สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>
กรณีปราสาทพระวิหาร
ข้อมูลที่ประชาชนไทยควรทราบ เกี่ยวกับกรณีปราสาทพระวิหาร และการเจรจาเขตแดนไทย -
กัมพูชา
50 ประเด็น ถาม-ตอบ กรณีปราสาทพระวิหาร
สรุปข้อมูลสถานะของคดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี 2505
ลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร
กระทรวงการต่างประเทศ
ความเป็นมาของ MOU 2543
ประมาณปี 2537 หลังจากที่ประเทศกัมพูชาสามารถจัดการปัญหา
การเมืองภายในและมีการจัดตั้งรัฐบาล รัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา
ได้เริ่มเจรจาปัญหาเขตแดนอีกครั้ง เหตุผลหลักที่ประเทศไทยต้องการเจรจา
ปัญหาเขตแดนกับกัมพูชา คือ
1. หลังจากศาลโลกพิพากษาในปี 2505 ประเด็นปัญหาเรื่อง เขตแดนไทย - กัมพูชา
ถูกละทิ้งเป็นเวลานานกว่า 30 ปี
2. เหตุการณ์สู้รบระหว่างทหารไทยกับลาว บริเวณบ้านร่มเกล้า
ชายแดนจังหวัดพิษณุโลก ทำให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา
เขตแดนและนำไปสู่ความจำเป็นในการดำเนินการแก้ไขปัญหาเขตแดนกับ ประเทศเพื่อนบ้าน
3. รัฐบาลมีนโยบายไม่ให้เรื่องเขตแดนกลายเป็นประเด็น ทางการเมือง
แต่เป็นเรื่องของกฎหมายและเรื่องทางเทคนิค
4. รัฐบาลตระหนักถึงความจำเป็นที่จะใช้กฎหมายระหว่าง
ประเทศในการเจรจาเขตแดน
ดังนั้น เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2540 พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและกัมพูชา
ได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมเพื่อจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมจัดทำ
หลักเขตแดนสำหรับเขตแดนทางบก (Joint Statement on the Establishment of the Thai -
Cambodian Joint Commission on the Demarcation for Land Boundary)
ต่อมาในการประชุม คณะกรรมาธิการร่วมฯ ครั้งที่ 1 (30 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม 2542)
ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดน ร่วมฯ ขึ้นและเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543
ประธานคณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วมฯ ของทั้งสองฝ่าย คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ บริพัตร
รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายวาร์ กิม ฮง ที่ปรึกษารัฐบาล
ผู้รับผิดชอบกิจการชายแดน ได้ลงนามใน MOU 2543 โดย MOU 2543 ข้อ 1 กำหนดว่า
[ไทยและกัมพูชา] จะร่วมกันดำเนินการสำรวจและจัดทำ
หลักเขตแดนทางบกระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักร
กัมพูชาให้เป็นไปตามเอกสารต่อไปนี้
ทั้งนี้ MOU 2543 ไม่ใช่การกำหนดเขตแดนแต่เป็น MOU ที่ 2
ฝ่ายตกลงกันเกี่ยวกับขั้นตอนการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน
การที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 เป็นแผนที่
ของคณะกรรมการปักปันฯ การอ้างอิงเอกสารดังกล่าว ก็ไม่ได้แสดงว่า ไทย ยอมรับ
แผนที่หรือเส้นที่ปรากฏในแผนที่เป็นเส้นเขตแดน หากจะถือว่า ไทยยอมรับในลักษณะนี้
ก็ต้องถือว่ากัมพูชายอมรับสันปันน้ำตามที่ระบุใน อนุสัญญา ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญา
ค.ศ. 1907 ในข้อ 1 (ก) และ (ข) ของ MOU 2543 ด้วย ดังนั้น จะต้องมีการเจรจากันต่อไป
จนกว่าทั้งสองฝ่าย จะได้ข้อยุติร่วมกัน
ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ที่มาของ แผนที่มาตราส่วน 1 :
200,000
สนธิสัญญากำหนดเขตแดนไทย - กัมพูชา มี 2 ฉบับ ได้แก่ อนุสัญญาสยาม -
ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาสยาม - ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907
สนธิสัญญาทั้งสองฉบับระบุให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการ ผสมสยาม -
ฝรั่งเศสเพื่อปักปันเขตแดน เพื่อดำเนินการสำรวจ ภูมิประเทศจริง
และได้มีการจัดทำแผนที่แสดงเส้นเขตแดน โดยมีการจัด ทำแผนที่ 2 ชุด ได้แก่ แผนที่ชุด
Bernard (ตามอนุสัญญาฯ ค.ศ. 1904 มี 11 ระวาง) และแผนที่ชุด Montguers
(ตามสนธิสัญญา ค.ศ. 1907 มี 5 ระวาง) ซึ่งทั้งหมดเป็นแผนที่จัดทำในมาตราส่วน 1 :
200,000 ดังนั้น เมื่อกล่าวถึง แผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 จึงหมายรวมถึงแผนที่
หลายฉบับ (มิได้หมายถึงแผนที่ระวางดงรักฉบับเดียว) ซึ่งครอบคลุม เขตแดนไทย - ลาว
และไทย - กัมพูชา ปัจจุบันทั้งหมด
แผนที่ระวางดงรัก
ซึ่งเป็นแผนที่ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด และแสดงเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิหาร
จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเพียง 1 ในแผนที่จำนวน 11 ระวางของแผนที่ชุด Bernard
(ปัจจุบันเหลือใช้เพียง 8 ระวาง เนื่องจากเส้นเขตแดน ค.ศ. 1904 ตามแผนที่ชุด
Bernard จำนวน 3 ระวาง ถูกยกเลิกโดยเส้นเขตแดนใหม่ตามสนธิสัญญา ค.ศ. 1907)
แผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ระวางดงรัก กับคำพิพากษาของ
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ปี 2505
ในคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ปี 2505 ศาลฯ ระบุว่า จะไม่ตัดสินว่า
เส้นเขตแดนไทย - กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหารเป็นไป ตามแผนที่มาตราส่วน 1 :
200,000 ระวางดงรัก (ต่อไปนี้จะเรียกว่า แผนที่ดงรัก) หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ศาลฯ
จำเป็นต้องทราบว่า เส้นเขตแดนไทย - กัมพูชา อยู่ที่ใดในบริเวณปราสาทพระวิหาร
เพื่อใช้เป็นเหตุผลที่จะตัดสิน ว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศใด
ลักษณะของคำพิพากษาของศาลฯ แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่
(1) ส่วนเหตุผล (reasoning) ซึ่งในหลักการ ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และ (2)
ส่วนบทปฏิบัติการ (operative paragraph) ซึ่งมีผลผูกพันคู่กรณี
ในส่วนเหตุผล ศาลฯ อ้างเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า ไทยได้
ยอมรับแผนที่ดงรัก ดังต่อไปนี้
(1) ฝ่ายไทยได้ดำเนินการเผยแพร่แผนที่ดงรักอย่างกว้างขวาง
ภายหลังที่ได้รับมาจากฝรั่งเศส และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา ดำรงราชานุภาพ
ทรงขอแผนที่เพิ่มเติมด้วย
(2) ไทยไม่เคยคัดค้านเส้นเขตแดนบนแผนที่ดงรักจนถึง ค.ศ. 1958
แม้ว่าจะมีโอกาสหลายครั้ง เช่น การทำงานของคณะกรรมการ ถอดอักษรสยาม - ฝรั่งเศส ค.ศ.
1909 การสำรวจภูมิประเทศของกรม แผนที่ทหาร ค.ศ. 1934
และต่อมาได้ผลิตแผนที่ที่แสดงเส้นเขตแดน ไปตามแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000
การเจรจาสนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์ และการเดินเรือ ค.ศ. 1925 และ ค.ศ. 1937
และระหว่าง การประชุมหารือของคณะกรรมการประนอมฝรั่งเศส - ไทย ค.ศ. 1947
ในส่วนบทปฏิบัติการ ศาลฯ ระบุว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่
ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยกัมพูชา โดยไม่ได้ตัดสินเกี่ยวกับเส้นเขตแดน
หรือสถานะของแผนที่ระวางดงรัก
แผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 กับแผนที่ L7017/L7018
ประเด็นว่า เมื่อนำแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 มาทาบลง บนแผนที่
L7017/L7018 แล้วจะพบว่า เส้นเขตแดนตามแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000
ทำให้ไทยเสียดินแดนเป็นจำนวนมากนั้น มีข้ออธิบาย ดังนี้
1) แผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 และแผนที่ L7017/L7018 เป็น
แผนที่ที่มีวิธีการจัดทำ (Projection) แตกต่างกัน จึงมีลักษณะแตกต่างกัน
2) L7017/L7018 จัดทำโดยใช้พื้นผิวของรูปทรงกระบอก (Mercator Projection)
ซึ่งจะแสดงระยะทางที่ถูกต้อง แต่ขนาดของ ภูมิประเทศจะคลาดเคลื่อน
ในขณะที่แผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ซึ่ง จัดทำโดยใช้ Sinusoidal Projection
(ลักษณะคล้ายหัวหอม) จะแสดง ขนาดภูมิประเทศถูกต้อง แต่ระยะทางคลาดเคลื่อน
3) เนื่องด้วยคุณสมบัติที่แตกต่างกันของแผนที่ทั้ง 2 ชุด จึงไม่
สามารถนำแผนที่มาทาบกันได้ เพราะขนาดและรูปทรงของภูมิประเทศและ
เส้นเขตแดนจะแตกต่างกันมาก

1. ภาพตัวอย่างการนำแผนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่ทำโดย
ระบบที่แตกต่างกันมาทาบซ้อนกัน จะเห็นว่าไม่สามารถทาบกันได้สนิท ทั้ง ๆ
ที่พื้นที่คือพื้นที่เดียวกัน
***ดังนั้นการนำแผนที่ที่ทำต่างระบบกันมาทาบซ้อนกันจึงไม่ถูกต้อง
ทั้งในด้านวิชาการและทางเทคนิค***

2. แผนที่มาตราส่วน 1 : 50,000 ของไทยทำในระบบเมอเคเตอร์ (Mercator Projection) กำหนดค่าโดยระยะห่างและทิศทาง

3.
แผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ของฝรั่งเศส ทำในระบบซินูซอยดอล (Sinusoidal
Projection) ทุกช่องสี่เหลี่ยมมีพื้นที่เท่ากัน
***ดังนั้นการนำแผนที่ที่ทำต่างระบบกันมาทาบซ้อนกันจึงไม่ถูกต้อง ทั้งในด้านวิชาการและทางเทคนิค***


