ ทำให้เรามีส่วนร่วมในความหวังของการฟื้นขึ้นเพื่อมีชีวิตนิรันดร์เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา และมีชีวิตใหม่อยู่ในปัจจุบัน มีจิตวิญญาณที่มีชัยเหนือบาปเนื่องด้วยชัยชนะของพระคริสต์ซึ่งได้มาจากความตายและการฟื้นขึ้นจากความตาย

“เราทั้งหลายที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติศมานั้นเข้าในความตายของพระองค์ เหตุฉะนั้น เราจึงฝังไวักับพระองค์แล้ว โดยการรับบัพติศมาเข้ามีส่วนในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายโดยเดชพระสิริของพระบิดาแล้ว เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเช่นกัน” (โรม 6:3-5)

ความรอดเกิดจากความตายและการฟื้นขึ้นจากความตายของพระคริสต์ เราจึงต้องเกี่ยวข้องกับสองสิ่งนี้ด้วยหากเราต้องการความรอด การตายและฟื้นขึ้นจากความตายกับพระคริสต์โดยบัพติศมาเป็นวิธีเดียว การรับบัพติศมาโดยการประพรมน้ำไม่สอดคล้องกับสัญลักษณ์นี้ ในการรับบัพติศมา “ตัวเก่าของเรานั้นได้ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว” (โรม 6:6) พระเจ้าทรง “กระทำให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์”
(เอเฟซัส 2:5) แม้เมื่อเรารับบัพติศมาแล้ว แต่เราก็ยังมีธรรมชาติของมนุษย์อยู่ในตัวเราและมักจะลุกขึ้นมาแสดงตนอยู่เสมอ การตรึงกางเขนเนื้อหนังของเราเป็นกระบวนการที่จะต้องเป็นไปอยู่ตลอดเวลาโดยเริ่มที่การรับบัพติศมา พระเยซูตรัสแก่คนทั้งหลายว่า “ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเขาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกทุกวัน และตามเรามา” (ลูกา 9:23; 14:27) เพราะนั่นคือขบวนการของการมุ่งไปสู่กางเขน ชีวิตที่ถูกตรึงกางเขนกับพระเจ้าไม่ใช่ชีวิตเรียบง่าย แต่มีความชื่นชมยินดีและการปลอบประโลมของการได้มีส่วนร่วมในการฟื้นขึ้นจากความตายกับพระคริสต์

พระคริสต์ทรง “ทำให้มีสันติภาพด้วยพระโลหิตแห่งกางเขนของพระองค์ (โคโลสี 1:20) และ “สันติสุขแห่งพระเจ้า ซึ่งเกินความเข้าใจ” (ฟิลิปปี 4:7) พระเยซูทรงสัญญาว่า “เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตกและกังวลเลย” (ยอห์น 14:24) สันติสุขและความยินดีแห่งจิตวิญญาณมีมากกว่าความเจ็บปวดและความทุกข์ยากที่เราได้รับจากการเข้ามีส่วนร่วมกับพระเยซูผู้ถูกตรึงกางเขน “เพราะว่าเรามีส่วนทนทุกข์กับพระคริสต์มากฉันใด ความชูใจของเราเนื่องจากพระคริสต์ก็มากฉันนั้น (2 โครินธ์ 1:5)

เรายังได้เสรีภาพจากการที่เรารู้ว่าตัวเก่าของเราตายแล้วจริงๆ และพระเยซูทรงอยู่กับเราตลอดเวลาของความทุกข์ยากลำบากของเรา เปาโลพูดจากประสบการณ์ในช่วงชีวิตยาวนานของท่านว่า “ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า” (กาลาเทีย 2:20)

“บัพติศมาก็ช่วยท่านทั้งหลายให้รอด โดยที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย” (1 เปโตร 3:21) เรามีส่วนร่วมในการฟื้นขึ้นจากความตายสู่ชีวิตนิรันดร์ของพระคริสต์เราจึงมีส่วนร่วมในพระองค์เมื่อพระองค์เสด็จกลับมาอีกครั้ง การมีส่วนในการฟื้นขึ้นจากความตายนี้เองที่ทำให้เราได้รับความรอด พระเยซูตรัสว่า “เราดำรงอยู่ ท่านทั้งหลายก็ดำรงอยู่ด้วย” (ยอห์น 14:19) เปาโลกล่าวว่า “เราได้กลับคืนดีกับพระองค์ โดยที่พระบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์ เราจะรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์แน่” (การฟื้นขึ้นจากความตาย โรม 5:10)

หลายครั้งที่มีการเน้นย้ำว่า การที่เรามีส่วนในความตายและความทุกข์ทรมานของพระคริสต์ โดยทางบัพติศมาและการดำเนินชีวิตของเรา เราจะมีส่วนร่วมในการฟื้นขึ้นจากความตายของพระองค์เช่นกัน

- “ถ้าเราตายกับพระองค์ เราก็จะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ ถ้าเรามีความอดทน เราก็จะได้ครองร่วมกับพระองค์” (2 ทิโมธี 2:11,12)

- “เราแบก “ความตาย” ของพระเยซูไว้ที่กายเราเสมอ เพื่อว่า”ชีวิต” ของพระเยซูจะปรากฏในกายของเราด้วย เรารู้ว่าพระองค์ผู้ทรงให้พระเยซูเจ้าคืนพระชนม์ จะทรงโปรดให้เราเป็นขึ้นมาโดยพระเยซู” (2 โครินธ์ 4:10,11,14)

- “เปาโลกล่าวว่า “ข้าพเจ้าต้องการจะรู้จักพระองค์ และได้รับประสบการณ์ในฤทธิ์เดชเนื่องในการที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์นั้น และร่วมทุกข์กับพระองค์ คือยอมตั้งอารมณ์ตายเหมือนพระองค์ ถ้าเป็นไปได้ ข้าพเจ้าก็จะได้เป็นขึ้นมาจากความตายด้วย” (ฟิลิปปี 3:10,11; กาลาเทีย 6:14)

9.4 บัพติศมาและความรอด

บัพติศมาทำให้เรามีส่วนร่วมในความตายของพระคริสต์ หมายความว่าเราจะได้รับการอภัยโทษโดยบัพติศมาเท่านั้น เรา “ได้ถูกฝังไว้กับพระองค์ในพิธีบัพติศมาแล้ว และพิธีนั้นท่านได้ฟื้นขึ้นมาจากตายกับพระองค์ด้วย ในการกระทำของพระเจ้าผู้ได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมา และท่านที่ตายแล้วก็ด้วยการละเมิดทั้งหลายของท่าน พระองค์ทรงให้ท่านมีชีวิตร่วมกับพระองค์ และทรงโปรดยกโทษการละเมิดทั้งหลายของท่าน” (โคโลสี 2:12,13) เราได้รับการชำระแล้ว ในพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้า” (1 โครินธ์ 6:11) การรับบัพติศมาในนามของพระเยซูคือการที่บาปของเราได้รับการชำระในกันดารวิถี 19:13 ผู้ที่ไม่ได้ถูกชำระมลทินจะต้องตาย ในบทเรียนที่ 10.2 เราจะพูดถึงการที่บัพติศมาเป็นการชำระล้างบาป (เทียบ กิจการของอัครทูต 22:16) การที่ผู้ที่เชื่อได้รับการชำระโดยพระโลหิตของพระคริสต์ แสดงโดยการรับบัพติศมา (วิวรณ์1:5; 7:14; ทิตัส 3:5 กล่าวถึง “การปลดเปลื้องบาป” และการที่เรา “เกิดจากน้ำ” ในการรับบัพติศมา [ยอห์น 3:5])

คำตอบของเปโตรต่อคำถามที่ว่า “เราควรทำอย่างไรจึงจะรอด” คือ “จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมาในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์นั้นทุกคน เพื่อพระเจ้าจะทรงยกโทษบาปของท่านเสีย” (กิจการของอัครทูต 2:3.7-38) เรารับบัพติศมาในพระนามของพระคริสต์ก็เพื่อรับการอภัยโทษบาป ผู้ที่ไม่ได้รับบัพติศมาจะได้รับค่าจ้างของความบาป คือความตาย (โรม 6:23) ไม่มีทางรอดอื่นใดนอกจากทางพระเยซู (กิจการของอัครทูต 4:12) เราเข้าร่วมในพระเยซูได้โดยทางบัพติศมาเท่านั้น ดังนั้น คนที่ไม่ใช่คริสเตียนจึงไม่มีทางได้รับความรอด การที่พวกคาธอลิกหรือความเชื่ออื่นๆ ยอมรับว่าคนที่ไม่ใช่คริสเตียนสามารถรอดได้นั้น เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระคริสตธรรมคัมภีร์ เป็นท่าทีชวนสลดใจเราเพียงไร

การที่พระคริสต์ฟื้นขึ้นจากความตายเป็นหมายสำคัญแห่งชัยชนะ โดยบัพติศมา เราจะฟื้นขึ้นจากความตายกับพระคริสต์ บาปไม่มีอำนาจเหนือเราอีกต่อไป โดยการรับบัพติศมา เราจึง ”พ้นจากบาป บาปจะครอบงำท่านทั้งหลายต่อไปก็หามิได้” (โรม 6:18,14) หลังรับบัพติศมา เรายังทำบาปอยู่ (1 ยอห์น 1:8-9) บาปครอบงำเราอีกหากเราหันหลังให้พระคริสต์

"ผู้ใดเชื่อและรับบัพติศมาแล้ว ผู้นั้นจะรอด" (มาระโก 16:16) เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาอีกครั้ง ความรอดไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังรับบัพติศมา แต่เกิดที่บัลลังก์พิพากษา (1 โครินธ์ 3:15) การพิพากษาจะเป็นเรื่องไม่จำเป็น ถ้าเราได้รับความรอดทันที เมื่อรับบัพติศมา และเราก็ไม่จำเป็นต้องตาย "ผู้ใดที่ทนได้ถึงที่สุด ผู้นั้นจะรอด" (มัทธิว 10:22)

หลังรับบัพติศมา เปาโลและคริสเตียนทุกคนก็ยังต้องบากบั่นมุ่งสู่ความรอด (ฟิลิปปี 3:10-13; 1 โครินธ์ 9:27) เปาโลพูดถึงความหวังของชีวิตนิรันดร์ (ทิตัส 1:2; 3:7; 1 เธสะโลนิกา 5:8; โรม 8:24) และการที่เราเป็น "ทายาทแห่งความรอด" (ฮีบรู 1:14) ที่บัลลังก์พิพากษาผู้ชอบธรรมจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ (มัทธิว 25:46) เปาโลให้เหตุผลไว้ในโรม 13:11 ว่าหลังจากบัพติศมาเรารู้ได้ว่าทุกวันที่เรามีชีวิตอยู่และทนแบกภาระเป็นหนึ่งวันที่เราเข้าใกล้การกลับมาของพระคริสต์ เราสามารถยินดีได้ว่า
"ความรอดของเราใกล้เข้ามามากกว่าวันที่เรารับเชื่อ" เรายังไม่ได้รับความรอดในขณะนี้ ความรอดมีเงื่อนไข เราจะได้รับความรอด ถ้าเรายึดอยู่กับความเชื่อ (ฮีบรู3:12-14) ถ้าเราจดจำคำสอนของข่าวประเสริฐ (1 ทิโมธี 4:16; 1 โครินธ์ 15:1-2) และถ้าเรากระทำตนตามที่พระเจ้าทรงเรียกด้วยความหวังใจ (2 เปโตร 1:10)

คำกริยาในภาษากรีกที่แปลว่า "ได้รับความรอด" บางครั้งใช้กาลที่แสดงถึงการดำเนินอยู่ในตัวเราเพราะเราเชื่อฟังข่าวประเสริฐ ผู้ที่เชื่อจึงถูกกล่าวถึงในฐานะที่ได้รับความรอดโดยความรับผิดชอบที่มีต่อข่าวประเสริฐ (1 โครินธ์ 1:18; กิจการของอัครทูต 2:47 และ 2 โครินธ์ 2:15) และใช้ในรูปอดีตกาลเมื่อพูดถึงความรอดซึ่งพระเยซูทำให้เกิดขึ้นบนไม้กางเขนและที่เราสามารถเกี่ยวข้องด้วยโดยการรับบัพติศมา (2 ทิโมธี 1:9; ทิตัส 3:5)

นี่คือตัวอย่างของการที่พระเจ้าติดต่อกับอิสราเอล ซึ่งทำให้เกิดความสัมพันธ์กับ
อิสราเอลทางจิตวิญญาณ เช่น ผู้ที่เชื่อ อิสราเอลออกจากอียิปต์ ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของเนื้อหนังและศาสนาเทียมเท็จซึ่งเราเกี่ยวข้องด้วยก่อนการรับบัพติศมา พวกเขาข้ามทะเลแดง เดินทางในถิ่นทุรกันดารของซีนาย เพื่อเข้าสู่ดินแดงแห่งพันธสัญญาซึ่งถูกสถาปนาเป็นแผ่นดินของพระเจ้า การข้ามทะเลแดงของพวกเขาเปรียบเหมือนการรับบัพติศมาของเรา (1 โครินธ์ 10:1-2) การเดินทางในถิ่นทุรกันดารคือการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของเรา และคานาอันคือแผ่นดินของพระเจ้า ยูดาห์ ข้อ 5 บอกเราว่ามีอิสราเอลมากมายที่ถูกทำลาย ระหว่างเดินทางในถิ่นทุรกันดาร "องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดให้ชนชาติหนึ่งรอดจากแผ่นดินอียิปต์แล้ว ภายหลังพระองค์ก็ได้ทรงทำลายคนเหล่านั้นที่ไม่เชื่อพระองค์เสีย อิสราเอล “รอด” จากอียิปต์เหมือนเช่นที่ทุกคนที่รับบัพติศมารอดจากบาป ถ้าถามคนอิสราเอลว่า
"ท่านรอดแล้วหรือ" เขาก็จะต้องตอบว่า "รอดแล้ว" แต่ไม่ได้หมายความว่า พวกเขารอดจนถึงที่สุด

คนอิสราเอลมีใจอยากที่จะกลับอียิปต์ (กิจการของอัครทูต 7:39) และมีชีวิตที่สุขสบายฝ่ายเนื้อหนังอย่างไร คนที่รอดจากบาปโดยบัพติศมาก็สามารถออกห่างจากจุดพระพรที่พวกเขายืนอยู่ ความเป็นไปได้ที่เราจะทำอย่างที่อิสราเอลทำให้ถิ่นทุรกันดารปรากฏใน 1 โครินธ์ 10:1-12; ฮีบรู 4:1-2 และโรม 11:17-21 ในพระคริสตธรรมคัมภีร์มีตัวอย่างมากมายเกี่ยวกับคนที่เคยได้รับความรอดจากบาป โดยการรับบัพติศมา และต่อมาตกอยู่ในสถานะที่จะทำให้เขาถูกพิพากษาเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาอีกครั้ง (ฮีบรู 3:12-14; 6:4-6; 10:20-29) คำสอนที่ว่า "รอดครั้งหนึ่งคือรอดนิรันดร์ บอกให้รู้ถึงแนวทางการตามใจเนื้อหนังอย่างสมบูรณ์แบบ

ความรอดโดยการรับบัพติศมามีขอบเขตอยู่ที่ใด การรับบัพติศมาไม่ใช่การรับโอกาส “รับความรอด” การรับบัพติศมาเข้ามีส่วนในพระคริสต์ทำให้เรา “รอด” เรามีความหวังที่แท้จริงว่าจะได้อยู่ในแผ่นดินของพระเจ้าหากเรายังคงยึดพระคริสต์ไว้เหมือนเมื่อครั้งที่เรารับบัพติศมาใหม่ๆ หลังรับบัพติศมาแล้วเราควรจะเชื่ออย่างถ่อมใจว่า เราจะถูกรับไปอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้าเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา เราอาจจะไม่แน่ใจจริงๆ เพราะเราอาจจะล้มลงในวันถัดไป เราไม่อาจคาดเดาอนาคตจิตวิญญาณของเราได้

เราต้องทำทุกอย่างเพื่อรักษาไว้ซึ่งสำนึกที่ดีที่เรามีต่อพระเจ้า เมื่อครั้งที่เรารับ
บัพติศมา บัพติศมาคือ การมี "จิตสำนึกว่าชอบ" (1 เปโตร 3:21) ผู้ที่รับบัพติศมาสัญญาว่า จะรักษาจิตสำนึกที่ดีต่อพระเจ้า

บัพติศมาเป็นสิ่งสำคัญมากในการนำเราไปสู่ความรอดในพระคริสต์ แต่เราคงต้องจำไว้ว่าการรับบัพติศมาเพียงอย่างเดียวจะไม่ทำให้เรารอดได้ การมีชีวิตอยู่อย่างมีส่วนร่วมในการถูกตรึงกางเขนเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก "ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้" (ยอห์น 3:5) การเปรียบเทียบพระธรรมบทนี้กับ 1 เปโตร 1:23 แสดงให้เห็นว่า การเกิดฝ่ายจิตวิญญาณหลังการรับบัพติศมา คือการได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยพระวิญญาณหรือพระวจนะ ความรอดไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรับบัพติศมาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลแห่งพระคุณ (เอเฟซัส 2:8) ความเชื่อ (โรม 1:5) และความหวัง (โรม 8:24) บางครั้งเราจะได้ยินว่าความรอดได้มาโดยความเชื่อเพียงอย่างเดียว การรับบัพติศมาจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ยากอบ 2:17-24 ทำให้เห็นชัดว่าคำสอนดังกล่าวเป็นการให้ความหมายผิดๆ ระหว่างความเชื่อและการงาน ความเชื่อที่แท้ตามข่าวประเสริฐคือ ความเชื่อโดยการกระทำ "ผู้ใดจะเป็นคนชอบธรรมได้ก็เนื่องด้วยการประพฤติ และมิใช่ด้วยความเชื่อเพียงอย่างเดียว" (ยากอบ 2:24) ในการรับบัพติศมา ผู้ที่จะรับบัพติศมามักจะถูกถามว่าจะต้องทำอะไรจึงจะได้รับความรอด คำตอบมักจะเป็นเรื่องของการรับบัพติศมา (กิจการของอัครทูต 2:37; 9:6; 10:6; 16:30) การกระทำการที่สมกับการรับบัพติศมาแล้วเป็นตัวชี้ความเชื่อต่อข่าวประเสริฐ พระเจ้าและพระคริสต์ได้กระทำการเพื่อความรอดของเรา แต่เราต้องประพฤติให้สมกับการกลับใจใหม่ของเรา (กิจการของอัครทูต 26:20; มาระโก 16:15,16)

เราพูดถึงแล้วว่าการชำระล้างบาปคือการที่พระเจ้าทรงอภัยโทษบาปของเรา เพราะการที่เรารับบัพติศมาเข้าในพระคริสต์ ในพระธรรมบางตอนบอกว่า การชำระบาปทำได้ โดยความเชื่อและการกลับใจเสียใหม่ (กิจการของอัครทูต 22:16; วิวรณ์ 7:14; เยเรมีห์ 4:14; อิสยาห์ 1:16) ในบางตอนพระเจ้าเป็นผู้ชำระล้างบาปของเรา (เอเสเคียล 16:9; สดุดี 51:2, 7; 1 โครินธ์ 6:11) ถ้าเราทำส่วนของเราคือรับ
บัพติศมา พระเจ้าก็จะทรงชำระบาปของเรา ความประพฤติหรือการกระทำเพื่อให้สมกับการรับบัพติศมาเป็นก้าวสำคัญในการรับข่าวประเสริฐแห่งพระคุณของพระเจ้า

Digression - การรับบัพติศมาอีกครั้ง

หลายคนรู้สึกว่าไม่อยากออกความเห็นใดๆ ในการที่จะรับบัพติศมาหลังจากที่ได้รับสิ่งที่เขาคิดว่าคือบัพติศมา ไม่ว่าจะโดยการพรมน้ำหรือลงไปในน้ำ อย่างไรก็ตาม ก่อนรับบัพติศมา จะต้องมีการสำนึกบาปและมีความเชื่อที่ถูกต้องเกี่ยวกับข่าวประเสริฐที่แท้จริง (กิจการของอัครทูต 2:38; มาระโก 16:15,16) มัทธิว 28:19-20 โยงการรับบัพติศมาไปที่การได้ยินเรื่องของพระคริสต์เป็นอันดับแรก เด็กเล็กๆ ไม่สามารถสำนึกบาปหรือเข้าใจข่าวประเสริฐ การพรมน้ำไม่ใช่การรับบัพติศมาและการที่นักว่ายน้ำดำดิ่งลงไปในน้ำ ไม่ได้แปลว่าเขารับบัพติศมา เพราะว่าเขาไม่ได้กำลังตอบสนองต่อข่าวประเสริฐ เช่นเดียวกับผู้ที่ลงน้ำด้วยความเชื่อในคำสอนผิดๆ พวกเขาลงน้ำแต่ไม่ได้รับบัพติศมา

มีความเชื่อเพียงหนึ่งเดียว คือมีคำสอนเดียวในข่าวประเสริฐ และดังนั้นจึงมีการรับบัพติศมาเพียงหนึ่งเดียว คือการรับบัพติศมาหลังจากเชื่อในความเชื่อแท้เพียงหนึ่งเดียว "มีกายเดียว เหมือนมีความหวังใจอันเดียวที่เนื่องในการที่ทรงเรียกท่าน มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ความเชื่อเดียว บัพติศมาเดียว" (เอเฟซัส 4:4-6) ไม่มีความหวังสองประการ เช่นที่เชื่อโดยผู้ที่กล่าวว่า ไม่สำคัญที่เราจะเชื่อว่ารางวัลของเราอยู่ในสวรรค์หรือบนโลก มี “พระเจ้าองค์เดียว” ดังนั้นพระเยซูจึงไม่ใช่พระเจ้า ถ้าเรารับบัพติศมาโดยไม่เข้าใจคำสอนพื้นฐาน เช่น แผ่นดินของพระจ้า ธรรมชาติของพระเจ้าและพระเยซู การรับบัพติศมาครั้งนั้นก็ถือเป็นโมฆะ ยอห์นให้รับบัพติศมาประกาศให้กลับใจเสียใหม่ และรับบัพติศมา และสอนเรื่องเกี่ยวกับพระเยซู
(มาระโก 1:4; ลูกา 1:77) แต่ก็ยังไม่เพียงพอ กิจการของอัครทูต 19:1-5 บันทึกไว้ว่าบางคนที่ยอห์นให้รับบัพติศมาแล้วต้องรับบัพติศมาอีกเพราะไม่เข้าใจคำสอนบางอย่าง ในทำนองเดียวกัน เราอาจจะรู้สึกว่าในการรับศีลนั้น เราได้สำนึกบาปและพร้อมใจตั้งต้นใหม่แล้ว แต่เรายังคงจำเป็นที่จะรับ “บัพติศมาเดียว” ซึ่งจะทำได้ต่อเมื่อเข้าใจหลักคำสอนของ ”ความเชื่อเดียว”

1 พระเจ้า
2 พระวิญญาณของพระเจ้า
3 พระสัญญาของพระเจ้า
4 พระเจ้ากับความตาย
5 แผ่นดินของพระเจ้า
6 พระเจ้าและความชั่วร้าย
7 การบังเกิดพระเยซู
8 ธรรมชาติของพระเยซู
9 การรับบัพติศมา
10
ชีวิตในพระคริสต์

  


คำเผยพระวจนะส่วนตัว

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook