Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ >>

ปรัชญาไทย

ความเบื้องต้น
แหล่งอารยธรรมที่สำคัญของโลก
ความเป็นมาของชนชาติไทย
กลุ่มที่เชื่อว่าคนไทยมีถิ่นกำเนิดในถิ่นอื่นนอกจากดินแดนประเทศไทย
กลุ่มที่เชื่อว่า คนไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ดินแดนประเทศไทยนี้เอง
วิวัฒนาการของสังคมไทยสมัยต่าง ๆ
ความเชื่อดั้งเดิมของชนชาติไทย
ความเชื่อก่อนการนับถือพระพุทธศาสนา
ความเชื่อเมื่อนับถือพระพุทธศาสนา
ความเชื่อของคนไทยสมัยใหม่
ชนชาติไทยกับปรัชญา
ภูมิปัญญาไทย หรือ แนวคิดไทย
ปรัชญาไทย
วิธีคิดของคน
วิธีคิดของคนไทย
ระบบปรัชญาไทย 3 สาขา

ชนชาติไทยกับปรัชญา

แม้ว่าชาวไทยยังคงอนุรักษ์ความเชื่อดั้งเดิมบางอย่างเอาไว้ แต่ก็อาศัยคำสอนของศาสนาพุทธเป็นหลักดำเนินชีวิต ดูผิวเผิน ศาสนาเป็นเรื่องของศรัทธาและความเชื่อ แต่ส่วนลึก พระพุทธศาสนาก็สอนมุมมองเกี่ยวกับโลกและชีวิตอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ คำสั่งสอนเหล่านี้ ได้สร้างโลกทรรศน์ให้ผู้ที่นับถือ โลกทรรศน์ คือ มุมมองชีวิตที่มนุษย์ใช้ตีความประสบการณ์เพื่อเลือกทางดำเนินชีวิตที่ดีและถูกต้อง ทุกคนมีมุมมองชีวิตและทางเลือกเป็นของตนเอง โลกทรรศน์ของใคร ก็เป็นปรัชญาของคนนั้น โลกทรรศน์ของชนชาติไทย ก็คือ ปรัชญาไทย “โลกทรรศน์ คือ ปรัชญา” นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่า “มนุษย์ดำเนินชีวิตไปตามปรัชญาชีวิตและโลกทรรศน์ของเขา นี่เป็นเรื่องจริงแม้กับผู้ที่ไร้ความคิดที่สุด เป็นไปไม่ได้ ที่มนุษย์จะมีชีวิตอยู่โดยไม่มีปรัชญา”

แม้ศาสนาจะเป็นเรื่องของศรัทธา แต่ก็ให้ปรัชญาในการแสวงหาเหตุผลและทางเลือกชีวิตที่ถูกต้อง ปรัชญากับศาสนา หรือ ปัญญากับความเชื่อต้องมาคู่กันจึงจะทำให้มุมมองหรือโลกทรรศน์สมบูรณ์ ไม่กลายเป็นความเชื่องมงาย หรือใช้เหตุผลจนไม่ยอมรับอะไร หากจะนำกรอบนี้มาพิจารณา ชาวไทยก็ควรนับได้ว่ามี “ปรัชญา” แม้จะมิใช่ปรัชญาที่เป็นระบบอย่างปรัชญาตะวันตก แต่ก็เป็นแนวปรัชญาแบบตะวันออก เรียกว่า “ปรัชญาไทย”



ปรัชญาในฐานะที่ชาวไทยเข้าใจ

เมื่อประมาณ 60 ปีที่ผ่านมา คำว่า “ปรัชญา” เป็นของใหม่สำหรับชาวไทยหรือในวงการศึกษาไทย และก็เป็นสิ่งที่ชาวไทยบางท่านต้องผลักดันอยู่นานจนกว่า วิชาปรัชญา จะได้รับการบรรจุเข้าในหลักสูตรการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ในขณะที่ประเทศแถบตะวันตก เขาบรรจุวิชาปรัชญาให้เรียนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษา เพราะปรัชญาคือฐานภูมิปัญญาของชาวตะวันตก พระเจ้า วรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์(วรรณไวทยากรณ์ วรวรรณ) บัญญัติคำว่า“ปรัชญา” เพื่อแปล“Philosophy” ในภาษาอังกฤษ

“ปรัชญา” เป็นภาษาสันสกฤต มีความหมายว่า ความรอบรู้ แต่ความรู้ที่เป็นปรัชญา เป็นความรู้สองระดับ คือ ความรู้ขั้นแสวงหา และความรู้ขั้นค้นพบ เป็นเหตุและผลกัน ระดับ Philosophy เป็นเหตุ ระดับปรัชญาเป็นผลแห่งการค้นพบ นักปราชญ์ชาวอินเดียเรียกระบบการคิดนี้ว่า “ทรรศนะ” หมายถึง การหยั่งรู้ความจริง” ดังนั้น “ปรัชญา” เป็นดังผลแห่งความรู้ ในขณะที่ “Philosophy” เป็นดังเหตุแห่งความรู้ แต่ทั้งสอง ดูจะแยกระดับจากกันได้ยาก ราชบัณฑิตยสถาน ให้นิยามปรัชญาว่า “วิชาว่าด้วยหลักแห่งความรู้และความจริง”

ส. ธรรมยศ ผู้ได้รับการศึกษาปรัชญาจากเวียดนาม ก่อนมีการบุกเบิกวิชาปรัชญาในประเทศไทย มองความสำคัญวิชาปรัชญาว่า “เป็นวิทยาศาสตร์แห่งความรู้ เป็นวิทยาการแห่งการปฏิบัติ และเป็นดวงเทียนมหึมาของโลกทรรศน์ที่บังเกิดขึ้นในโลกเพื่อจะจูงมนุษย์ไปสู่วิถีทางแห่งสันติภาพ”

โดยใจความ ปรัชญาก็คือการแสวงหาความจริงตั้งแต่ระดับธรรมดาสามัญไปจนถึงระดับสูงสุดของสิ่งต่างๆ ทั้งเขตแดนรูปธรรมและนามธรรม เพื่อตอบสนองความอยากรู้ อยากเห็นของมนุษย์ แล้วนำความรู้นั้นมาเป็นโลกทรรศน์ และชีวทรรศน์ หรือแนวทางในการดำเนินชีวิต ปรัชญาจึงเป็นแก่น (Core) ของวิชาทั้งหลาย

เนื้อหาและสาระของวิชาปรัชญา ตามความเข้าใจของคนไทยทั้งสมัยเก่าและสมัยใหม่ มีความเข้าใจผิด หรือ ทัศนคติที่ผิดต่อ วิชาปรัชญาว่า “เป็นวิชาที่พูดกับใครก็ไม่รู้เรื่อง” นักปรัชญาเป็นคนแปลกประหลาด เหมือนอยู่คนละโลก คนธรรมดา อยู่ในโลกของความจริง ขณะที่นักปรัชญา อยู่ในโลกของความเพ้อฝันหรือโลกอุดมคติ วิถีชีวิตและวิธีคิดไม่เหมือนคนธรรมดาสามัญ แนวคิดของนักปรัชญา หากพูดโดยไม่เกรงใจ ก็ว่า แนวคิดเพี้ยน นักปรัชญาเป็นคนเพี้ยน หรือ หลุดโลก นักปรัชญาสื่อสาระอะไรกับใคร เมื่อเขาไม่เข้าใจ ก็มักจะถูกกระแนะกระแหนว่า อย่าพูดแบบปรัชญา คงเป็นด้วยเหตุนี้กระมัง คนไทยบางคนที่คิดอะไรเหนือชาวบ้านธรรมดาสามัญ มีความลุ่มลึกทางความรู้ มีวิสัยทัศน์ที่ไกลและคิดเป็นระบบ ล้ำหน้าคนร่วมสมัย จึงมักถูกป้ายสีว่า “วิปปลาส เพี้ยน” ด้วยความตื้นเขลาแห่งระบบคิดและความบกพร่องของกระบวนการคิด คนไทยจึงไม่กล้ายอมรับตนเองว่าเป็นนักปรัชญา ทั้งไม่อยากเรียนวิชาปรัชญา ประการสำคัญ ปรัชญามิใช่วิชาชีพที่สร้างความมั่งคั่ง ร่ำรวยยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของตนดุจสาขาวิชาอื่นๆได้ เส้นแบ่งระหว่าง อัจฉริยะ กับ เพี้ยน บางยิ่งกว่าหนึ่งในพันของมิลลิเมตร นักปรัชญากับคนเพี้ยนก็มีเส้นแบ่งที่บางเฉียบดุจเดียวกัน

คิดอย่างไรจึงเป็นปรัชญา

นักปรัชญาคิดไม่เหมือนชาวบ้านทั่วไป ตัวอย่าง ชีวิตที่เป็นอยู่ทุกวัน หรือ โลกก็หมุนไปตามธรรมดา คนทั่วไปมองเห็นว่า ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกประหลาดประการใด เพราะเป็นธรรมดาของมันอย่างนั้น ไม่ได้สงสัยประการใด แต่นักปรัชญาพบเห็นแล้วกลับมิได้ปล่อยให้เรื่องผ่านไปอย่างที่คนธรรมดาสามัญปฏิบัติ พบเห็นอะไรเขาจะสงสัยและตั้งคำถามว่า นั่นอะไร นี่อะไร ทำไม เพราะอะไร และเพื่ออะไร บางทีตั้งความสงสัย แม้กระทั่งตัวเองว่า เรามีอยู่จริงหรือ? ด้วยเหตุนี้ คนธรรมดาจึงไม่พัฒนาทางปัญญามากจนเป็นนักปรัชญา เพราะสงสัยแล้วไม่ถาม หรือ คิดว่ารู้แล้วไม่อยากเรียนเพิ่ม

การคิดเชิงปรัชญา ต้องคิดอย่างมีเหตุผล มิใช่คิดหรือสงสัยเรื่อยเปื่อยตามแต่จิตจะฝันเฟื่อง เมื่อคิดเรื่องใด ต้องคิดอย่างแยกแยะวิเคราะห์วิจารณ์หาสาเหตุของเรื่องนั้นๆ ต้องคิดให้ลึก คิดให้กว้างและคิดอย่างรอบคอบ ประมวลมาจากข้อมูลทั้งหลาย สังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ แสดงผลแห่งการคิดนั้นมาตั้งเป็นทฤษฎี รวมถึงวิธีคิดอีกด้วย จนคิดว่าน่าจะหาคำตอบได้สมเหตุสมผล คำตอบอาจจะถูกหรือผิด เพราะเป็นความเห็นส่วนตัว สุดแต่ใครจะคิดทฤษฎีใดออกมา หรือมองชีวิตและโลกจากมุมมองใด การคิดแบบปรัชญาจึงเป็นวิธีการคิดอย่างทะลุปรุโปร่ง เพื่อตอบปัญหาที่ตนเองสนใจและใคร่รู้ ปรัชญา คือ ศิลปะแห่งการคิดอย่างมีเหตุผล (Philosophy is the art of rational thinking.)

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com