สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>
กรณีปราสาทพระวิหาร
ข้อมูลที่ประชาชนไทยควรทราบ เกี่ยวกับกรณีปราสาทพระวิหาร และการเจรจาเขตแดนไทย -
กัมพูชา
50 ประเด็น ถาม-ตอบ กรณีปราสาทพระวิหาร
สรุปข้อมูลสถานะของคดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี 2505
ลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร
กระทรวงการต่างประเทศ
การดำเนินความสัมพันธ์กับกัมพูชาของรัฐบาลปัจจุบัน
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และ
พัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ รวมถึงกัมพูชา
โดยได้บรรจุเป็นนโยบายเร่งด่วน (ข้อ 1.6) ที่รัฐบาลจะเริ่มดำเนินการในปีแรก
ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
แม้ในช่วงที่ผ่านมาไทยและกัมพูชาจะมีปัญหาความขัดแย้ง ด้านเขตแดน
โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหาร แต่รัฐบาลยังคงยืนยัน
ท่าทีที่จะจำกัดความขัดแย้งดังกล่าวมิให้กระทบต่อความสัมพันธ์ในด้าน ต่าง ๆ
ทั้งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งความเป็นอยู่ของประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยมุ่งที่จะแก้ไข
ปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ ได้แก่ การพบหารือทวิภาคีระดับผู้นำ
การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา (JBC) การประชุม
คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และการประชุมคณะกรรมการ ชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC)
ดังกล่าวข้างต้น
ประเทศไทยมีเจตนารมณ์ที่ต้องการเห็นเพื่อนบ้านมีความ
เจริญก้าวหน้าและพัฒนาในด้านต่าง ๆ ซึ่งการพัฒนาของประเทศ เพื่อนบ้านรวมทั้งกัมพูชา
ย่อมส่งผลดีต่อประเทศไทยและประชาชนไทย
ตลอดจนส่งผลต่อการพัฒนาของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ
ความเป็นปึกแผ่นของอาเซียนในภาพรวม ที่ผ่านมาไทยได้ให้ความ
ช่วยเหลือด้านการพัฒนาในรูปแบบต่าง ๆ แก่กัมพูชา อาทิ การสร้างศูนย์ ฝึกอาชีพพูนพนม
ชานกรุงพนมเปญ การให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนา ถนนหมายเลข 67 (ช่องสะงำ -
อันลองเวง - เสียมราฐ) และถนนหมายเลข 48 (เกาะกง - สแรอัมเบิล)
การให้ความช่วยเหลือด้านทุนการศึกษา และ การฝึกอบรม
ซึ่งในปัจจุบันมีเยาวชนกัมพูชาได้รับการศึกษาจากโครงการ ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความ ร่วมมือทวิภาคี (JC) ไทย - กัมพูชา
ครั้งที่ 7 ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศ กัมพูชา เมื่อวันที่ 3 - 4 กุมภาพันธ์ 2554
ได้ตกลงที่จะพัฒนาและส่งเสริม ความร่วมมือดังกล่าวต่อไป นอกจากนี้
ยังได้มีความตกลงร่วมมือในสาขา ใหม่ ๆ อาทิ
การจัดทำความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง ธรรมดา การจัดทำความตกลง ACMECS
Single Visa และการแลกเปลี่ยน การเยือนระหว่างสื่อมวลชนไทย - กัมพูชา
ซึ่งความร่วมมือเหล่านี้แสดงให้ เห็นว่า
ไทยและกัมพูชานอกจากจะเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดน
ติดกันไม่สามารถแยกออกจากกันได้แล้ว ยังมีผลประโยชน์ที่ผูกพันเกื้อกูลกัน
ในหลายด้านและในระยะยาวสืบเนื่องต่อไป
พัฒนาการล่าสุดของความสัมพันธ์ไทย - กัมพูชา :
ศักราชใหม่แห่งความสัมพันธ์
--การเดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการของนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2554 ในโอกาส เข้ารับตำแหน่งใหม่ ถือเป็นการเริ่มศักราชใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่าง สองประเทศ ผู้นำทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะแก้ปัญหาที่มีอยู่อย่างสันติ ฟื้นฟู และส่งเสริมความสัมพันธ์ในด้านต่าง ๆ ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งด้าน เศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และการท่องเที่ยว อาทิ การเปิดจุดผ่านแดน ถาวรแห่งใหม่บริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยน ระหว่างประชาชน การท่องเที่ยว และการค้าระหว่างกัน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศยังได้หารือกันอย่าง สร้างสรรค์ในประเด็นคั่งค้างต่าง ๆ อาทิ การเจรจาแบ่งเขตทางทะเลใน พื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในหลักการให้มีการเจรจากันอย่างเป็นทางการ โปร่งใสและเปิดเผย โดยในส่วนของไทยมีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะเจรจา และ ในส่วนของกัมพูชามีนายสก อาน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะเจรจา สำหรับการเจรจาเรื่องการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ทั้งสองฝ่ายตกลงให้มีการเจรจาหารือกันต่อไป ในส่วนการประชุมคณะ กรรมการชายแดนร่วม (GBC) ไทย - กัมพูชา ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง กลาโหมของสองประเทศเป็นประธานร่วมนั้น จะมีการประชุมในโอกาสแรก เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นด้านความร่วมมือบริเวณชายแดน และการ ปฏิบัติตามคำสั่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเรื่องมาตรการชั่วคราว เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2554
--ท่าทีของรัฐบาลกัมพูชาดังกล่าวข้างต้น กอปรกับบรรยากาศ ความสัมพันธ์ระดับผู้นำที่เป็นมิตร และความคืบหน้าในการหารือตามกลไก ทวิภาคีต่าง ๆ ที่มีอยู่ สะท้อนถึงความไว้เนื้อเชื่อใจ ความเชื่อมั่น และการ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน อันน่าจะนำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์และส่งเสริม ความร่วมมือระหว่างกันให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคง เพื่อประโยชน์ของประเทศ และประชาชนของทั้งสองประเทศที่ยั่งยืนต่อไป


