ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ >>

ปรัชญาไทย

ความเบื้องต้น
แหล่งอารยธรรมที่สำคัญของโลก
ความเป็นมาของชนชาติไทย
กลุ่มที่เชื่อว่าคนไทยมีถิ่นกำเนิดในถิ่นอื่นนอกจากดินแดนประเทศไทย
กลุ่มที่เชื่อว่า คนไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ดินแดนประเทศไทยนี้เอง
วิวัฒนาการของสังคมไทยสมัยต่าง ๆ
ความเชื่อดั้งเดิมของชนชาติไทย
ความเชื่อก่อนการนับถือพระพุทธศาสนา
ความเชื่อเมื่อนับถือพระพุทธศาสนา
ความเชื่อของคนไทยสมัยใหม่
ชนชาติไทยกับปรัชญา
ภูมิปัญญาไทย หรือ แนวคิดไทย
ปรัชญาไทย
วิธีคิดของคน
วิธีคิดของคนไทย
ระบบปรัชญาไทย 3 สาขา

วิธีคิดของคน

เมื่อกล่าวถึง แนวคิดของชนกลุ่มหนึ่ง เราก็จะได้แต่เพียงเป็นแนวทาง หรือทิศทางที่คิดว่ามุ่งหมายอย่างไร ถ้าจะขุดให้ถึงต้นตอรากแก้วของความคิดที่เป็นพื้นฐาน จำเป็นต้องวิเคราะห์หาว่า ชนกลุ่มนั้น มีวิธีคิดอย่างไร ถ้าคิดได้อย่างมีลำดับขั้นตอน แสดงว่า คิดเป็นระบบ เมื่อคิดเป็นระบบ การคิดนั้นจึงสามารถใช้ได้ครบวงจร และเป็นสากล วันดี กล่าวว่า คนไทยคิดไม่เป็นระบบ ก็แสดงว่า ไม่มีวิธีคิด การคิดสับสน อันที่จริงอาจมีวิธีคิด แต่แยกปัจจัยองค์ประกอบ หรือจัดลำดับก่อนหน้าหลังไม่ออก คนไทยที่เก่งในระบบการคิดระดับสากลจึงมีน้อยราย อย่างไรก็ตาม สุริยา สมุทคุปติ์ และคณะ ก็ได้พยายามวิเคราะห์วิธีคิดของคนไทย จากการวิจัย 2 เล่ม คือ “ทรงเจ้าเข้าผี: วาทะกรรมของลัทธิพิธีและวิกฤติการณ์ของความทันสมัยในสังคมไทย” เมื่อปี 2539. และ “วิธีคิดของคนไทย พิธีกรรม “ข่วงผีฟ้อน” ของ “ลาวข้าวเจ้า” จังหวัดนครราชสีมา” ในปี 2540 ชี้ให้เห็น วิธีคิดสากล และวิธีคิดของคนไทย ดังนี้

“วิธีคิด” ตามคำนิยามของคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาปรัชญา หมายถึง “หลักการ หรือเหตุผลในทางวัฒนธรรมที่ให้คุณค่าและความหมายต่ออุดมการณ์ของการดำรงชีวิตของผู้คนในสังคม ประกอบด้วย 3 ระบบใหญ่ๆ ที่สัมพันธ์กัน คือ

(1) ระบบคุณค่าทางศีลธรรมและจิตวิญญาณ
(2) ระบบภูมิปัญญาสำหรับการจัดการกับความสัมพันธ์ทางสังคมของคน และความสัมพันธ์ระหว่างสังคมกับธรรมชาติแวดล้อม
(3) ระบบอุดมการณ์อำนาจที่แสดงศักดิ์ศรีและและสิทธิของความเป็นมนุษย์(ตามธรรมชาติ)

” หากจะว่าให้ตรงตามศัพท์ “วิธีคิด” คือ “วิธีการ” “กรรมวิธีที่ใช้” หรือ “กระบวนการ” ที่คนใช้ในการแสดงกิริยา “คิด” “ใคร่ครวญ” หรือ “ทำงานโดยใช้ความคิด” หมายถึง วิธีการคิด กรรมวิธีที่ใช้ในการคิด ใคร่ครวญ หรือ กระบวนการคิด

วิธีคิด มี 2 ประการ คือ ประการแรก คือวิธีการให้เหตุผลหรือวิธีทางตรรกะซึ่งเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการคิดของมนุษย์ มนุษย์ต่างสมัยย่อมมีวีคิดต่างกัน เช่น วิธีคิดของมนุษย์ในสังคมดั้งเดิมถูกกำหนดด้วยความเชื่อทางไสยศาสตร์ ศาสนา และประสบการณ์ ชีวิต ในขณะที่มนุษย์สมัยใหม่ มีวิธีคิดที่เน้นการใช้เหตุผลและค้นคว้าหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เป็นเนื้อหาสำคัญ และประการหลัง คือ ผลรวมของประสบการณ์ของชีวิตมนุษย์ มีความหมายใกล้เคียงกับ ความรู้ ภูมิปัญญา โลกทัศน์ ชีวทัศน์ หรือ อุดมการณ์ เป็นผลผลิตทางประวัติศาสตร์ ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุคสมัยหนึ่ง และสภาพแวดล้อมแห่งหนึ่งย่อมมีวิธีคิดเป็นของตนเอง คนไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ย่อมมีวิธีคิดต่างจากคนไทยสมัยโลกาภิวัตน์เป็นต้น ถ้าจะดูวิวัฒนาการวิธีคิดของมนุษยชาติแต่ดึกดำบรรพ์มาถึงปัจจุบัน วิชาการทางมานุษยวิทยาให้ลำดับพัฒนาการของวิธีคิด ดังต่อไปนี้

  • วิธีคิดของคนป่า เป็นวิธีคิดที่ไม่สลับซับซ้อนในการแก้ปัญหา ล้าหลัง ไม่เจริญ อิงอาศัยความเชื่อในพิธีกรรมลึกลับ ขาดเหตุผล คิดเฉพาะหน้าเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการทางกายภาพและจิตใจขั้นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตเท่านั้น อันที่จริงควรเรียกว่า เป็นเพียงสัญชาตญาณ(Instinct) ตามธรรมชาติ
  • วิธีคิดของคนพื้นเมือง ชาวยุโรปผิวขาวเชื่อโดยมีอคติว่า ชาวพื้นเมืองมีตรรกะในการคิดแก้ปัญหาด้อยประสิทธิภาพกว่าพวกตน ชาวพื้นเมืองมีมันสมอง เทียบได้กับเด็กชาวยุโรปผิวขาวผู้เจริญเท่านั้น
  • วิธีคิดของคนเมืองและชาวยุโรปสมัยใหม่ เน้นที่ปัจเจกบุคคลย่อมให้ความสำคัญกับกลุ่ม หรือส่วนรวม อิทธิพลของกลุ่มมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของปัจเจกบุคคล การสูญเสียเอกลักษณ์และแรงยึดหเนี่ยวของกลุ่มนำมาซึ่งความแปลกแยก ปัญหาทางจิตวิทยาและความขัดแย้ง วิธีคิดจึงซับซ้อนขึ้นมาอีกระดับเห็นความสัมพันธ์และสมานฉันท์ในองค์กร
  • วิธีคิดที่ได้รับอิทธิพลจากจริยธรรมคริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนท์ ให้หลักคิดว่า ปัจเจกบุคคลควรที่จะทำหน้าที่ทางโลกของตัวเองให้ดีที่สุด การทำหน้าที่ดังกล่าว ถือเป็นพันธะทางจริยธรรมที่มีค่ามากที่สุด ความคิดนี้มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตในสังคมอย่างมาก
  • วิธีคิดสากลของมนุษย์ เลวี สเตราส์ อธิบายว่า ภาษาที่มนุษย์ใช้สื่อความคิดนั้นมีโครงสร้างที่แน่นอน ความคิดของมนุษย์ทำงานในลักษณะการทำงานของคู่ตรงกันข้าม (binary oppositions) นั้นคือ มนุษย์ผลิตความคิดที่มีความหมายได้ก็ต่อเมื่อเขาเริ่มคิดถึงสิ่งที่มีความหมายตรงกันข้าม เช่น ธรรมชาติ- วัฒนธรรม ดิบ- สุก เป็นต้น สเตราส์ แสดงว่า คนโบราณกับคนสมัยใหม่มีวิธีคิดแตกต่างกัน โดยที่คนโบราณ คิดแบบสาระพัดช่าง(bricolleur) เรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิต ไม่มีตำราคิดค้นและประดิษฐ์ได้เฉพาะเทคโนโลยีที่เน้นประโยชน์ใช้สอย ไม่ซับซ้อนมากนัก ลองผิดลองถูก เก็บเล็กผสมน้อยต่อเชื่อมหากัน กลุ่มนี้เป็นตัวแทนของวิธีคิดและภุมิปัญญาแบบดั้งเดิม ยังสามารถพบได้ทั้งในสังคมดั้งเดิมและสังคมสมัยใหม่ ส่วนคนสมัยใหม่ คิดแบบวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์(Engineer & Scientist) เริ่มจากโครงสร้าง มิใช่ลองผิดลองถูกจากสถานการณ์ แต่พยายามเข้าถึงสูตร สมการ ทฤษฎีหรือโครงสร้าง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการประดิษฐ์ หรือแก้ปัญหา กลุ่มนี้เป็นตัวแทนของภูมิปัญญาและผลผลิตของโลกสมัยใหม่ที่มีวิธีคิดและการใช้เหตุผลแบบวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานสำคัญ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

ข้อเขียน-บทความ »

» จินตนา แก้วขาว กราบเธอที่ดวงใจ
» ทะริด ตะนาวศรี คนไทยที่ถูกลืม
» ปู่เย็น ณ สะพานลำใย แห่งลุ่มแม่น้ำเพชรบุรี

» จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ (รวมงานเขียน)
» ฉายเดี่ยว (รวมงานเขียน)
» งูเขียว หางบอบช้ำ (รวมงานเขียน)

» ตีหัวเข้าบ้าน ตะคอกโลก ตีหัวหมา
» ผายลมนี้มีผลย้อนหลัง
» ได้แต่หวังว่า เราจะอยู่ร่วมกันได้บนโลกที่เปรียบเสมือนบ้านของเราใบนี้ ด้วยความรู้สึกที่ดีประดุจดั่งกินข้าวจากหม้อเดียวกัน

» ขอเป็นตาแก่ขี้บ่นในหัวใจเธอ
» เมื่อคนขับรถปลอมตัวไปเล่นหุ้น (บันทึกการเล่นสด)

นิยาย-เรื่องสั้น »

» ตำนานบันลือโลก
» บันทึกทรราชย์
» ผมเกือบได้เป็นนักแต่งเพลงชื่อดังเสียแล้ว
» ชีวิตเริ่มต้นอีกครั้งหลังเกษียณ
» แสนยานุภาพแห่งการรอคอย

สติ๊กเกอร์ไลน์
-สนับสนุนผลงาน
รายได้สมทบทุนยังชีพหลังเกษียณ-