main menu
บ้านจอมยุทธ

  ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ >>

ปรัชญาไทย

ความเบื้องต้น
แหล่งอารยธรรมที่สำคัญของโลก
ความเป็นมาของชนชาติไทย
กลุ่มที่เชื่อว่าคนไทยมีถิ่นกำเนิดในถิ่นอื่นนอกจากดินแดนประเทศไทย
กลุ่มที่เชื่อว่า คนไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ดินแดนประเทศไทยนี้เอง
วิวัฒนาการของสังคมไทยสมัยต่าง ๆ
ความเชื่อดั้งเดิมของชนชาติไทย
ความเชื่อก่อนการนับถือพระพุทธศาสนา
ความเชื่อเมื่อนับถือพระพุทธศาสนา
ความเชื่อของคนไทยสมัยใหม่
ชนชาติไทยกับปรัชญา
ภูมิปัญญาไทย หรือ แนวคิดไทย
ปรัชญาไทย
วิธีคิดของคน
วิธีคิดของคนไทย
ระบบปรัชญาไทย 3 สาขา

ระบบปรัชญาไทย 3 สาขา

ผู้เขียน ประสงค์จะนำเสนอความคิดเรื่องปรัชญาไทยด้วยกรอบคิดที่ชี้ให้เห็นถึงโลกทัศน์ ชีวทัศน์แบบดั้งเดิมของชาวไทยที่ยังไม่เจือปนด้วยวิทยาการสมัยใหม่ตะวันตก ด้วยข้อมูลเอกสาร ตำราประวัติศาสตร์ ประเพณี และวัฒนธรรม ความเชื่อ จารีตที่เคยปฏิบัติกันมา เอกลักษณ์แนวความคิดของไทย มองสรรพสิ่งอย่างเป็นองค์รวม มีความสัมพันธ์กันทุกระบบและทุกระดับ ชีวิตคน สัมพันธ์กับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สังคมมนุษย์รอบตัว และสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ เช่น คนหนึ่งเกิดมามีชีวิต ก็เป็นไปตามหลักธรรมชาติ สัมพันธ์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยเชื่อว่ามีแม่ซื้อหรือ แม่กำเนิด เทพารักษ์ประจำตัวรักษา การดำรงชีวิตในสังคม ต้องมองหน้ามองหลัง พึ่งพาอาศัยกันและกัน สร้างความสัมพันธ์ในเชิงอุปถัมภ์ด้วยระบบคุณธรรม เพื่อสังคมจะได้สงบสุข ไม่แยกส่วนดุจระบบปรัชญาตะวันตก ผู้เขียนขอจัดกลุ่มแนวความคิดตามระบบปรัชญาแบบตะวันตกได้ 3 สาขา คือ

สาขาอภิปรัชญา

ความคิดเรื่องผี วิญญาณ เทวดา ความเชื่อเรื่องโลกนี้โลกหน้า การเวียนว่ายตายเกิด การแสวงหาความจริงของสิ่งต่างๆ การอธิบายจุดกำเนิดของสิ่งต่างๆ ในรูปนิยายพื้นบ้าน หรือวรรณกรรมศาสนา เป็นต้น เช่น วรรณกรรม “ไตรภูมิพระร่วง” ถือว่าเป็นวรรณคดีปรัชญาเล่มแรกของไทย มีคุณค่าทางปรัชญา ให้ความรู้เกี่ยวกับกำเนิดสัตว์ต่างๆ กำเนิดจักรวาล การสร้างโลก อันเป็นปรัชญาแขนงอภิปรัชญา และให้ความรู้เกี่ยวกับบาปบุญ ในประเด็นทางอภิปรัชญา จะนำเสนอพอเป็นตัวอย่าง คือ

  • ความคิดเรื่องกำเนิดโลก จักรวาล และมนุษย์
    เป็นความสงสัยของมนุษย์นับแต่สมัยดึกดำบรรพ์ โดยถามตนเองตลอดมาว่า โลกนี้มีความเป็นมาอย่างไร กำเนิดมาจากไหน ทำไมจึงมีดินฟ้าอากาศ มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวตำนานกำเนิดโลกและมนุษย์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไตหรือไทโดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและดินแดนส่วนใหญ่ของลาวในปัจจุบันเชื่อว่า ผีฟ้า หรือ ผีแถนเป็นผู้สร้างโลก กำเนิดโลกและมนุษย์มาจากแถน “แถนเป็นคนแต่งโลกขึ้นมา โดยการปั้นรูปผู้หญิงหงาย ปั้นรูปผู้ชายคว่ำ ปั้นไว้เฉพาะวิญญาณ ยังไม่มีตัณหา ลมพัดกระจัดกระจายตกไปอยู่คนละแห่ง ต่างคนต่างอยู่ ต่อมาเกิดไฟไหม้แผ่นดิน กลิ่นหอมโชยขึ้นไปถึงแถน กลิ่นหอมไปถึงคู่ชาย-หญิงที่แถนปั้นไว้ แถนก็พูดว่า ‘โลกทางลุ่ม(ข้างล่าง) คือหอมแท้(ส่งกลิ่นหอมมาก)’ ว่าแล้วชาย-หญิงคู่นั้นก็ลงไปกินดินที่ถูกไฟไหม้ในโลกมนุษย์ จากนั้นทำให้คนเกิดตัณหาขึ้นมา พอสมสู่กันแล้วก็ไม่สามารถกลับคืนไปอยู่สวรรค์ได้อีกต่อไป…”

    ความเชื่อนี้ใกล้เคียงกับตำนานการเกิดมนุษย์ที่ปรากฏในคัมภีร์ทางพุทธศาสนาเล่มสำคัญและเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ หนังสือเรื่อง “ไตรภูมิพระร่วง” ซึ่งแต่งโดยพระยาลิไทกรุงสุโขทัย ปฐมบทของมนุษย์ในโลกเกิดจากการที่อาภัสสรพรหมลงมากินง้วนดินในโลกมนุษย์แล้วทำให้เกิดราคะขึ้นมา

    ตำนานเค้าผีล้านนา ปฐมมูลมูลี หรือ ปฐมมูลมูลี กล่าวถึงการเกิดโลก มนุษย์ สัตว์ และ พืชว่า “เมื่อโลกยังไม่ปรากฏ มีแต่อากาศว่างเปล่า ความร้อนกับความเย็นมาบรรจบกัน ทำให้เกิดลมพัดหมุนวนอย่างรุนแรง จนเกิดเป็นกลุ่มก้อน จากกลุ่มก้อนก็เกิดเป็นแผ่นดิน น้ำ หิน ผา แร่ธาตุต่างๆ ความชื้นก่อให้เกิดเป็นคู่เป็นไคลบนแผ่นหินผา แล้วกลายเป็นต้นไม้ใบหญ้า เครือเถาวัลย์ จากธาตุทั้ง 4 เกิดสัตว์เดรัจฉาน เช่นหนอน ด้วง แด้ แมลงภู่ผึ้งและสัตว์ที่มีเลือดมีกระดูก แต่ขนาดเล็กมาก เกิดตาย แผ่ขยายเต็มแผ่นดิน หลายกัปผ่านไป มีอิตถี(มนุษย์เพศหญิง) เกิดจากธาตุดิน ชื่อนางอิตถังไคยะสังกะสี มีคันธะดอกไม้(ดมกลิ่นดอกไม้)เป็นอาหาร เนื่องจากพื้นดินมีพืชพันธุ์งอกเต็มไปหมด นางจึงนำเอาเสทนี(น้ำ หรือ เหงื่อ) และเมทนี(ดิน)มาปั้นเป็นรูปสัตว์อย่างละคู่(เพศเมีย เพศผู้) ให้มากินพืชพันธุ์จนหมด มีปุริสะ(มนุษย์เพศชาย) ผู้หนึ่งเกิดจากธาตุไฟชื่อว่า นปุงไคยะสังกะสี (คนถนัดเรียกว่า ปู่สังไคยะสังกะสี) เดินทางมาพบนางอิตถังไคยะสังกะสี ก็เกิดจิตปฏิพัทธ์สมสู่เป็นผัวเมียกัน แล้วทั้งคู่ช่วยกันสร้างมนุษย์ออกมา 3 คน คนแรก เป็นเพศหญิง คนที่ 2 เพศชาย และ คนที่ 3 นปุงสะ(คนไร้เพศ) จากนั้นทั้งคนและสัตว์ก็แพร่หลาย กระจัดกระจายอาศัยอยู่ตามภูมิภาคต่างๆเต็มโลก เมื่อมีคนมาก ก็เกิดมีการละเมิดศีลธรรม คนชั่วทำผิดศีลธรรมมาก สุดท้ายโลก ปู่และย่าสังไคยะสังกะสี ก็จะต้องทำลายล้างโลก”

    นี้คือตำนานสร้างโลก และมนุษย์ จากธรรมชาติล้วนๆ ไม่มีเทวดา พระยาแถน หรือพระเจ้ามาเนรมิต เกิดโดยวิวัฒนาการตามธรรมชาติ การแปรปรวนของฤดูหนาวและฤดูร้อน ทำให้เกิดธาตุลม ธาตุน้ำ ธาตุไฟ เมื่อลมพัดน้ำ พร้อมกับความร้อน น้ำเหือดแห้ง บังเกิดเป็น แผ่นธรณี (ธาตุดิน) มีความชุ่มชื้น จึงบังเกิดคราบไคลของน้ำซึ่งลาวเรียกว่า “ขี้ตมปวก” หรือ “ขี้ไคน้ำ” แล้วมีมนุษย์คู่แรก ก็เกิดจากธาตุธรรมชาติ เพศหญิงเกิดก่อนจากธาตุดิน เพศชายเกิดตามมาจากธาตุไฟ เดิมเรียกว่า นางอิตถังไคยะสังกะสี และนปุงไคยะสังกะสี ต่อมาท้องถิ่นต่างๆก็เกิดเรียกเพียนกันไป เช่น “ปู่สังไคสา-ย่าสังไคสี หรือ ปู่สังกะสา-ย่าสังกะสี” มนุษย์คู่นี้แหละที่ช่วยกันสร้างพลโลกต่อมาและทำลายโลกเพราะเห็นว่า เกิดความชั่วร้ายมากมายในมวลมนุษย์ ความคิดเรื่องการทำลายโลก เพราะความชั่วของคนนี้ คล้ายกันแทบทุกศาสนาและวัฒนธรรม

    ในพงศาวดารล้านช้าง กล่าวถึงชนกลุ่มแรกที่เกิดมาในโลกนั้นเกิดมาจากน้ำเต้าใหญ่ หรือ น้ำเต้าปุ้ง (น้ำเต้า ภาษาบาลี ว่า “ลาวุ” หรือ “ลาพุ” การที่เรียกเชื้อชาติว่า “ลาว” ก็เพราะเกิดจาก “ลาวุ” น้ำเต้าปุ้งนี่ดอกกระมัง) เท้าความตามตำนานว่า มี ขุนทั้งสาม คือ ปู่ลางเชิง ขุนเค็ก ขุนคาน ขออนุญาตต่อแถนเพื่อกลับมาอยู่เมืองมนุษย์ตามเดิม พระยาแถนจึงอนุมัติให้อพยพลงมาอยู่ “นาบ่อนน้อยอ้อยหนู” และมอบควายตัวหนึ่งให้ลงมาช่วยไถนา ต่อมาควายตายลง จึงเกิดเป็นต้นน้ำเต้าขึ้นที่ซากของควาย มีผลน้ำเต้าใหญ่มากผลหนึ่ง (น้ำเต้าปุ้ง) เมื่อผลน้ำเต้านั้นโตเต็มที่ก็ได้ยินเสียงคนอยู่ในนั้นเป็นจำนวนมาก ขุนทั้งสามจึงเอาเหล็กชี(เหล็กหมาด)เผาไฟให้แดง เจาะรูเพื่อให้คนออกมา 2 รู คือ พวกไทยลมกับไทยผิวเนื้อดำคล้ำ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพวกข่า ขอม เขมรและมอญ แต่ยังมีคนเหลืออยู่ในน้ำเต้าปุ้งอีกขุนทั้งสามจึงหาสิ่วมาเจาะใหม่อีก 3 รู พวกที่ออกมารุ่นหลังนี้ไม่ถูกรมควันจากเหล็กชีจึงมีผิวกายขาวกว่าได้แก่ ไทยเลิง ไทยลอ ไทยคราว ซึ่งกลายมาเป็นบรรพบุรุษของคนลาว คนไทย คนญวณ ในภายหลัง

    สรุปว่า การเกิดโลกและมนุษย์ครั้งแรก มี 2 แนวคิด คือ มีพระยาแถนผู้ศักดิ์สิทธิ์ปกครองฟ้า สร้างโลกและมนุษย์ และอีกแนวคิดเชื่อว่า โลกและมนุษย์เกิดมาจากธาตุ 4 ตามธรรมชาติ ไม่มีผู้ศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้เกิดขึ้นมา
  • ความเชื่อสิ่งเหนือธรรมชาติ
    สิ่งเหนือธรรมชาติที่ชาวไทยเชื่อนั้น ดั้งเดิมก็เป็นความเชื่อในสิ่งลึกลับ พลังอำนาจลึกลับอิทธิ ปาฏิหาริย์ ภูต ผี สาง วิญญาณ ขวัญ และอมนุษย์ ประเภทต่างๆ มีอิทธิเดช หรือมีอำนาจเหนือมนุษย์ เป็นสิ่งที่ควบคุมระบบธรรมชาติให้เป็นไปตามใจบงการของสิ่งเหนือธรรมชาติ ชาวไทยสมัยก่อนไม่เข้าใจกฎธรรมชาติ จึงอธิบายสาเหตุปรากฏการณ์ธรรมชาติด้วยพลังอำนาจลึกลับบันดาล การที่จะให้ธรรมชาติอำนวยผลสิ่งที่ดีให้ตนได้ ก็ด้วยการปฏิบัติเอาใจพลังเหนือธรรมชาติผู้ดลบันดาลให้พอใจมากที่สุด พูดง่ายๆ การจะเอาชนะธรรมชาติ หรือบังคับธรรมชาติได้ก็โดยการเอาอกเอาใจพลังอำนาจที่บงการธรรมชาติเท่านั้น จึงเกิดพิธีกรรมบวงสรวง เซ่น ไหว้ อ้อนวอน บวงสรวง ตามความเชื่อมากมาย

    ผีเป็นความเชื่อดั้งเดิมของไทย จำแนกผีออกเป็นหลายประเภทและหลายระดับ “ผี” เป็นคำไทย มาคู่กับคำว่า “ผู้” ในความหมายของคนไทย “ผู้” ถึงคนเป็นทั้งยังมีชีวิตอยู่ “ผี”หมายถึง คนที่ตาย เมื่อตายลงจึงกลายเป็นผี ที่เรียกว่า ไปเผาผี ความจริง ผี ไม่ได้หมายเพียงแต่สภาพของผู้ที่ตายไปเหลือแต่วิญญาณเท่านั้น ยังหมายรวมอำนาจที่ยิ่งใหญ่นอกเหนือมนุษย์ เป็นอำนาจที่บันดาลให้เกิดโลก มนุษย์ จักรวาล เช่น ผี ฟ้า ผีแถน เป็น ผีปกครองโลก ระดับลดรองลงมาก็เป็นผีประจำเมือง เสื้อเมือง ทรงเมือง ประจำถิ่น ผีบ้าน ผีเรือน เสื้อบ้าน เสื้อเรือน และผีอนาถาทั่วไป เมื่อชาวไทย นับถือศาสนาฮินดู ผีฟ้าผีแถน ก็ได้รับการยกระดับเป็นเทพเจ้าสูงสุดบนฟ้า เหล่าผีต่างๆที่ทรงมหิทธานุภาพ ก็กลายเป็นเทวดาอารักษ์ไป

    ความเชื่อในอมนุษย์ประเภทต่างๆ มีดาษดื่นในวัฒนธรรมไทย เช่น ยักษ์ ครุฑ พญานาค เงือก เป็นต้น นอกจากนี้ ก็มีความเชื่อเดิมในเรื่องเวทมนต์ คาถา วิชา อาคม ไสยศาสตร์ เคราะห์ เวรอุบาทว์ จัญไร อัปปีย์ ขึ๋ด เหล่านี้เกี่ยวกับอำนาจพลังลึกลับ อำนาจกายสิทธิ์ เป็นต้น
  • ความเชื่อเรื่องชะตากรรมและบุญวาสนา
    คำถามทางปรัชญาว่า “มนุษย์ถูกกำหนดหรือมีเสรีภาพ” หรือ “อนาคตเราอยู่ในมือเราจริงหรือ” คำตอบของชาวไทยสมัยก่อน ค่อนข้างเชื่อไปทาง ประเด็นแรกมากกว่า ถือว่าโชคชะตาของมนุษย์ได้ถูกจารึกไว้ล่วงหน้าแล้ว คนมั่งมี คนทุกข์ยาก ต่างถูกชะตากำหนดให้เกิดมาทุกข์ หรือ มั่งมี ดังคำกล่าวว่า “บุญทำกรรมแต่ง” หรือ “แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แข่งบุญวาสนาแข่งไม่ได้” ถ้าต้นตระกูล เผ่าพันธุ์ ชาติกำพืดดีหรือเลว ลูกหลานย่อมเป็นไปตามเชื้อสาย เผ่าพันธุ์ วงศ์ตระกูล ไม่ผ่าเหล่าแตกกอออกไปได้ ดังคำว่า “เชื้อไม่ทิ้งแถว แนวไม่ทิ้งเหล่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ ถ้าจะให้แน่ ต้องดูถึงยาย” เป็นต้น แสดงว่า ใครเกิดมาย่อมมีเจ้าชะตากำหนดให้เป็นไป และเกิดจากเผ่าพันธุ์ใดย่อมมีอุปนิสัยสันดานตามต้นตอ กอเหง้าของผู้นั้น ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นไปได้

    เมื่อชาวไทยนับถือพระพุทธศาสนา ความเชื่อนี้จางลงไป เชื่อว่า แม้จะมีชะตากำหนดเพราะกรรมเก่า แต่ก็สามารถสร้างกรรมใหม่เปลี่ยนแปลงโชคชะตาให้ร้ายหรือดีได้ คนจะสุขหรือทุกข์ จะสูงส่งหรือต่ำต้อย เพราะกรรมของตัว มิใช่เพราะชาติพันธุ์วรรณะ ดังที่ กล่าวว่า “ คนจะเลวหรือดี มิใช่เพราะชาติกำเนิด แต่ ดีหรือเลวเพราะกรรมของตนเอง” เข้าข่ายความคิดเห็นประเด็นที่ 2 ว่า อนาคตเรา อยู่ในมือเรา(กรรมที่ทำเอง)

    ในประเด็นนี้ นักคิดไทยท่านหนึ่งชื่อ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน มีชีวิตระหว่าง พ.ศ. 2451- 2491 อดีตนายทหารอากาศ ยศ เรืออากาศโท ถูกกล่าวหาเป็นกบฏ 2 ครั้ง (2477 และ 2481) เมื่อถูกคุมขังก็มีเวลาขีดเขียนหนังสือและกวี แสดงความคิดเห็นได้รับการตีพิมพ์เป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นนักคิดที่เฉียบคม วาทะกล้า นวนิยายเล่มหนึ่งที่ถูกยกให้เป็นหนังสือ 1 ใน100 เล่ม ของวรรณกรรมดีเด่นของชาติ ที่เยาวชนไทยควรอ่าน คือ เรื่อง “เมืองนิมิตร” ชื่อภาษาอังกฤษ ว่า “An Idealist’s Dream” (2482) ถูกริบทำลายต้นฉบับไป แต่เขียนใหม่เชื่อว่า “ความฝันของนักอุดมคติ”(2487) กล่าวว่า “มนุษย์ย่อมมีชีวิตอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อม หมายความว่า สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเอง เช่น ดิน ฟ้า อากาศ และผู้คน และสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการสร้างขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์ เช่น ธรรมเนียม ประเพณี ค่านิยมของสังคมเป็นต้น เหล่านี้ มีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์”

    อันที่จริง สิ่งที่คนไทยเคยมีความเชื่อติดตัวมานาน คือ ความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ ชะตาชีวิตของบ้านเมือง และของคน ขึ้นอยู่กับฟ้าลิขิต และการโคจรของดวงดาว กล่าวแบบภาษาพื้นๆ ว่า “ดวง” เช่น ดวงบ้าน ดวงเมือง และดวงชะตาชีวิตของแต่ละคน การจะประกอบกิจกรรมใดๆ ก็จำเป็นต้อง ผูกดวง หาฤกษ์ยามที่ดี ด้วยเชื่อว่า ถ้าประกอบพิธีตรงกับฤกษ์ ผา นาที ที่กำหนด ชีวิตจะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ความเชื่อ อีกประการหนึ่ง คือ เนื้อคู่ หรือ คู่ครอง เรียกว่า คู่แนน แถนแต่ง เกิดมาเป็นคู่แล้ว ไม่แคล้วกัน

    การเวียนว่ายตายเกิด คนไทยเชื่อในเรื่อง การเวียนว่ายตายเกิด เมื่อคนตายไป อาจไปเกิดในเมืองแถน หรือ แดนทุรกันดาร บางทีอาจกลับมาเกิดเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัวเดิมก็ได้ ตายไปแล้วนอกจากจะกลับมาเกิดเป็นคนแล้ว อาจจะเกิดเป็นพืช(เช่นเรื่องจำปาสี่ต้น) เป็นสัตว์(เช่นเรื่องปลาบู่ทอง) เป็นผีสาง เป็นยักษ์ ฯลฯ แนวคิดเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด อาจจะได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธ เพราะอาศัยกฎแห่งกรรม จึงเวียนว่ายตายเกิด เพื่อชดใช้กรรมเก่าที่เคยทำมา เรียกว่าเกิดมาใช้กรรมเวร คนกว่าจะหมดกรรม
  • ความคิดเรื่องความจริงสูงสุด
    ประเด็นเรื่องความเป็นจริงสูงสุด ในทรรศนะของชาวไทยก่อนนับถือพุทธศาสนา ยอมรับความจริงมี 3 ประการ คือ 1. โลกทางวัตถุที่เห็นและจับต้องได้ เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ไม่ปรากฏว่า ชาวไทยสมัยก่อนได้มองโลกทางวัตถุ ว่าเป็นเพียงมายา ดุจแนวคิดของนักปราชญ์พราหมณ์ และ 2. โลกหน้า หรือ ปรโลก หรือโลกในมิติอื่น เช่น นรก สวรรค์ บาดาล ก็เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง มีสัตว์ผู้เป็นอมตะ ตายไม่เป็น คือ ผีฟ้า หรือ ผีแถน เทียบได้กับแนวคิดเรื่องพระเจ้า(GOD) พระพรหม ของศาสนาคริสต์ หรือศาสนาพราหม์ และ 3. กฎธรรมชาติ ก็เป็นความจริง หมายความว่า กฎที่มีอยู่ดั้งเดิม เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล เป็นกฎที่มนุษย์มิได้บัญญัติขึ้น มีอยู่จริงแล้วในตัวของมันเอง ต่อมาชาวไทยก็ขยายเป็นเรื่องกฎแห่งศีลธรรม และกฎแห่งกรรม เมื่อนับถือพระพุทธศาสนา

    สรุปว่า แนวคิดทางอภิปรัชญา เป็นแนวสัจนิยม(Realism) มองโลกตามความจริง ไม่เฟ้อฝัน ให้ความสำคัญทั้งทางกายและจิตใจอาจเข้าลักษณะทวินิยม(Dualism) แต่ไม่แยกกายออกจากใจอย่างเด็ดขาดดุจทวินิยมตะวันตก

สาขาญาณวิทยา

ความคิดในด้านการแสวงหาความรู้ หรือทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ ชาวไทยสมัยก่อนมีความคิด จำแนกเป็นประเด็นได้ดังนี้

  • ความรู้ คือ วิชา หมายถึงความรู้ทั่วไป สามารถแบ่งเป็นด้านต่าง ๆ เช่น วิชาประวัติศาสตร์ วิชาภาษาไทย วิชาปรัชญา หากมีความรู้และเชี่ยวชาญในเรื่องใดๆ เราเรียกว่า วิชาการ หมายถึงมีความรู้ในเรื่องที่ได้ฝึกฝนเล่าเรียนมา เช่น นักวิชาการศึกษา นักวิชาการประวัติศาสตร์ นักวิชาการการเมือง หรือ มีวิชาอาคม แบบโบราณ เป็นต้น
  • แหล่งเกิดความรู้ ตามความคิดของชาวไทย แหล่งเกิดความรู้ จำแนกเป็น
     
    - ความรู้เกิดจากประสบการณ์
    เรียนรู้จากสังเกตธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม แหล่งความรู้ ตำรับตำรา ขยายถึงความรู้ที่เกิดจากกระบวนการศึกษาเล่าเรียน ฝึกฝนอบรม จากครู อาจารย์ ดังคำที่ขุนแผนสอนพลายงาม ในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนว่า
    .....อันตำรับตำราสารพัด ลูกเก็บจัดแจงไว้ที่ในตู้
    ถ้าลืมหลับตรงไหนไขออกดู ทั้งของครูของพ่อต่อกันมา
    รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา ไปเบื้องหน้าเติบใหญ่จะให้คุณ..

    และตอนนางทองประศรีนำพลายแก้วไปฝากสมภารวัดส้มเกลี้ยงเพื่อเล่าเรียนว่า

    ... ท่านเจ้าขาฉันพาลูกมาบวช ช่วยเสกสวดสอนให้เป็นแก่นสาร
    ด้วยขุนไกรบิดามาถึงกาล จะได้อธิษฐานให้ส่วนบุญ
    อีกทั้งวิชาการอ่านเขียน เจ้าจะได้ร่ำเรียนเสียแต่รุ่น...

    ลักษณะความรู้จากแหล่งนี้ เรียกว่า ความรู้หลังประสบการณ์(Aposteriori Knowledge) ชาวไทยเรียกกันว่า พรแสวง เกิดมาไม่เก่ง แต่แสวงหาเรียนรู้ ฝึกฝนจนเก่งได้
     
    - ความรู้เกิดจากการคิด หรือใช้เหตุผลการขบคิดพินิจพิเคราะห์ ด้วยการใช้เหตุผล ด้วยเชาวน์ปฏิภาณ ไหวพริบ ก็ทำให้เกิดความรู้ได้ ชาวไทยเชื่อในเรื่อง พรสวรรค์ เพราะบางคนมีความคิด มีปัญญาติดตัวมาแต่เกิด เป็นอัจฉริยะเก่งมาแต่เกิด ภาษาศาสนาว่า สชาติกปัญญา ดังความสามารถของศรีปราชญ์ ที่สามารถแต่งต่อโคลงอีก 2 บาท จนครบ ที่เป็นโคลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมัยกรุงศรีอยุธยา ขึ้นกระทู้แล้วมอบให้บิดาศรีปราชญ์แต่งต่อ หรือตัวอย่างปัจจุบัน เด็กชายเดียว อายุเพียง 4 ขวบ ทั้งที่ยังไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน แต่สามารถเล่นเกมส์ทศกัณฐ์เด็ก ตอบคำถามบอกชื่อคนได้ถึง 200 หน้า ได้รับเงินรางวัลถึง 4,000,000 บาท (สี่ล้านบาท) เป็นต้น และบางคนรู้โดยไม่ต้องเรียน ทางปรัชญาเรียกว่า ความรู้มีก่อนประสบการณ์(Apriori Knowledge)
  • การตรวจสอบความรู้ กระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของความรู้ ในมุมมองของชาวไทย ถ้าใช้ทฤษฎีทางปรัชญามาจับ จะพบว่า ชาวไทยใช้ครบทั้ง 3 ทฤษฎี คือ

    1. ทฤษฎีสหนัย (Inherence Theory) คือ ทฤษฎีที่ถือว่า การที่จะถือว่า ข้อความใดข้อความหนึ่งเท็จจริงหรือไม่ ให้ดูว่าข้อความนี้สอดคล้องกับข้อความอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบเดียวกันหรือไม่ ถ้าสอดคล้องกัน ข้อความนั้นก็เป็นจริง ถ้าขัดแย้งกันข้อความนั้นก็ไม่เป็นจริง เช่น

    ถ้ามีใครพูดว่า "ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน" เราก็ต้องยอมรับคำพูดนี้จริง เพราะความรู้เดิมมีอยู่ว่า สรรพสิ่งมีการเปลี่ยนแปลง ไม่แน่นอน มีขึ้นมีลง ตกต่ำแล้วก็อาจจะตั้งตัวขึ้นมาได้ หรือฟังเพยที่ว่า “รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย” ทฤษฎีนี้จึงเกี่ยวข้องกับวิธีหาความรู้แบบนิรนัย (Deduction)

    แต่การนิรนัยบางเรื่องของคนไทยก็ไม่ตรงตามข้อเท็จจริง เพราะอ่อนตรรกะ โดยข้อเสนอหลักไม่เป็นความจริงสากล เช่น คนไทยสอนกันมาว่า “หญิงสามผัว ชายสามโบสถ์ เป็นคนที่คบไม่ได้” เมื่อเห็นผู้ใด จิตใจไม่มั่นคง(หรืออาจเป็นเพราะสาเหคุอื่นๆ) บังเอิญเคยมีสามีมาแล้ว 3 คน หรือ ชายเคยบวชมาแล้ว 3 หน ก็เหมารวมหมดว่า เป็นคนไม่ดี

    2. ทฤษฎีสมนัย (Correspondence Theory) คือทฤษฎีที่ถือว่า การที่จะถือว่าความรู้ใดเป็นความรู้ที่ถูกต้องเป็นจริงก็ต่อเมื่อความรู้นั้นตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เช่น คำพูดที่ว่า “สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ สิบมือคลำไม่เท่าทำเอง” หรือคำพูดที่ว่า “สิบช่าง ไม่เท่าเคย สิบลูกเขย ไม่เท่าพ่อตา” และสุภาษิตที่ว่า “เดินทางอย่าเดินเปลี่ยว น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ” ดังนั้นสิ่งที่ค้ำประกันว่า ความรู้ถูกต้องเป็นจริง คือ การที่ความรู้นั้นตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ มีประสบการณ์ตรงและชำนาญในเรื่องนั้นๆ ปฏิบัติแล้วจะเกิดผลทั้งทางดี หรือทางร้ายก็ได้ ทฤษฎีนี้จึงเกี่ยวข้องกับการหาความรู้แบบอุปนัย (Induction)

    3. ทฤษฎีปฏิบัตินิยม (Pragmatism) คือทฤษฎีที่ถือว่า เกณฑ์ตัดสินความจริง คือ การใช้งานได้ ความสำเร็จประโยชน์ในทางปฏิบัติ ความมีประโยชน์ คือ พิจารณาจากความสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติ สิ่งที่เป็นจริงคือ สิ่งที่มีประโยชน์ ปฏิบัติแล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ดังสุภาษิตว่า

    “ผิจะจับ จับจงมั่น ผิจะคั้นคั้นให้ตาย
    ผิจะหมาย หมายจงแท้ ผิจะแก้ แก้จงกระจ่าง” และว่า
    “อย่ารักเหากว่าผม อย่าลมกว่าน้ำ
    อย่ารักถ้ำกว่าเรือน อย่ารักเดือนกว่าตะวัน” เป็นต้น

    เมื่อชาวไทย นับถือพระพุทธศาสนา จึงเน้นการแสวงหาความรู้ตามแบบพุทธปรัชญา ทั้งโดยประสบการณ์ตรง การสังเกต การพินิจพิเคราะห์ ทั้งโดยการเรียนรู้ เพราะอาศัยประสบการณ์ตรงหรือเชาวน์ปัญญา แต่สิ่งที่เน้นที่สุดคือ การจะมีความรู้ดีและถูกต้องนั้นก็ต้องเกิดจากการนั่งสมาธิพัฒนาจิตใจ อันเป็นสาเหตุแห่งความรู้ขั้นสูงสุด คือ ความรู้จริง หรือ ปัญญา รู้จริงตรงตามสัจธรรม

    สรุปประเด็นทางญาณวิทยา ชาวไทยอดีต ให้ความความสำคัญกับความรู้ที่เกิดจากทั้ง 2 แหล่ง ที่เรียกว่า พรแสวง และ พรสวรรค์ ความรู้จริงต้องตรงกับข้อเท็จจริง และความจริง

สาขาจริยศาสตร์

ในคำสอนของชาวไทยตามวรรณคดีต่างๆ ส่วนใหญ่จะปลูกฝังค่านิยมทางด้านศีลธรรม และจริยธรรม สอนเรื่องความดี ความชั่ว บาปบุญ คุณโทษ เน้นความถูกต้องและความเป็นธรรมในสังคมและส่วนตัว มีการสอนเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตน การเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่ ในแนวคิดตามระบบจริยศาสตร์ จะนำเสนอค่านิยมความดี ของชาวไทย ตามประเด็นดังนี้

  • ความดีคืออะไร โดยทั่วไป เมื่อกล่าวถึงความดี มักจะจำกัดที่ ความมีศีลธรรม หรือจริยธรรม เป็นความถูกต้อง เป็นความสวยงาม เป็นธรรม แต่ภาษาไทย ใช้คำว่า ดี หรือความดีในภาพที่กว้างครอบคลุมนัยะด้านอื่นๆด้วย ดังนั้น “ดี” ในความคิดของคนไทย หมายถึง คุณสมบัติที่น่าพึงปรารถนาโดยรวมด้านอื่นเข้ามาประกอบ เช่น

    การไม่เกเร ไม่ดื้อรั้น ไม่เกียจคร้าน เชื่อฟังโอวาท เป็นความดี ของเด็ก
    การไม่ทอดทิ้งเพื่อนในยามยากจน ยามเจ็บไข้ ยามจาก เป็นความดีของเพื่อน
    การไม่หยิ่งโส โอหัง ไม่ถือตัว มีเมตตา เป็นความดีของผู้ใหญ่
    ความยุติธรรม เป็นความดีของผู้ปกครองและหัวหน้า
    การรู้จักขอโทษ การรู้จัก ให้อภัย “ไม่เป็นไร เลิกแล้วกันไป” เป็นความดีของทุกคน
    การรู้จักเกรงใจ รู้ที่ต่ำที่สูง มีสัมมาคารวะ เป็นความดีของทุกคน
    ความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นความดีของทุกคน
  • เกณฑ์วัดค่าความดี แม้ชาวไทยจะไม่ได้วางระบบวัดค่าความดีเอาไว้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่จะชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มักไม่สุดโต่ง ตกขอบ ขนาดชอบที่สุด หรือเกลียดที่สุด ชอบยึดทางสายกลาง ความพอดี ค่านิยมนี้ ชาวไทยนำมาใช้ประเมินค่าของการกระทำตามวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางความคิด ถือเจตนาในการกระทำสำคัญกว่าผลของการกระทำ อย่างคำว่า สำคัญที่ใจ แต่บางครั้งก็ยืดหยุ่นตามเหตุการณ์ ไม่ตายตัว ถ้าใช้เกณฑ์แบบตะวันตก ก็จะพบเค้าให้เห็น หลายเกณฑ์ ดังนี้

    1. เกณฑ์ตายตัว หรือ สัมบูรณนิยม วัดคุณค่าในตัว(intrinsic values) มากกว่าคุณค่านอกตัว(extrinsic values) สิ่งใดดี สิ่งนั้นย่อมมีค่าในตัวเอง “เพชรย่อมเป็นเพชร” ตกที่ใดก็ยังเป็นเพชร เช่น ความกตัญญูเป็นความดี ซื่อสัตย์สุจริต เป็นความดี ความเมตตากรุณาแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก เป็นความดี ผู้ใดทำก็ดีแก่ผู้นั้น ทำเมื่อใด ทำที่ไหน ก็ดีเมื่อนั้น เหมาะกับสถานที่นั้น ไม่มีข้อยกเว้น ดังจารึก สุโขทัยบ่งถึงความเชื่อจริยธรรมทางศาสนา และเกณฑ์ที่คิดว่าดี คือ มาตรฐานทางศีลธรรม(Moral Norms) เช่น “เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทาง...ไพร่ฟ้าลูกเจ้า ลูกขุน ผิแลผิดแผกแยกว้างกัน สวนดูแท้แล้จึงแล่งความแก่ข้า ด้วยความเชื่อ บ่เข้าผู้ลัก บ่มักผู้ซ่อน เห็นข้าวท่านบ่ใคร่พิน เห็นสินท่านบ่ใคร่เดือด”ในบางวัฒนธรรม เช่นล้านนา เมื่อทำผิดทำนองครองธรรม ผิดจารีตประเพณีนิยม จะบอกว่า “ผิดผี” ทางอีสาน มีเกณฑ์ยึด ฮีต 12 ครอง 14 ทางภาคกลาง ก็มีเกณฑ์จารีต ขนบธรรมเนียมที่ยึดปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยโบราณ ปัจจุบัน เกณฑ์เหล่านี้ ย่อหย่อนลงไปมาก คนในสังคมไทยสมัยใหม่แทบไม่เห็นคุณค่าและความสำคัญ

    2. เกณฑ์แบบสัมพัทธ์(Relative) ขึ้นอยู่กับปัจจัย บุคคล สถานที่ กาลเวลา ระดับ รู้ความเหมาะ ควรหรือไม่ควร ที่จะประพฤติต่อใคร ในสถานการณ์ใดสามารถปรับตัวตามสถานการณ์ได้ ภาษิตไทยว่า “เข้าเมืองหลิ่ว ให้หลิ่วตาตาม” “อย่าเป็นคนขวางโลก” “อย่างไรก็ได้” ก็เลยทำให้เกิดความรู้สึกว่า คนไทยไม่จริงจัง จริงเป็นเล่น เล่นเป็นจริง ไม่มีหลักการ ตัวอย่าง เมื่อเราใช้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ยึดหลักว่า ไม่ควรมีการปฏิวัติรัฐประหาร หรือ การปฏิรูปใดๆ อันเป็นกระบวนการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย เมื่อทหารเคลื่อนรถถังออกมายึดอำนาจ คราวใด คนไทยก็เสียความรู้สึกและอกสั่นขวัญแขวนคราวนั้น แต่การณ์กลับตาลปัตร ในวันอังคารที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา เมื่อทหารรวมตัวเรียกว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”(คปค.) นำโดย พลเอก สนธิ บุณยรัตน์กลิน ผู้บัญชาการทหารบก คนไทยส่วนใหญ่ต่าง พอใจ ยินดี ชื่นชม ต้อนรับ หอบลูกจูงหลายไปดูทหารและรถถัง ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก เหมือนเทศกาลงานวันเด็ก แม้แต่คนไทยที่เคยยึดหลักการประชาธิปไตย เคร่งครัด ก็ยังมีใจโอนอ่อนหย่อนลงมา ยอมรับว่า คปค. ทำดีแล้ว ในสถานการณ์บ้านเมืองที่จะล่มสลายเพราะระบอบทักษิณปกครอง พฤติกรรมไม่คงเส้นคงวาของคนไทยเช่นนี้ ทำให้ชาวต่างชาติไม่เข้าใจว่า การปกครองที่ว่า ดีหรือไม่ดี คนไทยยึดอะไรเป็นเกณฑ์แน่ ทั้งนี้เพราะมาตรฐานทางสังคมไทย(Social Norms)มีขึ้นมีลงตามสภาวะแวดล้อม

    3. เกณฑ์ทางสายกลาง( Middle Criterion) โดยลักษณะนิสัย ชาวไทยเป็นคนประนีประนอมสูง ปรับตัวเองเข้ากับทุกคนได้ แต่ก็ไม่ใช่ลักษณะที่อ่อนแอ ไม่มั่นคง เป็นไม้หลักปักเลน เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินเรื่องอะไร หลีกเลี่ยงที่จะใช้ความขัดแย้งรุนแรงแบบหัวชนฝา เอากันถึงตายไปข้างหนึ่ง ถ้าเป็นไปได้ ชาวไทยขอยึดทางสายกลาง เพื่อถนอมไมตรีทั้ง 2 ฝ่าย เข้าทำนอง “บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น” หรือ “รักพี่เสียดายน้อง” “หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ” ลูบหน้าปาจมูก” แต่จุดที่ชาวไทยมักถูกเข้าใจผิดเรื่องเกณฑ์ทางสายกลาง ก็คือ เป็นคนประเภท “นกสองหัว” หรือ “ลิ้นสองแฉก” “เหยียบเรือสองแคม” “ปลิ้นปล้อนกระล่อนแบบศรีทะนนชัย” “มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก” อันที่จริง การยึดทางสายกลางเป็นเกณฑ์ตัดสิน ก็อาจจะมิใช่การประนีประนอมระหว่าง ตำรวจกับโจรผู้ร้าย แต่อาจจะเป็นทางเลือกใหม่ ทางเลือกที่ 3 ที่เหมาะสำหรับการเข้าแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางความคิดและพฤติกรรม
  • คนดี มีลักษณะอย่างไร ในความคิดของคนไทย ลักษณะคนดี สามารถมองได้ทั้งจากคุณสมบัติภายใน(Intrinsic Value/Quality)ที่เรียกว่า ความมีจริยธรรมและคุณธรรม ทั้งมองได้จากคุณสมบัติภายนอก(Extrinsic Value/Quality)อันเป็นส่วนที่ปรากฏ

    1. คุณสมบัติภายใน เกิดจาก ใจดี มองจากแนวคิดไทย พบคุณลักษณะ ดังนี้ คนดีย่อรักพวกพ้อง คนดีคำนึงถึงคุณธรรมมากกว่าสิทธิประโยชน์ คนดีย่อมเข้ากับผู้อื่นได้ คนดี ย่อมทำให้เกิดผลดี มองด้านมโนจริยา มีลักษณะ เคารพยำเกรง บิดา มารดา และอาจารย์ นับถือนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ มีความอ่อนหวานแก่ผู้น้อย และมองจาก สมบัติผู้ดี 10 ประการของ เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (พ.ศ. 2444) พบว่า ผู้ดี ย่อมมีความเรียบร้อย ไม่ทำอุดจาดลามก มีสัมมาคารวะ มีกิริยาเป็นที่รัก มีความสง่า ไม่เห็นแก่ตัว มีใจดี ปฏิบัติการงานดี และสุจริตซื่อตรง

    2. คุณสมบัติภายนอก มองที่พฤติกรรม เช่น เป็นคนเอาการเอางาน ให้ผู้อื่นพึ่งพาอาศัยได้ มีอำนาจวาสนา บารมี ปกป้องลูกน้องได้ เป็นพลเมืองดีของชาติ มีความรู้ความสามารถดี เจ้าพระยาวิสุทธิ์สุริยศักดิ์ (ม.ร.ว. เปีย มาลากุล) เรียบเรียง สมบัติผู้ดี พ.ศ. 2455 ในด้าน กายจริยา 12 ข้อ คือ

    1) ย่อมนั่งด้วยกิริยาอันสุภาพ เฉพาะหน้าผู้ใหญ่
    2) ย่อมไม่ขึ้นหน้าผ่านผู้ใหญ่
    3) ย่อมไม่หันหลังให้ผู้ใหญ่
    4) ย่อมแหวกที่ หรือให้ที่นั่งอันสมควรแก่ผู้ใหญ่ หรือผู้หญิง
    5) ย่อมไม่ทัดหรือคาบบุหรี่ คาบกล้อง และสูบให้ควันไปรมผู้อื่น
    6) ย่อมเปิดหมวก เมื่อเข้าชายคาบ้านผู้อื่น
    7) ย่อมเปิดหมวกในที่เคารพ เช่น โบสถ์ วิหาร ไม่ว่าแห่งศาสนาใด
    8) ผู้น้อยย่อมเคารพผู้ใหญ่ก่อน
    9) ผู้ชายย่อมเคารพผู้หญิงก่อน
    10) ผู้ลาย่อมเป็นผู้เคารพก่อน
    11) ผู้เห็นก่อนโดยมากย่อมเคารพก่อน
    12) แม้ผู้ใดเคารพตนก่อน ย่อมต้องตอบเขาทุกคน ไม่เฉยเสีย และด้าน

    วจีจริยา มี 6 ข้อ คือ
    1) ย่อมไม่พูดจาล้อเลียนหลอกลวงผู้ใหญ่
    2) ย่อมไม่กล่าวร้าย ถึงญาติมิตรที่รักใคร่นับถือ ของผู้ฟังแก่ผู้ฟัง
    3) ย่อมไม่กล่าววาจา อันติเตียนสิ่งเคารพ หรือที่เคารพของผู้อื่นแก่ตัวเขา
    4) เมื่อจะขอทำล่วงเกินแก่ผู้ใด ย่อมต้องขออนุญาตตัวเขาเสียก่อน
    5) เมื่อตนทำพลาดพลั้งสิ่งใด แก่บุคคลผู้ใด ควรออกวาจาขอโทษเสมอ
    6) เมื่อผู้ใดได้แสดงคุณต่อตนอย่างไร ควรออกวาจาขอบคุณเขาเสมอ

จริยศาสตร์ไทย แนวคิดเกี่ยวกับ ความดี มีทั้งดีในและดีนอก คนดี มีทั้งคนดีทางศีลธรรม และคนดีทางสังคมยกย่อง เกณฑ์วัดความดีของไทย มีหลายแบบ เหมือน มาตรฐาน 2 ชั้น เลือกใช้ตามสถานการณ์ให้เหมาะสม

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

สติ๊กเกอร์ไลน์
-สนับสนุนผลงาน รายได้สมทบทุนยังชีพหลังเกษียณ-


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 | สรรพคุณ : แก้โง่ | วิธีใช้ : อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com